ในตอนนั้นไม่ว่าจะเกิดความรู้สึกอะไรขึ้นมา ผมก็รู้ดีว่านี่คือช่วงเวลาสำหรับการฝึก “ดูใจ” . . . ชีวิตนี้มีอะไรให้เราได้ฝึก “ดูใจ” ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับว่าเราพร้อมที่จะฝึกฝนหรือเปล่าเท่านั้นเอง!!

         สองสามวันที่ผ่านมานี้มีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมาย . . . หลายอย่างไม่ได้เป็นไปตามที่ ใจปรารถนา แต่ก็ถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่มีค่า เพราะทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรมากมายจากการฝึกตาม ดูใจ

         เริ่มตั้งแต่วันเสาร์ (ที่ผ่านมา) ผมได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งให้ไปเล่าเรื่อง KM ให้นักศึกษาหลักสูตรปริญญาเอกฟัง รุ่นนี้เป็นรุ่นที่ 2 ตอนรุ่นแรกผมก็เคยไป ปูพื้น เรื่องเดียวกันนี้ไว้ แต่สิ่งที่ไม่ค่อยจะพอใจในตอนนั้นก็คือ นักศึกษาส่วนใหญ่ใช้ Notebook ในขณะที่ฟังบรรยาย เป็นการทำหลายอย่างในเวลาเดียวกัน ทำให้การเรียนรู้ (การฟัง) ไม่เป็นปัจจุบัน ดังนั้นตอนที่ผมรับปากว่าจะไปบรรยายในรุ่นที่ 2 นี้ ผมจึงต้องกำชับกับทั้ง ผอ.หลักสูตร กับอาจารย์เจ้าของวิชา และแม้แต่เจ้าหน้าที่ที่ติดต่อประสานมาว่าขอให้ช่วยบอกนักศึกษาด้วยว่าอย่าเพิ่งใช้ Notebook ในขณะที่กำลังแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอยู่เลย

         แต่พอถึงวันสอนจริงๆ ปรากฏว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่เรื่องดังกล่าว หากแต่ว่ากลับมาเจอปัญหาที่ใหญ่ยิ่งกว่า นั่นก็คือในบรรดานักศึกษา 28 คน ผมเพิ่งได้ทราบตอนเช้าวันนั้น ในขณะที่รอสอนว่า วันนี้พอดีนักศึกษาบางส่วน (11 คน) ติดการสอบวิชาภาษาอังกฤษ ซึ่ง บังเอิญ มากำหนดไว้ตรงกันพอดี ตอนก่อนที่จะสอนได้ยินแต่คำพูดว่า เสียดาย ซึ่งใน ความคิด ของผม ไม่รู้จะพูดกันไปทำไมให้ เปลืองน้ำลาย เพราะแท้จริงแล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ จัดการ ได้ ไม่ใช่มาพูดเสียดายในตอนนี้ วันนั้นกว่าได้ได้เริ่มเข้า Class กันก็ประมาณ 9.20 น. ตอนนั้นมีนักศึกษาแค่เพียง 4-5 คน ซึ่งคงไม่ต้องบอกก็ได้ว่าผมต้องใช้ วิทยายุทธ์ ที่ได้ฝึกฝนมาบ้างแล้ว ซึ่งก็คือการ ยอมรับแล้วกลับมาดูที่ใจ นั่นเอง

         ในบรรดานักศึกษาที่มาร่วมเรียนรู้กันในวันนั้น แต่ละท่านถือว่าคุณภาพค่อนข้างจะ คับแก้ว เลยทีเดียว ซึ่งถึงแม้จำนวนจะน้อย แต่ก็ไม่ได้ทำให้ คุณภาพ ของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้อยไปแต่อย่างใด หากแต่ลื่นไหลไปได้ด้วยดี มีรสชาติ มีบรรยากาศที่กระตุ้นการเรียนรู้ได้ดีทีเดียว และที่ดีกว่านั้นก็คือเมื่อเวลาผ่านไปก็มีผู้ทยอยเข้ามาเรียนมากขึ้นเรื่อยๆ กว่าจะหมดเวลา (ซึ่งผมขอต่อเวลาไปจนถึงเวลา 12.30 น.) ก็มีนักศึกษาจำนวนกว่าสิบคน แต่ละคนล้วนตั้งคำถามและมีข้อแนะนำที่ ต่อยอด การเรียนรู้ได้อย่างน่าสนใจ นี่ถ้าผม เบรคแตก ไปเสียตั้งแต่แรก ผมก็คงพลาดโอกาสที่จะได้เรียนรู้ในครั้งนี้ไป

         วันรุ่งขึ้นเป็นวันอาทิตย์ ผมต้องเดินทางไปเวียงจันทร์ เพราะได้รับการติดต่อจากคณะกรรมการลุ่มแม่น้ำโขง (MekongRiver Commission - MRC) ให้ไปบรรยายเรื่อง KM ให้กรรมการจากสี่ชาติอันประกอบด้วย ไทย ลาว เวียตนาม และเขมร ฟัง ตั้งแต่ตอนที่ MRC มาติดต่อที่ สคส. ผมเคยบอกไปแล้วว่า ถ้าจะให้ได้ผล ไม่ควรจัดในลักษณะการประชุมสัมมนา แต่น่าจะจัดในลักษณะ Workshop 2-3 วัน จะได้ผลดีกว่ามาก แต่ในที่สุดด้วยข้อจำกัดด้านเวลา เขาบอกว่าสามารถจัดได้แค่วันเดียว และช่วงที่ผมบรรยายก็คงจะได้ไม่เกิน 3 ชั่วโมง

  

             ภาพบรรยากาศของงานสัมมนา "An Introduction to Knowledge Management and Focus Groups" 

         งานที่เวียงจันทร์นี้ ตอนแรกผมเข้าใจว่า เขาคงจะเลื่อนไปแล้ว เพราะไม่ได้รับการติดต่อประสานเพื่อยืนยันแต่อย่างใด แต่พอใกล้ๆ วันงานเพียงแค่ 4 - 5 วันก่อนวันงาน เขาก็ยืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ ทำให้ผมค่อนข้างจะฉุกละหุกพอสมควร ผมไปงานนี้ทั้งๆ ที่ไม่ได้เห็นรายละเอียดเกี่ยวกับงานเลย ทราบแต่เพียงว่าผู้ที่เข้าร่วมเป็นตัวแทนจากประเทศภาคีทั้งสี่ประเทศๆ ละ 4-5 คน ส่วนกำหนดการก็ทราบเพียงคร่าวๆ จากการพูดคุยกันว่า ผมจะบรรยายในตอนเช้าเป็นการให้หลักการ และ Introduction ส่วนตอนบ่ายจะเป็นทีมอาจารย์ (ฝรั่ง) จาก AIT มาพูดเรื่องหลักสูตร Certified Professional Development และ CapacityBuilding in KM ที่ทาง AIT จะทำให้กับ MRC

         พอถึงเช้าวันนี้ตอนที่ผมเข้าห้องสัมมนา ผมก็เพิ่งจะพบว่าช่วงเวลาที่ผมจะพูดจริงๆ นั้นถึงแค่ 10.30 น. เท่านั้น เพราะมีกำหนดการอื่นๆ อีกหลายอย่าง ทำเอางงไปเหมือนกัน เพราะถ้าผมรู้ก่อนล่วงหน้าว่าจะพูดได้แค่ชั่วโมงกว่าๆ ก็คงจะไม่ตัดสินใจมา เพราะรู้สึกว่าเสียเวลา ไม่น่าจะคุ้มค่ากับการเดินทางเลย แต่ในตอนนั้นไม่ว่าจะเกิดความรู้สึกอะไรขึ้นมา ผมก็รู้ดีว่านี่คือช่วงเวลาสำหรับการฝึก ดูใจ . . . ชีวิตนี้มีอะไรให้เราได้ฝึก ดูใจ” ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับว่าเราพร้อมที่จะฝึกฝนหรือเปล่าเท่านั้นเอง!!