ภายหลังจากที่ได้ทราบผลการอนุมัติให้ดำรงตำแหน่งอาจารย์ ๓ ระดับ ๖ ฉันแอบปลื้มอยู่เงียบ ๆ เพียงคนเดียว ไม่ได้บอกใครแม้แต่เพื่อนสนิท หรือครูในโรงเรียน  ได้ทบทวนตัวเองอยู่หลายวัน ทำการสำรวจและถามตัวเองว่าฉัน

๑.มีความรู้ความสามารถเหมาะสมกับตำแหน่งหรือไม่

๒.สามารถตอบข้อสงสัยของคนอื่นหรือไม่

๓. จะรักษาคุณภาพได้แค่ไหน

๔.   มีอะไรที่ยังไม่รู้ ไม่เข้าใจอีกบ้าง

          เนื่องจากที่ผ่านมาฉันเคยสนทนากับครูอาจารย์ ๓ หลายท่าน แต่ไม่ได้รับความชัดเจนในเรื่องที่สงสัย  หรืออาจเป็นเพราะฉันขาดต้นทุนทางด้านความรู้และสติปัญญา เนื่องจากฉันเรียนมาน้อยก็ว่าได้  ฉันจึงควรไปเรียนต่อให้เพิ่มพูนสติปัญญามากขึ้น หรือว่าคนที่ฉันสนทนาด้วยเขารังเกียจที่จะอธิบายให้ฉันเข้าใจแบบที่เขาเรียกกันว่าหวงความรู้

      สถาบันที่เปิดสอนระดับปริญญาโทในจังหวัดพิษณุโลกมี ๓ แห่งคือมหาวิทยาลัยนเรศวร  มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงครามและสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์  ฉันได้ไปศึกษาโครงสร้างหลักสูตรปริญญาโทของทั้ง ๓ สถาบัน ฉันเลือกมหาวิทยาลัยที่ให้นักศึกษาทำวิทยานิพนธ์  ขณะนั้นเป็นเวลาเปิดเรียนแล้ว ๒ สัปดาห์  เมื่อบัณฑิตศึกษาได้ทราบเจตนาของฉันจึงรับเข้าเรียนทีหลังเพื่อน

       ฉันเลือกเรียนสาขาการบริหารการศึกษา ภาคพิเศษ  เรียนวันเสาร์วันอาทิตย์ เป็นที่สงสัยของเพื่อน ๆ ว่าเรียนเพื่อต้องการจะไปสอบเป็นผู้บริหารโรงเรียน  ซึ่งฉันขอบอกว่าเป็นการเข้าใจไม่ถูกต้อง  การที่เลือกเรียนสาขาการบริหารการศึกษาเพื่อต้องการพัฒนาวิสัยทัศน์ของตนเอง และมีความรู้เป็นพื้นฐานและนำประสบการณ์ไปช่วยเหลือผู้บริหารโรงเรียน  เพราะการที่ได้มาอยู่ในโรงเรียนที่ผ่านมาระยะหลังและก่อนเหตุการณ์นี้  พบว่าผู้บริหารโรงเรียนมีจุดอ่อนด้อยในการพัฒนาโรงเรียนอย่างเห็นได้ชัดหลายเรื่อง  ไม่กล้าตัดสินใจ  กลัวบารมีในทางที่ไม่ควร ไม่มีภาวะผู้นำ ขอยกมาเป็นตัวอย่างสักหนึ่งเรื่องคือ  การแต่งตั้งครูทำหน้าที่วิชาการโรงเรียนโดยแต่งตั้งให้อาจารย์ ๑ ผู้อ่อนวัยวุฒิ คุณวุฒิและอ่อนประสบการณ์(มาก) ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าครูวิชาการโรงเรียนและให้อาจารย์ ๒ ซึ่งมีสามีเป็นพ่อค้าธรรมดาแต่มีความสามารถสูงกว่าให้เป็นผู้ช่วยครูวิชาการโรงเรียน  เนื่องจากอาจารย์ ๑ มีสามีเป็นข้าราชการระดับสูง ทำให้เป็นที่สงสัยและข้องใจของหลาย ๆ คน แบบนี้งานวิชาการโรงเรียนจะพัฒนาไปได้อย่างมีระบบแค่ไหน

        เมื่อผู้บริหารโรงเรียนซึ่งดำรงตำแหน่งอาจารย์ใหญ่  เมื่อถึงคราวคณะกรรมการมาประเมินผลงานเพื่อเข้าสู่ผู้อำนวยการสถานศึกษาคุณภาพ  ทำให้มีปัญหาการนำเสนอผลงานวิชาการของโรงเรียน  ผู้บริหารโรงเรียนอื่น ต้องมาขอความช่วยเหลือให้อาจารย์ ๒ ผู้ช่วยครูวิชาการโรงเรียนเป็นผู้นำเสนอผลงานแทนครูวิชาการคนนั้นแทน เพราะครูวิชาการไม่มีความสามารถในการนำเสนอ

        ความคับข้องใจที่เป็นจุดมืด บอดดำในจิตใจมาเนิ่นนาน ซึ่งฉันไม่อาจหาคำตอบได้ก็คือสูตรหาประสิทธิภาพสื่อและนวัตกรรมการเรียนการสอนว่า  ๘๐/๘๐ เป็นอย่างไร มาจากไหน  ใครเป็นเจ้าของสูตรนี้  ถ้าหากสอนแล้วได้คะแนนต่ำกว่านี้จะเป็นอย่างไร  จากประสบการณ์ที่ฉันทดลองใช้นวัตกรรมและทดลองสอนหลายครั้งมาก แก้ไขปรับปรุงเครื่องมืออยู่ตลอดเวลากว่านักเรียนจะทำแบบทดสอบได้ตามเกณฑ์ ทดลองครั้งหรือสองครั้งไม่มีทางเป็นไปได้โดยเฉพาะเด็กเล็กระดับประถมศึกษา

          ฉันจึงมีจุดมุ่งหมายสำคัญที่สุดของการไปเรียนปริญญาโท  เพื่อต้องการนำความรู้มาบอกกล่าวและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเพื่อน ๆ ที่ยังมีความสนใจพัฒนาผลงานทางวิชาการ รวมทั้งความรู้เกี่ยวกับงานวิจัยอื่น ๆ อย่างจริงจัง  ซึ่งเป็นปัญหาแรกที่ฉันได้ถามอาจารย์ในชั่วโมงการเรียนวิจัย เพื่อน ๆ ส่วนมากเป็นนักบริหาร(มือ)อาชีพ พวกเขารู้สึกแปลกใจในข้อสงสัยของฉันเป็นอย่างมากแถมถูกเพื่อนร่วมห้องเรียนตำหนิว่า "ถามไม่เข้าท่า"

         ใครต่อใครวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการเรียนและสถาบันของฉันว่า “จบยาก” แม้แต่อาจารย์จะพูดให้ฟังว่ามีนักศึกษารุ่นก่อนหน้านี้เก่งและขยันมากที่สามารถจบได้ในภาคเรียนที่ ๗ ซึ่งหลักสูตรกำหนดไว้เพียง ๖ ภาคเรียนเท่านั้น  เท่าที่มีการเปิดหลักสูตรการบริหารการศึกษาของสถาบันนี้ยังไม่มีใครจบตามหลักสูตรกำหนดแม้แต่คนเดียว  นาทีแห่งความท้อแท้เข้ามากระทบจิตใจฉันมากที่สุด  จนถึงตอนสุดท้ายใกล้จะหมดภาคเรียนที่ ๖ ฉันหมดความอดทนจึงแจ้งกับสถาบันว่าขอพักเรียนไว้แค่นี้ก่อนแล้วจะมาลงทะเบียนในภาคเรียนที่ ๗ อาจารย์พูดให้กำลังใจว่าสู้อีกนิดเดียว ในที่สุดฉันก็ฝ่าฟันส่งวิทยานิพนธ์  ซึ่งเหลือเวลาตามหลักสูตรอีก ๒ วันเท่านั้น ฉันมีความรู้สึกเครียดมากแทบขาดใจตายก็ว่าได้  ในที่สุดฉันก็สามารถจบมาได้ตามหลักสูตรเพียงคนเดียวนั้น  ไม่ใช่เพราะความเก่งกาจหรือมีสติปัญญาชาญฉลาด แต่เป็นเพราะ “ใจสู้”  เพียงอย่างเดียว เพื่อนในรุ่นถึงกับหยุดเรียนไปหลายคน

          เรียนจบแล้วทำให้มีประสบการณ์เพิ่มพูนขึ้นและพอมีความรู้บ้างเป็นทุนทางปัญญา สร้างความมั่นใจตามเจตนาของฉันว่า “เมื่อได้รับการอนุมัติเป็นอาจารย์ ๓ แล้วฉันจะช่วยเหลือครูทุกคนด้วยความบริสุทธิ์ใจ และศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมและจะตอบข้อสงสัยของเพื่อนครูได้ทุกคน โดยไม่ปิดบังอำพราง และไม่เรียกร้องค่าตอบแทนแต่อย่างใด ”เพราะฉันมีความพอดีในฐานะและความเป็นอยู่โดยการรับผิดชอบตัวเองเท่านั้น

           หลายต่อหลายครั้งมีคนถามว่าจะพัฒนาตนเองไปสู่ คศ.๔ อีกหรือไม่ หรือจะไปเรียนปริญญาเอกต่อ  ครั้งหนึ่งฉันได้โอกาสพูดในที่ประชุมเมื่อมีโอกาสรับเชิญไปทำหน้าที่วิทยากรว่า “คศ.๓ หรือ อาจารย์ ๓ ไม่ได้มีเพื่อไต่เต้าเป็น คศ.๔ หรือ  คศ.๕ แต่เขาให้มาเพื่อช่วยเหลือเพื่อนครู โรงเรียน และเด็ก ๆ  การที่จะพัฒนาต่อไปนั้น ขึ้นอยู่กับศักยภาพและความรู้ ความสามารถของครูแต่บุคคลรวมทั้งกุศลผลบุญที่เกิดจากเด็กอย่างแท้จริง" แต่ในเป้าหมายนั้นมีความตั้งใจว่าจะไปเรียนต่อในหลักสูตรปริญญาโทสาขาอื่น ๆ ตามความพอใจ มีเพื่อนฝูง สนุกสนานเป็นกำไรของชีวิต