เพียงให้กำลังใจกับตัวเอง คิด คิด บวก บวกเข้าไว้ และคิดบวกอย่างเดียวไม่ได้ ต้องทำชีวิตนี้ให้เป็นบวก บวกด้วย

ตีสามครึ่ง (ลุกขึ้นมาบันทึกเรื่องราวอีกแล้ว)

ในปีที่ผ่านมา

ราตรีนั้น ข้าฯ ท่องไปในวิถี...(ขอยืมมาจากบันทึก ปณิธานมานกล้า)

คิดสับสนวุ่นวายและวกวน

ก่อนการตัดสินใจชัดเจนว่าจะทำอย่างไรต่อไป

แค่คิดว่าจะเขียนใบลาพักผ่อนหนึ่งสัปดาห์ เพราะเราอาจเครียดมากไป ความคิดก็วิ่งไปกองคอตกอยู่ตรงงานที่รอในระหว่างสัปดาห์นั้นแล้ว ถ้าไม่อยู่สักหนึ่งสัปดาห์แล้วใครจะทำ

แล้วถ้าไม่อยู่ตลอดไป ใครจะทำ

เห็นแก่งานมากกว่าตัวจนเกินไปหรือเปล่า

เครื่องจักรยังมีวันหยุดพักเพื่อซ่อมแซมระบบ

แล้วเราเป็น คน เป็นใครกัน สำคัญนั้นรู้ว่าสำคัญ(แต่ไม่มากนัก) กว่าเครื่องจักร (อยู่แล้ว)

...

เพราะเคยชินกับการทำงานภาคบังคับ All in one มานานใช่ไหม

เพราะเคยชินกับการอิ่มอร่อยลูกท้อจังเลย (เอามาจากอาจารย์ JJ อานุภาพแห่งทีม และ ความสุขในการทำงาน) จนเห็นเป็นเรื่องธรรมดาๆ หรือเปล่า

คำตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้คือ ไม่น่าใช่

เมื่อวันนี้เรายังรู้สึกสนุกกับงาน ตั้งแต่เอาใจไปปักวาง (อ่าน แห่งการงานอันเบิกบาน)

และช่วงหลังได้คลุกคลีกับทีมคนทำงานเบื้องหลังสำนักงาน (Back Office) กว่าสี่สิบชีวิต

แม้จะรู้สึกรู้สากับคำนิยม เรายังทำงานได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย

จนเราลองถอดบทเรียนออกมาเป็นตัวเองใหม่อีกครั้ง ว่า

จะต้องทำงานแบบ Work SMART ไม่ใช่ Work HARD”

(เจ้าตุ๊กตาตัวนี้รอให้เรา feed อาหารให้ ไมงั้นเธอจะร้อง แง้ แง้ แง้ แต่ถ้าเธออิ่มหนำสำราญเมื่อไร เธอจะเล่น จะร้องเพลงเสียงดังเอิ๊กอ๊าก หรือไม่ก็เลียนเสียงที่เธอได้ยินเราพูดค่ะ ข้อสำคัญต้องเล่นกับเธอบ่อยๆ ด้วย....แล้วมันเกี่ยวอะไรตรงไหนใช่ไหมคะ!)

23 ปี 5 เดือน ในชีวิตงานครึ่งของครึ่งชีวิต อยู่ด้วยเงินภาษีของประชาชน เราทำงานคุ้มแล้วหรือ

23 ปีที่ปฏิบัติงานแบบไม่มีใครคิดว่าเราสำคัญอะไรมากมายนัก เป็น Nobody มากกว่าที่จะเป็น Somebody ของที่ที่ทำงาน

23 ปีที่เพิ่งจะได้ยินคำตอบที่ไม่เคยถามหาความชัดเจน ว่าฉันก็เป็นบุคคลดีเด่นแห่งการทำงาน มีการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องตามสมรรถนะหลักของคนเป็นข้าราชการที่ดี แต่เพราะเกรงว่าฉันจะอยู่ต่อไปไม่รอดในสังคมที่ทำงานแห่งนี้ ฉันจะคบจะเข้ากับใครๆ ในที่ที่ทำงานต่อไปไม่ได้ หากมีประกาศอะไรให้เป็นที่ประจักษ์ (เป็นคำตอบที่ชัดเจนดีว่าทำไมฉันถึงไม่ได้รับการพิจารณาเป็นคนมีความดีความชอบพิเศษสองขั้น สองครั้งใน 23 ปี แต่เงินไม่สำคัญ สุดท้ายก็ชนเพดานเหมือนกัน)

ก็ไม่เคยคิดว่าจะอยากได้ อยากมี อยากเห็นหรืออยากจะเป็น

 

23 ปีจึงเป็นที่รับประกันได้ถึงคนหนึ่งคนที่บังเอิญหลงมาอยู่ผิดที่ผิดทาง แต่บังเอิญเป็นคนหนึ่งคนที่ไม่ชอบมีปากเสียง ไม่เห็นความจำเป็นต้องดิ้นรนในความอยากมีอยากได้ เพราะ เกิดมามีครบถ้วนอยู่แล้ว พ่อบอกว่า มีมากก็ทุกข์มาก พ่อไม่เคยหวังในลาภ ยศ สรรเสริญ พ่อไม่ยอมรับตำแหน่งทางการบริหาร ไม่ว่าจะเป็น คณบดี ผู้อำนวยการโรงพยาบาล ที่เป็นบันไดไต่ขึ้นสู่ตำแหน่ง อำนาจหน้าที่สูงยิ่งๆ ขึ้น พ่อบอกฉันเสมอเรื่อง การทำงาน กระบวนการกลุ่ม และการเป็นกองเกินที่มีคุณค่า

 

ฉันคิดว่า ฉันมี ศักดิ์ศรี มีความตั้งใจมุ่งมั่นว่าจะทำในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ดี ดีที่สุดเท่าที่ตัวเองคิดว่าทำได้ดี วางใจ รักในสิ่งที่ได้รับ เมื่อชะตาชีวิตมีขีดกำหนดมาแล้ว ทำความสุขให้เกิดกับตัวเราใจเราในปริมาณที่พอดีๆ แม้ความอดทนของชีวิตทุกคนก็มีขีดจำกัดเหมือนกัน

 

ปีที่ผ่านมาที่ฉันสัญจรผ่านเข้ามาใน G2K ฉันได้ซึมซับรับรู้ว่าที่นี่คือที่พักพิงหนึ่งในชีวิตนักผจญภัย (อ่านเรื่องของคุณศิลา  การเริ่มต้นของจุดเปลี่ยนชีวิต) ที่ฉันไม่รู้ตัวเลยว่าได้เริ่มต้นบทบาทใหม่มาตั้งนาน ฉันได้แบ่งภาคชีวิตของตัวเองออกเดินทางตามหาสิ่งที่วาดหวังมาตั้งนาน ฉันเริ่มหยิบเครื่องมือในตัวเองออกมาขุดค้นหาทรัพย์สมบัติที่ฝังซ่อนไว้ข้างในตัวของฉันเองนับตั้งแต่นั้นมา

 

ผู้มีประสบการณ์และคุณวุฒิที่เหมาะสมบอกว่า เราสามารถแบ่งภาค ชีวิตเสมือน ที่เราอยากสร้างขึ้นมาให้เข้าไปอยู่ในพื้นที่ โลกเสมือนทุกวันนี้ได้หลายชีวิตตามแต่ใจเราอยากกระทำ ฉันเองและหลายๆ ท่านในพื้นที่ โลกเสมือนต่างก็มีตัวตนที่แท้จริง และมีตัวอวตาร (avatar) ที่สร้างและปรุงแต่งขึ้น

แต่ฉันคิดว่า ในท้ายที่สุดก็มีบางชีวิตที่สร้างขึ้นมา ที่แยกไม่ออกกับชีวิตที่แท้จริงของเราเอง เพราะโลกไซเบอร์แต่ละใบ มีเหตุผลของการก่อเกิดเป็น โลกไซเบอร์ ของมัน อย่างเช่น โลก G2K คือโลกของคนทำงานมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โลกของ H5 คือโลกของคนมีจินตนาการอย่างคาดไม่ถึง

 

ฉันเริ่มต้นแบ่งภาคตัวเองออกตามหาความต้องการแท้จริงของฉันตั้งแต่นั้นมา และวันนี้กำลังเกิด คลื่นความคิดอีกหนึ่งระลอกใหญ่ ที่มีหลายปัจจัยนำไปที่คำตอบ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจที่ไม่ใช้อารมณ์เหนือเหตุผล

ฉันโตมากพอที่จะไม่ด่วนตัดสินใจแบบหุนหันพลันแล่น ฉันรู้หลักการใช้ชีวิตแบบพอเพียงเพื่ออยู่อย่างไรให้รอดและสุขใจ สบายใจ และไม่ทำให้ชีวิตต้องอึดอัดขัดข้องเพราะ ขัดใจใครหรือทำให้ใจของใครขัด.. ชีวิตมีเพียงเท่านี้ เดินหน้ามาเกินครึ่งทาง เหลืออีกครึ่งทาง จะคิดจะเลือกทางเดินที่เสรีหรืออยากจะเจอโรคร้ายที่มีแต่จะเจ็บปวดใจเรื้อรัง เจ็บเพราะทำตัวเองแท้ๆ เผาตัวเองแทบทั้งนั้น คนอื่นไม่มีใครมาเกี่ยวข้องอะไรด้วย

ฉันจะตัดสินใจอยู่หรือไป คิดแล้วคิดอีกคิดมาโดยตลอด ไม่ใช่วันนี้ เมื่อวาน จนมีเหตุผลมากมายแทบอยากจัดเรทติ้งอันดับทอปฮิตความคิด(เจ้ากี้เจ้าการ) แม้ว่าจะยังสนุกกับงานบางงาน แต่เมื่อทบทวนตัวเองแล้ว ก็รู้ว่า มีการตัดสินใจใหญ่รออยู่ข้างหน้า

 

ฉันคือใคร

ฉันเป็นใคร

ฉันรู้...

ฉันควรอยู่จุดไหน จุดนั้นจะมั่นคงหรือไม่ ไม่มีใครสน เพราะคนเราแทบทุกคนต้องคิดถึงความต้องการแท้จริงของตนเอง และฉันรู้ดีว่า การเริ่มต้นใหม่แต่ละครั้งก็ย่อมมีการเดิน ยืน นั่ง หยุดนิ่ง ล้ม ลุก คลุกคลาน ก็พร้อมที่จะล้มแล้วลุก ล้มก็จะไม่ให้ล้มนาน...

 

บันทึกก่อนหน้าคือที่สุดของความรู้สึกที่ฉันแน่ใจว่า เหตุผลมากกว่าอารมณ์ และฉันได้ทิ้งช่วงเวลาเพื่อคิดทุกนาทีที่มี สติ ในระหว่างวันว่างถึงวันทำงาน สติฉันก็ยังอยู่กำกับตลอดเวลา ฉันทบทวนตัวเองสม่ำเสมอ บนพื้นฐานของความเป็นปุถุชนธรรมดาที่มีความอยากทำโน่น นี่ นั่น และคำตอบยังเหมือนเดิม คือ เหตุผลมากมายมากกว่าอารมณ์ป่วน ฉันคิดว่าฉัน นิ่งได้ตั้งมาก และในความนิ่งนั้นยั่งมีเป้าหมายที่อยากทำกำกับไว้อีกด้วย

 

เมื่อมีเหตุผลมากมาย เหลือเพียงแค่ การตัดสินใจในขั้นตอนสุดท้าย ช้าไปบ้างเนื่องเพราะการตัดสินใจผิดพลาดก่อนหน้า ที่ไม่รู้ว่าจะมองเป็นเรื่องเล็ก หรือ เรื่องใหญ่ ดีนะ...

บำเหน็จ หรือว่า บำนาญ

 

23 ปี 5 เดือน กับอายุการทำงานตามกฎหมาย เหลืออีกเพียงเก้าเดือน จะครบ 24 ปี 6 เดือน ที่ฉันจะก้าวเข้าสู่สถานภาพ ข้าราชการบำนาญตามตัวบทกฎหมายอนุโลมให้สมาชิกข้าราชการที่ต่อ กบข. เปลี่ยนสถานภาพได้

หลายคนให้คำปรึกษาว่า เมื่อทนมาได้ตั้งนาน ทนอีกนิดหน่อยคงไม่เป็นไร การเปลี่ยนเส้นทางชีวิตเป็นสิทธิของตัวเรา เลือกเดินไปยังที่ที่เราชอบ เราชอบ (สู่ที่ชอบที่ชอบ)

 

การตัดสินใจที่พลาดไปเพียงเล็กน้อย มีผลกับอนาคตการดำเนินชีวิตอย่างใหญ่หลวง ที่คงเป็นบทเรียนให้จารึกไว้

 

แต่หาก โชคชะตากำหนดไว้แล้ว คิดเช่นนั้นก็สบายใจ และเดินหน้าต่อไป...ไม่ว่าทางข้างหน้าจะเป็นเช่นไร ฉันก็พร้อมทำดีเต็มที่ในปัจจุบัน จนถึงวัน เวลาที่เป็น ท้ายที่สุด...สุดท้าย.

 

เพียงให้กำลังใจกับตัวเอง คิด คิด บวก บวกเข้าไว้

และคิดบวกอย่างเดียวไม่ได้ ต้องทำชีวิตนี้ให้เป็นบวก บวกด้วย...ใครนะเคยบอกไว้.