ชีวิตของการเป็นครูของผมดำเนินมาแล้ว 14 เทอมเต็ม ปีหนึ่งก็สอน 3 เทอม หากนำชีวิตไปเปรียบเทียบกับอาจารย์มหาวิทยาลัยที่เก่ง ๆ หลายท่าน ชีวิตการเป็นครูของผม ถือว่า ค่อนข้างช้า

การสอนของผมมักจะแปลกและแตกต่างไปจากอาจารย์ของมหาวิทยาลัยท้องถิ่นโดยทั่วไปค่อนข้างมาก คือ โดยปกติหน้าที่ของการสอนจะมี หลักสูตร วัตถุประสงค์ของวิชา คำอธิบายรายวิชาที่เป็นตัวกำหนดขอบเขตของเนื้อหามาให้อาจารย์ได้กำหนดรูปแบบการสอนในวิชานั้น ๆ เอง แต่ให้ครบถ้วน

การเก็บคะแนนในระหว่างเรียนส่วนใหญ่ หลายคนจะเน้นมีคะแนนเก็บ 50 % คะแนนสอบ 50 % แต่ผมเลือกที่จะลดคะแนนสอบลง แต่เพิ่มคะแนนเก็บมากขึ้น ได้แก่ คะแนนชิ้นงานต่าง ๆ ในรายวิชา ซึ่งผมมองว่า การที่เด็กได้ลงมือทำงานหลาย ๆ อย่าง หลาย ๆ รูปแบบ ถือเป็น ประสบการณ์ที่พวกเขาควรจะรับรู้ก่อนที่พวกเขาจะไปเป็นครูจริง ๆ ในอนาคต ดังนั้น คะแนนที่ออกมาในแต่ละห้อง อาจจะเป็น คะแนนเก็บ 80 % คะแนนสอบ 20 %

 

ผมเชื่อว่า เนื้อหาความรู้ นักศึกษาทุก ๆ คนสามารถอ่านเองได้ ค้นหาเองได้ เพียงแต่ผมจะทำหน้าที่ให้คำแนะนำถึงแหล่งเรียนรู้เหล่านั้น แล้วนำทางพวกเขาให้เดินไปถึง แล้วจึงนำความรู้กลับมาบอกผมว่า ค้นเจอแล้วครับ

ทุก ๆ อย่างของชิ้นงานที่ผมให้นักศึกษาทำ มีนัยแฝงอยู่ทุก ๆ ชิ้น เช่น

การให้นักศึกษาดาวน์โหลด Power Point สรุปของผมบนเว็บ แล้วนำมาเขียน Mind Map ส่งผม ตามเวลาที่กำหนด หากเกินเวลาก็ไม่รับชิ้นงานนั้น ... เขาจะได้ใช้ IT เขาจะรู้จักการวิเคราะห์ความรู้ แล้วตีค่าเป็นภาพ เขาจะมีวินัยในการส่งงานให้ตรงเวลามากขึ้น ฯลฯ

การทำแบบฝึกหัดเป็นคู่ โดยผมมี Guide ให้ไปหาแหล่งข้อมูล แล้วร่วมกันหาคำตอบมาอธิบายให้ถูกต้อง ... เขาจะรู้จักการทำงานร่วมกับเพื่อน เขาจะไม่สามารถไปลอกกลุ่มอื่นได้ เพราะผมให้ทำคู่แล้ว แต่ก็มีที่ลอก ผมก็แค่ตีคะแนนเป็น ศูนย์ ให้เขาเท่านั้นเอง ซึ่งหลังจากนั้น ก็ไม่มีปัญหานี้อีกเลย ซึ่งเป็นงานชิ้นแรกที่ผมทราบอยู่แล้วว่า จะมีนักศึกษาที่ชอบลอกงานมาส่ง โดยไม่ยอมใช้มันสมองของตัวเองทำมา ผมวางเหยื่อล่อ เมื่อเขาติดกับ ผมก็ดำเนินการสั่งสอนทันที และทำพร้อม ๆ กันต่อหน้าเพื่อนทั้งห้อง

การเขียนบทความในประเด็นที่เขาสนใจในเนื้อหาที่เรียนมา 4 เดือน ... ผมเลือกวิธีการประมวลความรู้โดยการให้เขาเขียนบทความด้วยตนเอง แต่เน้นเสมอว่า บทความไม่ใช่รายงานปกติที่เอาเนื้อหามาแปะ ๆ แล้วส่ง ต้องใช้วิธีการเขียนในความเข้าใจของตนเองมาเขียน ซึ่งสร้างแรงกดดันให้กับพวกเขามาก แต่ผมเชื่อในศักยภาพของลูกศิษย์แต่ละคนว่า พวกเขาทำได้ เพียงแต่ต้องมีแรงกดสักหน่อย .... แน่นอนว่า ถือเป็นคะแนนมากที่สุดในทุกชิ้นงาน

ฯลฯ

ที่กล่าวมาเป็นแค่ตัวอย่างของชิ้นงาน 3 ใน 13 ชิ้นของทั้งภาคเรียนเท่านั้น

 

นอกเหนือจากการทำงานรายงานที่ดีมีคุณภาพด้วยตนเองแล้วนั้น ผมยังมักชอบหาสื่อต่าง ๆ ที่แฝงด้วยคุณธรรม จริยธรรม ของการฉุกคิดที่ทำให้เขาเป็นคนดีมากขึ้น หรือจากคนไม่ดี เป็นคนดี มาสอนตลอดเทอม

เช่น วิธีการจากบันทึก...

ผมสอนเลือกเด็กพวกนี้ โดยไม่สอน ไม่พูด แต่เรียนรู้ด้วยตนเอง จากสื่อคุณธรรมเหล่านี้ ครับ

 

ภาคเรียนที่ 2/2551 นี้ ผมสอน 1 วิชา 3 ห้อง รวมจำนวนนักศึกษาทั้งหมด 43 + 49 + 48 = 140 คน และมีการ Drop หนีไป จำนวน 13 คน ยังมีที่หนี Drop ไม่ทันอีกหลายคน ....

หลังจากผ่านกระบวนการเรียนของผมที่ได้วางไว้แล้ว 4 เดือน ก็มีการสอบปลายภาคที่มีคะแนนดิบในการเก็บ 100 คะแนน ... ผมเลือกการสอบเนื้อหาในครึ่งภาคเรียนหลัง 95 คะแนน และที่เหลืออีก 5 คะแนน ขอเป็นข้อสอบอัตนัยที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้มีโอกาสเขียนความรู้สึกจากการเรียนผ่านมา 4 เดือนของวิชานี้ว่า พวกเขารู้สึกอย่างไร

 

นี่ถ้ามีนักวัดผลและวิจัยมาเห็นข้อสอบเรื่องความรู้สึกนี้แฝงมาในข้อสอบการวัดความรู้ ผมคงโดนต่อว่า เละเทะ เพราะเขาจะบอกผมว่า ถ้าอยากวัดความรู้สึกให้ไปถามข้างนอก แต่ ... ทำไมผมต้องเหมือนใคร กรอบทุกอย่างมีทางออกเสมอ ผมไม่อยู่ในกรอบนั้นแน่นอน ตามสบายนะเพื่อนรัก อิ อิ

 

โดยปกติ ในช่วงเทอมหลัง ๆ มานี้ ผมทำแบบนี้เสมอ แต่เทอมนี้พิเศษครับ จากการได้อ่านหนังสือของคุณหนุ่มเมืองจันท์เล่มหนึ่ง (บันทึก "สิ่งที่สวยงามที่สุดที่ผมเคยเห็น" ... (ฝันใกล้ใกล้ ไปช้าช้า) )

คำว่า "สิ่งที่สวยงามที่สุดที่ผมเคยเห็น" มันกลายมาเป็นคำถามสำคัญกับข้อสอบที่คุณค่ามากที่สุดสำหรับผม

แน่นอนว่า คะแนนเต็ม 5 คะแนนนี้ ผมไม่สนใจว่า เด็กจะเขียนออกมาเป็น Positive หรือ Negative แต่ผมเลือกให้ตามความจริงใจของเด็กเป็นหลัก ใครไม่ได้เขียนจากใจ ผมก็ให้น้อยกว่าคนอื่นนิดหน่อย เรียกง่าย ๆ ว่า คะแนนช่วย ก็ยังได้ เพราะข้อสอบผมที่เป็นเนื้อหายากระดับหนึ่งทีเดียว ยากสำหรับคนที่ไม่ค่อยได้เข้าเรียน และไม่ยอมค้นคว้าหาความรู้จากแหล่งที่ผมได้แนะนำไป

 

คุณทราบไหม ... สำหรับข้อสอบอัตนัย มี 5 ข้อ ผมเลือกตรวจทีละข้อในทุก ๆ ห้อง แต่ข้อสุดท้าย คือ ข้อที่ 5 ที่ผมถามความรู้สึก เป็นข้อที่ผมรอคอยและตื้นเต้นที่สุดเวลาได้อ่าน Feedback ของเด็กแต่ละคน

ประเด็นที่อ่านพบบ่อย ๆ เช่น

  • ก่อนมาเรียน ได้ข่าวจากรุ่นพี่ว่า อาจารย์โหด เกรดออกยาก ชิ้นงานเยอะ (สงสัยผมจะเป็น อ.เสือ จริง อย่างที่กัลยาณมิตรหลายท่านว่าไว้)
  • หลังมาเรียน กลับดีใจที่ได้มีโอกาสเรียนวิชานี้
  • อาจารย์ใจดี เป็นกันเอง ตรงต่อเวลา เคร่งครัดต่อระเบียบวินัย การแต่งกาย (ผมเพิ่งรู้นะเนี่ย)
  • อาจารย์เลือกสอนการเป็นคนดีแบบไม่ต้องพูดอะไรมาก
  • ฯลฯ (ไว้มาสรุปใหม่ครับ)

 

แต่เมื่อคืน หลังจากตรวจงานข้อนี้ห้องหนึ่ง ผมรู้สึกว่า ได้ "รางวัลชีวิตของคนเป็นครู (มหาวิทยาลัย)" แล้ว น้ำตาเกือบไหล กับความเข้าใจของลูกศิษย์ที่มีต่อการสอนและเป้าหมายของผม ทั้ง ๆ ที่หลายคนว่า ผมโหด ใจร้าย เกรดยาก และละเอียดก็ตาม

 

 

ผมเลือกนำบทกวีที่คุณแผ่นดินเคยให้ไว้มาใช้ในข้อสอบหน้าสุดท้าย ครับ

ผลิบานแย้มยิ้มรับกับแดดจ้า

อ่อนเยาว์แต่หาญท้าตะวันฉาย

ยิ่งเติบโตยิ่งกล้ายิ่งท้าทาย

เต็มคำเต็มความหมายเต็มแผ่นดิน

(คุณแผ่นดินได้มอบเอาไว้ครับ)

 

รางวัลชีวิตของ "คนเป็นครู" ก็มีเท่านี้ ... ไม่เคยคิดอยากได้อะไรมากมาย

 

ผมเคยเขียนบันทึก เมื่อ "คนเป็นครู" สอนเด็ก แล้วกลัวเด็กเกลียด ... ผมนี่แหละที่ไม่กลัวเด็กเกลียด เพราะการสอนที่เคี่ยวกรำอย่างหนัก จะทำให้ลูกศิษย์ของผมทุกคนสามารถออกไปเผชิญโลกได้อย่างไม่เกรงกลัวเรื่องใด ๆ ผมไม่สนใจถึงการกลัวเด็กเกลียดแต่อย่างใด

คนที่มีความคิดจะเข้าใจในวิธีการของผม คนที่ความคิดน้อย เอาแต่สบายเป็นหลัก ยังไงก็ไม่เข้าใจในตอนนี้แน่นอน คงต้องใช้เวลาอีกหลายปีถึงจะเข้าใจ

 

ใครจะโกงมหาวิทยาลัยก็โกงไป ... ยังไงผมก็แค่ "คนเป็นครู" เท่านั้น

ขอบคุณที่ติดตามอ่านความรู้สึกครับ :)