เชวงศักดิ์ ปรศาสตร์ ( 2550 ). รายงานการพัฒนาทดสอบสมรรถภาพทางกายของนักเรียน โรงเรียนวัดคูหาสุวรรณ(วันครู 2504) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุโขทัย เขต 1 ปีการศึกษา 2550 . ความมุ่งหมายของการวิจัยนี้ เพื่อต้องการศึกษาสมรรถภาพทางกาย และสร้างระดับ สมรรถภาพทางกาย ของนักเรียนชายและนักเรียนหญิง ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ของโรงเรียน วัดคูหาสุวรรณ (วันครู 2504) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเขตพื้นที่การศึกษาสุโขทัย เขต 1 กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชายจำนวน 75 คน นักเรียนหญิงจำนวน 75 คน รวมทั้งสิ้น 150 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบทดสอบสมรรถภาพทางกายมาตรฐานระหว่างประเทศ( International Committee For the Standardization of Physical Fitness Test = ICSPFT ) ซึ่งกรมพลศึกษาได้นำมาปรับปรุงเพื่อให้เหมาะสมกับนักเรียนระดับประถมศึกษา ทำการวิเคราะห์ข้อมูล ด้วยวิธีการทางสถิติด้วยคอมพิวเตอร์ ผลการศึกษาพบว่า 1. สมรรถภาพทางกาย ของนักเรียนชายและนักเรียนหญิง 1.1 ผลการทดสอบ ยืนกระโดดไกล นั่งงอตัวไปข้างหน้า วิ่งเก็บของ วิ่ง 50 เมตร ของนักเรียนชายชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 133.20 7.25 13.76 และ 11.84 มีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 9.49 3.14 1.03 และ 1.66 ตามลำดับ 2. ระดับสมรรถภาพทางกายรวม ของนักเรียนชายและนักเรียนหญิง 2.1ระดับสมรรถภาพทางกาย รวมทุกรายการ นักเรียนชายชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 รายการ ระดับสูงมาก เท่ากับคะแนนที ที่ 63 ขึ้นไป ระดับสูง เท่ากับคะแนนที ที่ 57 – 62 ระดับปานกลาง เท่ากับคะแนนที ที่ 44 – 56 ระดับต่ำ เท่ากับคะแนนที ที่ 38 – 43 ระดับต่ำมากเท่ากับคะแนนที ที่ 37 ลงมา 2.2 ระดับสมรรถภาพทางกาย รวมทุกรายการ นักเรียนหญิงชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 รายการ ระดับสูงมาก เท่ากับคะแนนที ที่ 63 ขึ้นไป ระดับสูง เท่ากับคะแนนที ที่ 57 – 62 ระดับปานกลาง เท่ากับคะแนนที ที่ 44 – 56 ระดับต่ำ เท่ากับคะแนนที ที่ 38 – 43 ระดับต่ำมากเท่ากับคะแนนที ที่ 37 ลงมา 3. จำนวนนักเรียนจำแนกตามเกณฑ์จากการทดสอบสมรรถภาพทางกาย จำนวน 4 รายการ ของนักเรียนชายและหญิง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ของโรงเรียนวัดคูหาสุวรรณ(วันครู 2504) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุโขทัย เขต 1 ปีการศึกษา 2550 มีดังนี้ นักเรียนชาย 3.1 ยืนกระโดดไกล ระดับสูงมาก จำนวน 5 คน คิดเป็นร้อยละ 6.67 ระดับสูง จำนวน 5 คน คิดเป็นร้อยละ 6.67 ระดับปานกลาง จำนวน 58 คน คิดเป็นร้อยละ 77.33 และระดับต่ำ จำนวน 7 คน คิดเป็นร้อยละ 9.33 3.2 นั่งงอตัวไปข้างหน้า ระดับสูงมาก จำนวน 2 คน คิดเป็นร้อยละ 2.67 ระดับสูง จำนวน 7 คน คิดเป็นร้อยละ 9.33 ระดับปานกลาง จำนวน 56 คน คิดเป็นร้อยละ 74.67 และระดับต่ำ จำนวน 10 คน คิดเป็นร้อยละ 13.33 3.3 วิ่งเก็บของ ระดับสูง จำนวน 10 คน คิดเป็นร้อยละ 13.33 ระดับปานกลาง จำนวน 54 คน คิดเป็นร้อยละ 72.00 และระดับต่ำ จำนวน 7 คน คิดเป็นร้อยละ 9.33 และระดับต่ำมาก จำนวน 4 คน คิดเป็นร้อยละ 5.33 3.4 วิ่ง 50 เมตร ระดับสูงมาก จำนวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 1.33 ระดับสูง จำนวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 16.00 ระดับปานกลาง จำนวน 53 คน คิดเป็นร้อยละ 70.67 ระดับต่ำ จำนวน 7 คน คิดเป็นร้อยละ 9.33 และระดับต่ำมาก จำนวน 2 คน คิดเป็นร้อยละ 2.67 นักเรียนหญิง 3.5 ยืนกระโดดไกล ระดับสูง จำนวน 13 คน คิดเป็นร้อยละ 17.33 ระดับปานกลาง จำนวน 52 คน คิดเป็นร้อยละ 69.33 ระดับต่ำ จำนวน 8 คน คิดเป็นร้อยละ 10.67 และระดับต่ำมาก จำนวน 2 คน คิดเป็นร้อยละ 2.67 3.6 นั่งงอตัวไปข้างหน้า ระดับสูง จำนวน 9 คน คิดเป็นร้อยละ 12.00 ระดับปานกลาง จำนวน 56 คน คิดเป็นร้อยละ 74.67 และระดับต่ำ จำนวน 10 คน คิดเป็นร้อยละ 13.33 3.7 วิ่งเก็บของ ระดับสูงมาก จำนวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 1.33 ระดับสูง จำนวน 9 คน คิดเป็นร้อยละ 12.00 ระดับปานกลาง จำนวน 52 คน คิดเป็นร้อยละ 69.33 ระดับต่ำ จำนวน 10 คน คิดเป็นร้อยละ 13.33 และระดับต่ำมาก จำนวน 3 คน คิดเป็นร้อยละ 4.00 3.8 วิ่ง 50 เมตร ระดับสูง จำนวน 15 คน คิดเป็นร้อยละ 20.00 ระดับปานกลาง จำนวน 43 คน คิดเป็นร้อยละ 57.33 ระดับต่ำ จำนวน 15 คน คิดเป็นร้อยละ 20.00 และระดับต่ำมาก จำนวน 2 คน คิดเป็นร้อยละ 2.67
1.2 ผลการทดสอบ ยืนกระโดดไกล นั่งงอตัวไปข้างหน้า วิ่งเก็บของ วิ่ง 50 เมตร
ของนักเรียนหญิงชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 132.11 7.64 14.29 และ 12.26 มีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 11.72 2.93 0.91 และ 1.92 62 ตามลำดับ
ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ประเพณีพื้นบ้านจากนิทานชาดก
วิชาพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนโกสุมพิทยาสรรค์
สาระ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม รายวิชา พระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
หน่วยงาน โรงเรียนโกสุมวิทยาสรรค์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามหาสารคาม เขต 3
ปีที่พิมพ์ 2552
ผู้ศึกษา นางสาวันเพ็ญ สิทธิหาโคตร
ที่ปรึกษา นายไพจิตร ปริวัฒนากุล
บทคัดย่อ
วรรณกรรมนิทานชาดก เป็นวรรณกรรมที่มีบทบาทต่อชุมชน คือ เป็นส่วนประกอบของพิธีกรรม และเผยแผ่พระพุทธศาสนา ตลอดจนสะท้อนสภาพสังคม ดังที่ ธวัช ปุณโณทก กล่าวไว้ว่า “เนื้อเรื่องของวรรณกรรมนิทานมุ่งตอบสนองความต้องการของสังอย่างมาก เช่น ความเชื่อ คตินิยม จารีตประเพณี ตลอดจนครรลองแห่งชีวิตของประชาคมนั้น (ธวัช ปุณโณทก. 2524 : 236)
ผู้ศึกษาในฐานะเป็นครูผู้สอนวิชาพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ได้ตระหนักในคุณค่าของวรรณกรรมนิทานชาดก ที่อุดมด้วยคติธรรมคำสอน ประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นของผู้เรียน เห็น ควรนำมาจัดการเรียนรู้ส่งเสริมให้นักเรียนได้ตระหนักในคุณค่าของประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่น และเป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ร่วมอนุรักษ์และสืบทอดภูมิปัญญาอันทรงคุณค่าของชาวอีสานให้ดำรงอยู่สืบไป รวมทั้งการปฏิบัติตนตามหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาเป็นเยาวชนที่ดีของชาติ จึงได้พัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในวิชาพระพุทธศาสนา หน่วยนิทานชาดก ในเรื่อง ประเพณีพื้นบ้านจากนิทานชาดก
การพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมครั้งนี้ใช้สอนกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/3 ในปีการศึกษา1/2551 มีความมุ่งหมายของการศึกษาค้นคว้า 1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ ประเพณีพื้นบ้านจากนิทานชาดก ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80 / 80 2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้ประเพณีพื้นบ้านจากนิทานชาดก และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ประเพณีพื้นบ้านจากนิทานชาดก กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/3 จำนวน 38 คน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ ประเพณีพื้นบ้านจากนิทานชาดก จำนวน 9 แผน 18 ชั่วโมง หนังสือสิ่งเสริมการอ่านประกอบภาพ จำนวน 9 เล่ม / เรื่อง ตำนานบุญข้าวจี่ ตำนานประเพณีสงกรานต์ ความเป็นมาของบุญซำฮะ ตำนานประเพณีการขอฝน ตำนานประเพณีการถวายผ้าอาบน้ำฝน ตำนานประเพณีบุญข้าวสาก
ตำนานประเพณีบุญทอดกฐิน ตำนานประเพณีเกี่ยวกับการเกิด ตำนานประเพณีการถวายผ้าบังสุกุล
กิจกรรมที่ใช้คือกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า
1. การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ประเพณีพื้นบ้านจากนิทานชาดก วิชาพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนโกสุมวิทยาสรรค์ ตามเกณฑ์ 80/80 (E1/E2) มีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.15/82.21
2. ดัชนีประสิทธิผล วิเคราะห์ดัชนีประสิทธิผลเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อน – หลังเรียนของนักเรียน ที่เรียนแผนการจัดการเรียนรู้ประเพณีพื้นบ้านจากนิทานชาดก วิชาพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนโกสุมวิทยาสรรค์ (E.I.) มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.4583 แสดงว่าผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น ร้อยละ 45.83
3. ความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ประเพณีพื้นบ้านจากนิทานชาดก วิชาพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนโกสุมวิทยาสรรค์ มีเฉลี่ยต่ำสุดในด้านที่ 4 ด้านการวัดผลและประเมินผล มีค่าเฉลี่ยที่ 4.14 S.D. 0.76 อยู่ในระดับเหมาะสมมาก ค่าเฉลี่ยสูงสุด ในด้านที่ 5 ด้านการปลูกฝังจิตสำนึก 4.47 S.D. 0.66 อยู่ในระดับเหมาะสมมาก และค่าเฉลี่ยความพึงพอใจของนักเรียนมีค่าเฉลี่ยโดยรวมที่ 4.34 S.D. 0.72 อยู่ในระดับเหมาะสมมาก