หลักฐานทางโบราณคดีที่พบจากการขุดค้นทางโบราณคดีบ้านโนนวัด อยู่ในช่วงหินใหม่ สัมฤทธิ์ และเหล็ก ถือว่ามีความต่อเนื่องมากที่สุดในประเทศไทย

จากการขุดค้นแหล่งโบราณคดีบ้านโนนวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณใจกลางเนินดินได้พบหลักฐานทางโบราณคดีมากมายซึ่งจากการศึกษารูปแบบของภาชนะดินเผาเครื่องประดับเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ และผลการกำหนดอายุด้วยวิธีเรดิโอคาร์บอน สามารถจัดลำดับชั้นทางวัฒนธรรมที่แหล่งโบราณคดีบ้านโนนวัดออกเป็นสมัยใหญ่ๆ ดังนี้

 

1.ยุคหินใหม่ อยู่ในช่วงอายุประมาณ 3,000 – 3,700 ปีมาแล้ว เป็นสมัยแรกของการเริ่มตั้งชุมชนอย่างถาวรที่นี่ หลักฐานที่พบในสมัยนี้ประกอบไปด้วย เศษภาชนะดินเผา เครื่องมือเครื่องใช้ ทำจากหิน เช่น ขวานหินขัด หินลับ และทำจากกระดูกสัตว์ เช่น เข็ม เครื่องมือปลายแหลม เป็นต้น เศษกระดูกสัตว์ทั้งสัตว์บกและสัตว์น้ำ รวมทั้งสัตว์ปีก เปลือกหอยขม หอยนา หอยโข่งบึง หอยกาบ และโครงกระดูกมนุษย์

เศษภาชนะดินเผาในสมัยนี้ มีผิวเรียบขัดมันวาว มีการตกแต่งด้วยลายขูดขีดและเขียนสี บางครั้งมีลายกด ลายจุด หรือลายประทับ และมีการทาหรือเขียนด้วยสีแดง ภาชนะดินเผาที่สมบูรณ์ มักพบในหลุมศพ ที่ฝังลงไปพร้อมกับผู้ตาย หรือเป็นภาชนะขนาดใหญ่ใช้บรรจุศพ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้บรรจุศพของทารก มีเพียง 2 ศพที่เป็นศพผู้ใหญ่ และการฝังศพครั้งแรกนั่นก็คือนำเอาผู้ตายไปบรรจุในโอ่งหรือไห ดินเผาตั้งตัว การปลงศพผู้ตายในไหดินเผานี้นิยมปฏิบัติมากขึ้นในยุคเหล็ก เช่นที่บ้านกระเบื้อง อำเภอบัวใหญ่จังหวัดนครราชสีมา และที่อื่นๆ ในเขตจังหวัดนครราชสีมา ร้อยเอ็ด สุรินทร์ บุรีรัมย์ อุบลราชธานี เป็นต้น แต่เป็นการฝังศพครั้งที่สอง โดยการนำศพผู้ตายไปฝังไว้จนศพเน่าเปื่อยแล้วจึงขุดเอาชิ้นส่วนกระดูกมาจัดวางเรียงในไหดินเผา

โครงการดูกมนุษย์ในยุคหินใหม่ทั้งเพศชายและเพศหญิง ถูกฝังในท่านอนหงายเหยียดยาว ในระยะต้นของยุคนี้มักวางศพในแนวทิศเหนือ- ใต้ เป็นส่วนใหญ่ แต่ระยะปลายมักวางศพในแนวทิศตะวันออก-ตะวันตก มีหนึ่งศพเป็นโครงกระดูกของชายหนุ่ม (โครงกระดูกหมายเลข 86) มีภาชนะดินเผาวางอยู่เหนือศีรษะ และหลายเท้า มีกระดูกลูกหมูจำนวน 3 ตัวฝังอยู่ด้วย ที่สำคัญคือ บริเวณกะโหลกศีรษะมีเครื่องประดับทำจากเปลือกหอยเบี้ย (Cowrie shell) 3 ชิ้นวางอยู่ เครื่องประดับหอยเบี้ยนี้เป็นหลักฐานนำสำคัญแสดงให้เห็นถึงการติดต่อกับชุมชนภายนอกที่อยู่ใกล้ทะเล ทั้งนี้หอยเบี้ยมีถิ่นอาศัยอยู่ในทะเล

 

การฝังศพครั้งแรกของศพผู้ใหญ่ในภาชนะดินเผาที่บ้านโนนวัดนี้ น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากหลักฐานการฝังศพผู้ใหญ่เช่นนี้ยังไม่เคยพบจากแหล่งโบราณคดียุคหินใหม่ในประเทศไทยเลย โดยทั่วไปแล้วมักพบศพทารกเท่านั้นที่นิยมฝังในภาชนะดินเผา ส่วนใหญ่ใหญ่มักฝังในท่านอนหงายเหยียดยาว

ยังมีโครงกระดูกจำนวนหนึ่ง (13 โครง) มีลักษณะแตกต่างไปจากโครงกระดูกยุคหินใหม่ทั่วไป คือ ถูกฝังในท่านอนงอเข่า หรือนอนชันเข่า โครงกระดูกเหล่านี้มีอายุระหว่าง 3,050 – 3,750 ปี ซึ่งร่วมสมัยกับยุคหินใหม่ แต่ลักษณะของการฝังศพในท่างอเข่านี้ เป็นที่นิยมของกลุ่มชนที่ยังไม่รูจักเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ ต้องพึ่งพาอาหารจากธรรมชาติ โดยการเก็บพืชป่า จับสัตว์ป่าเป็นอาหาร เป็นไปได้หรือไม่ว่า คนกลุ่มนี้เป็นคนพื้นถิ่นของบ้านโนนวัด ต่อมามีคนกลุ่มใหม่ที่รู้จักกสิกรรมแล้ว เข้ามาตั้งหลักแหล่งนำเอาความรู้ใหม่ สิ่งของใหม่ และประเพณีการฝังศพแบบใหม่ คือ นอนหงายเหยียดยาวเข้ามาในชุมชน ในที่สุด คนพื้นเมือง ก็ถูกกลืนเข้ากับคนกลุ่มใหม่ แต่ยังคงฝังศพแบบนอนงอเข่า สิ่งนี้เป็นเพียงข้อสันนิษฐานเท่านั้น ต้องรอการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ต่อไป โดยการศึกษาไอโซโทปที่สะสมจากเคลือบฟันของโครงกระดูกเหล่านี้ ว่าโครงใดเป็นคนพื้นถิ่น และโครงใดเป็นบุคคลที่เคลื่อนย้ายมาจากที่อื่น ดังได้ศึกษาแล้วจากแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี และโคกพนมดี จังหวัดชลบุรี เป็นต้น

 

2.ยุคสัมฤทธิ์ มีอายุระหว่าง 2,500 – 3,000 ปีมาแล้ว ในสมัยนี้เริ่มมีความแตกต่างจากยุคหินใหม่ คือ ได้พบหลักฐานการใช้โลหะสัมฤทธิ์ เช่น หัวขวานและสิ่วสัมฤทธิ์ จากหลุมฝังศพ และได้พบหลักฐานการหล่อสัมฤทธิ์ เช่น แม่พิมพ์หินทราย แม่พิมพ์ดินเผา เบ้าดินเผา เป็นต้น นอกจากนี้ภาชนะดินเผาในสมัยนี้มีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดกับสมัยหินใหม่

ลักษณะเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ของภาชนะดินเผายุคสัมฤทธิ์ในแถบลุ่มแม่น้ำมูลตอนบน คือ มีสีแดงขัดมัน คอของภาชนะแคบมากและปากผายออก มีลักษณะคล้ายกระโถนปากแตร และได้พบภาชนะดินเผาเขียนสี ภาชนะรูปทรงกระโถนปากแตร พบเป็นครั้งแรกที่แหล่งโบราณคดีบ้านปราสาท ตำบลธารปราสาท อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา ต่อมาได้มีการพบภาชนะนี้มากขึ้นตามแหล่งโบราณคดีในเขตลุ่มแม่น้ำมูลตอนบนทั่วไป

ประเพณีการฝังศพในสมัยนี้ปฏิบัติสืบทอดมาจากสมัยก่อน โดยการฝังผู้ตายพร้อมด้วยสิ่งของเครื่องใช้ เครื่องประดับ และอาหาร ทิศทางของการหันศีรษะเริ่มมีแบบแผนชัดเจน โดยจัดวางศีรษะหันไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ และตะวันออกเฉียงใต้

ในแต่ละหลุมศพของยุคสัมฤทธิ์ช่วงต้นๆ อายุประมาณ 2,800 – 3,050 ปี มีสิ่งของใส่ลงไปด้วยมีจำนวนมากกว่ายุคหินใหม่ เช่น ภาชนะดินเผา เครื่องประดับ เครื่องมือ เครื่องใช้ ได้แก่ ขวานสัมฤทธิ์ ลูกกระสุนดินเผา หวานหินขัด เป็นต้น เครื่องประดับที่นิยม คือ กำไรข้อมือทำจากเปลือกหอยทะเลและหินอ่อน ตุ้มหูเปลือกหอยทะเล ลูกปัดเปลือกหอยแบบแว่นกลมร้อยเป็นสร้อยคอและร้อยเป็นแถบคาดที่แอว มีบางศพสวมกำไลข้อเท้าสัมฤทธิ์ทั้งสองข้าง นอกจากนี้สิ่งที่นิยมฝังไปพร้อมกับศพ คือ ข้อเท้าหมู และเปลือกหอยกาบน้ำจืด

ในช่วงปลายๆ ของยุคสัมฤทธิ์ อายุประมาณ 2,400 – 2,800 ปี ซึ่งเป็นช่วงเลี้ยวต่อเข้าสู่ยุคเหล็กพบโครงกระดูกจำนวนมาก ฝังเรียงรายกันในแนวตะวันตกเฉียงเหนือตะวันออกเฉียงใต้ โครงกระดูกเหล่านี้มีสิ่งของที่ฝังลงไปด้วยมีปริมาณไม่มากนัก ได้แก่ภาชนะจำนวนไม่กี่ใบ ก้อนดินเทศ แวดินเผา กองดินเหนียว กระดูกข้อเท้าหมู เปลือกหอยกาบ เป็นต้น ไม่มีโครงกระดูกใดที่แสดงให้เห็นฐานะหรือสถานะแตกต่างจากโครงอื่นๆ ดังเช่นที่เคยพบในยุคสัมฤทธิ์ระยะต้นๆ

พิจารณาจากสิ่งของที่ฝังร่วมกับผู้ตายโดยการ เปรียบเทียบกับที่พบจากยุคหินใหม่ จะเห็นได้ว่าในยุคสัมฤทธิ์ตอนต้น (2,900 – 3,000 ปี) เริ่มแสดงนัยถึงความแตกต่างทางด้านสถานะในสังคมเกิดขึ้นในสมัยนี้แล้ว ซึ่งได้พบโครงกระดูก 6 โครง มีภาชนะดินเผาที่สมบูรณ์และสวยงามจำนวนรวม 50 – 80 ใบ วางเรียงรอบโครงกระดูกตามร่างกาย ตกแต่งด้วยเครื่องประทับทำจากเปลือกหอยทะเล ซึ่งเป็นของที่มาจากภายนอก นอกจากนี้ยังพบขวานสัมฤทธิ์ในหลุมศพอีกด้วย

ขวานและสิ่วสัมฤทธิ์ในช่วงต้นๆ ของยุคสัมฤทธิ์คงเป็นสิ่งของที่มีค่าและหายาก ผู้ที่มีของเหล่านี้ไว้ในครอบครองคงจะเป็นบุคคลที่ค่อนข้างสำคัญหรือมีฐานะเมื่อครั้งมีชีวิตอยู่ โครงกระดูกทั้ง 6 โครง ดังกล่าวข้างต้น น่าจะเป็นคนสำคัญหรือพิเศษในชุมชน เนื่องจากจะมีหัวขวาน และสิ่วสัมฤทธิ์ ตามร่างกายประดับด้วยตุ้มหูจากเปลือกหอย สวมสร้อยคอ คาดแถบแอวร้อยด้วยลูกปัดเปลือกหอย และมีภาชนะมากกว่า 50 ใบ วางเรียงรายรอบศพ มากมายกว่าโครงกระดูกอื่นๆ ทั้งสมัยก่อนหน้านี้ สมัยเดียวกันและสมัยหลัง

 

3.ยุคเหล็ก มีอายุประมาณ 1,500 – 2,500 ปีมาแล้ว ช่วงสมัยนี้ พบหลักฐานสำคัญคือ ประเพณีการฝังศพที่สืบต่อมาจากสมัยสัมฤทธิ์ และกิจกรรมการอยู่อาศัย การผลิตของใช้ในชุมชน

ในยุคเหล็กนี้ เป็นระยะสุดท้ายของการปรากฏหลักฐานการฝังศพที่บ้านโนนวัด หลุมศพของยุคเหล็กในระยะแรก มีอายุระหว่าง 2,100 – 2,500 ปี นิยมใส่สิ่งของให้กับผู้ตาย ได้แก่ ภาชนะดินเผาก้นกลมลายเชือกทาบ จำนวนหลายใบ ภายในมักบรรจุกระดูกปลาช่อน บางใบมีปลาดุก นอกจากนี้มีภาชนะผิวเรียบทรงชาม ภาชนะดินเผาเหล่านี้มักถูกทุบให้แตกแล้วนำมาวางเรียงในหลุมศพ สิ่งของอย่างอื่นที่ใส่ลงไปในหลุมศพพร้อมกับผู้ตาย ได้แก่ แวดินเผา เครื่องมือเครื่องใช้ทำจากเหล็ก กระดูกข้อเท้าหมู บ้างใส่กระดูกข้อเท้าควาย กระดูกสุนัข หรือกระดูกหมูทั้งตัว เป็นต้น ตามร่างกายของศพมักประดับด้วยลูกปัดทำจากแก้ว อะเกด คาร์นิเลียน กำไลข้อมือ กำไลข้อเท้า ทำจากสัมฤทธิ์เป็นต้น

สำหรับหลุมศพยุคเหล็กตอนปลาย อายุประมาณ 1,500 – 2,100 ปี มักพบในระดับชั้นดินบนๆ สภาพของโครงกระดูกถูกรบกวนจากการกระทำของคนในสมัยหลัง ลักษณะของภาชนะดินเผาที่พบร่วมกับโครงกระดูก มีสีดำ ขัดมันและทำเป็นเส้นลายในตัว เกิดจากการใช้ก้อนหินกรวดกดลากทำลวดลายบนผิวภาชนะ ภาชนะดินเผาแบบนี้ เป็นที่รู้จักกันดี คือ ภาชนะแบบพิมายดำ เป็นลักษณะเด่นและเป็นเอกลักษณ์ของภาชนะสมัยเหล็กในบริเวณลุ่มแม่น้ำมูลตอนบน

ศพทารกมักฝังดินเผาขนาดใหญ่ มีฝาปิดมิดชิด ศพของผู้ใหญ่ฝังในท่านอนหงายเหยียดยาว ในแนวทิศเหนือ ใต้

 


รัชนี  ทศรัตน์

ประวัติการทำงาน รับราชการสำนักโบราณคดี กรมศิลปากร ระหว่าง พ.ศ. 2520 ถึง 2548 ปัจจุบันเป็นข้าราชการบำนาญ และนักวิจัยอิสระ

 

ประวัติการศึกษา

ระดับปริญญาตรี จากคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร

ระดับปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา

ปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยโอทาโก ประเทศนิวซีแลนด์

 

 

นำมาจาก : เอกสารสรุปการวิจัยเบื้อต้นของ ดร.รัชนี ทศรัตน์