วันจันทร์ที่ผ่านมา-
ผมและเพื่อนร่วมรุ่นจำนวนเกือบๆ จะ
40 ชีวิต เทใจเดินทางไปทำกิจกรรมร่วมกันที่สถานสงเคราะห์คนชรา จังหวัดมหาสารคาม  (หรือกองส่งเสริมคุณภาพชีวิต) ภายใต้การกำกับดูแลขององค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคาม


เพื่อนร่วมรุ่นในที่นี้หมายถึง  สมาชิกที่เข้าร่วมฝึกอบรมตามหลักสูตรพัฒนาสมรรถนะหลักผู้บริหารสายสนับสนุน กรณีหัวหน้างาน รุ่นที่
1 ...ที่ผมถูกล็อคโหวตให้เป็น “ประธานรุ่น”


ทันทีที่รถบัสเคลื่อนตัวออกจากมหาวิทยาลัยในเวลาราวๆ
3 โมงเช้า  ผมก็ถูกรบเร้าจากหมู่มวลสมาชิกให้ลุกขึ้นมากล่าวทักทายกับทุกคน  ซึ่งที่จริงนั้น  ผมเองก็เตรียมใจไว้บ้างแล้วว่า ยังไงเสียก็คงต้องพูดอะไรบ้างล่ะ... แต่ถึงกระนั้น  ก็ไม่เคยตระเตรียมเรื่องมาพูดเลยแม้แต่สักครั้งเดียว

 

อีกอย่าง ผมเองก็เคยเกริ่นกล่าวมาตลอดว่า  ผมไม่ปรารถนาจะพูดคุยในทำนองนี้มากจนเกินไป ...มันเป็น“ขนบนิยม”  ที่ผมไม่พึงใจที่จะติดยึดเท่าใดนัก  แต่ก็น้อมรับอย่างสุภาพว่า  นี่คือมารยาททางสังคมที่พึงกระทำเป็นที่สุด  แต่จนแล้วจนรอด  ก็ไม่วายที่จะมอบหมายท่านเลขาฯ  ท่านรองฯ  หรือคนอื่นๆ  สลับกันขึ้นมาพูดคุยแทนเป็นระยะๆ


พูด...


ในห้วงเวลาที่อยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันนั้น
ผมและทีมงานร่วมกันกำหนดให้แต่ละคนลุกขึ้นมาพูดเรื่องราวของตนเองในมิติต่างๆ  ให้เพื่อนได้ร่วมฟัง  โดยมีจุดประสงค์หลักคือการ
“แบ่งปัน...เปิดเปลือยตัวตน..สู่คนรอบข้าง”  และนั่นก็รวมถึงโจทย์ง่ายๆ  เลยก็คือ  การพูดต่อที่สาธารณะ


กิจกรรมดังกล่าวนี้  สะท้อนภาพที่น่าสนใจเป็นยิ่งนัก 
บางคนมีทักษะการพูดที่ดียิ่ง  ขณะที่บางคนดูแล้ว  ยังคงต้องแต่งเติมทักษะการสื่อสารอย่างยกใหญ่...จนผมอดที่จะถอดบทเรียนกับทีมงานไม่ได้ว่า  นั่นคงเป็นเพราะสาเหตุหลายประการ  หรือเพราะเป็นผลพวงของ
“วัฒนธรรมองค์กร”  ที่ไม่ค่อยเปิดโอกาสให้บุคคลเหล่านี้ได้ “พูด”  ในสิ่งที่ต้องพูด  ! ...

แต่ก็ช่างเถอะ  ไม่ว่าเหตุผลใดก็ตามแต่  ทั้งผมและทีมงานจึงได้แต่พยายาม “โยนไมค์”
  ให้แต่ละคนได้พูดอยู่เนืองๆ 
     
โดยหวังว่า  กระบวนการเหล่านี้  จะเป็นการเสริมสร้างและพัฒนาสมรรถนะของเขาเองไปในตัว 
     
เผื่อว่าวันหนึ่ง  เมื่อเติบโตไปสู่การเป็นผู้บริหาร  จะได้ไม่เคอะเขินกับการ “พูด”  หรือ “การสื่อสาร” 
     
เพราะนั้นคือ  สมรรถนะหนึ่งของการสร้าง “ทีม” และสร้าง “ความสำเร็จแห่งความเป็นทีม” ....

 

 

 

มิตรภาพ...

 

และสำหรับผมนั้น
ผมสะท้อนเรื่องราวอันเป็นปรากฏการณ์ของรุ่นให้เพื่อนๆ ได้ฟังอย่างไม่บิดเบือนว่า ...
“ขณะนี้รุ่นของเราได้รับการกล่าวขานถึงอย่างแทบไม่น่าเชื่อ (กระแสมาแรง) ส่วนใหญ่แสดงความชื่นชมถึงบุคลิกภาพและศักยภาพ  ทั้งในระดับปัจเจกและกลุ่มคน...จนทำให้ใครต่อใครตื่นตัวกระหายที่จะเข้าสู่การอบรมในรุ่นต่อไป...และใครต่อใครที่ว่านั้น  ต่างลุ้นระทึกว่าจะผ่านการพิจารณาเข้าสู่รุ่นที่ 2 หรือเปล่า”


เรื่องที่ผมพูดนั้น  เป็นความสัตย์จริงทุกกระบวนความ  และผมก็ฝากให้เพื่อนพ้องน้องพี่ในรุ่นได้ขบคิดว่า  บัดนี้แต่ละคนได้สาระความรู้ใดไปบ้างแล้ว ... มีอะไรที่นำไปใช้ในองค์กรหรือยัง  หากใช้แล้ว  สัมฤทธิ์ผลกี่มากน้อย...ฯลฯ

และสุดท้าย  ผมก็ทิ้งทวนการพูดในภาคเช้าไว้แบบไม่รอให้ใครๆ ต้องร่วมวงเสวนาว่า
“ความรู้ที่ได้จากการอบรมนั้น  ผมเชื่อว่าคงยากที่จะบอกว่าได้อะไรบ้างแล้ว และประยุกต์ใช้ได้ผลหรือไม่  แต่สำหรับผมแล้ว  ถึงแม้กระบวนการเหล่านี้ยังไม่จบ ..ผมกลับค้นพบสิ่งหนึ่งอย่างไม่กังขา  ซึ่งพร้อมที่จะสรุปอย่างหนักแน่นตรงนี้เลยก็คือ ..มิตรภาพระหว่างเรา...นั่นเอง

 

ครับ..ถึงแม้กระบวนการของการฝึกอบรมตามหลักสูตรจะยังไม่ยุติลง  และยังพิสูจน์ไม่ได้ว่า  โครงการดังกล่าวนี้ ประสบความสำเร็จสักกี่เปอร์เซ็นต์กันแน่ 
แต่ผมก็พร้อมแล้วกับการที่จะบอกว่า  ..มิตรภาพที่เกิดขึ้น คือ เครือข่ายการทำงานชั้นยอดที่จะช่วยให้มหาวิทยาลัยได้ขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายได้ง่ายขึ้น
  โดยเฉพาะในกลุ่มสายสนับสนุน  ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มบุคลากรที่มีจำนวนมากที่สุด เมื่อเทียบกับสายการสอน ..


ไม่ต้องดูอะไรมากเลยก็ได้  เพราะก่อนหน้านี้  หลายคนไม่คุ้นชินกันเลยก็ว่าได้  พอมาใช้ชีวิตในห้องอบรมด้วยกัน  ทุกอย่างก็หลอมละลายและเทใจเข้าหากันอย่างแสนงาม  เมื่อกลับไปที่ทำงานก็สื่อสารกันและกันเป็นระยะๆ  และใช้สัมพันธภาพนี้เกื้อหนุนการทำงานข้ามหน่วยงานอย่างมีระบบ
       ซึ่งก่อนหน้านี้ ...
       ปัญหานี้ถูกพยายามเรื่อยมา แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

แต่ก็อย่างว่า  นี่เพียงระยะต้น ...ยังคงต้องดูกันยาวๆ ..
แต่ก็ยังมั่นใจว่า  การเริ่มต้นที่ดี  ย่อมนำพาไปสู่สิ่งดีได้อย่างไม่ยากเย็นนัก..

และเมื่อเราต่างเห็นคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่  ก็ยิ่งควรต้องดูแลอย่างดียิ่ง  เพื่อให้มิตรภาพที่มีอยู่นั้น เติบโตงอกงามเป็นเครือข่ายทางสังคมในองค์กรของเราอย่างเข้มแข็ง-ยั่งยืน


ความเหงา...


ทั้งผมและทีมงานมาถึงจุดหมายปลายทางในราวๆ 4 โมงเช้า
ผมสารภาพตรงนี้เลยว่า  ถึงแม้จะเคยท่องทะยานไปจัดกิจกรรมทางสังคมมานับร้อยครั้ง  แต่การมาจัดกิจกรรมในสถานสงเคราะห์คนชราเช่นนี้  ครั้งนี้เป็นครั้งแรก...


ภาพที่ผมพบเจอนั้น  ที่นี่ดูเงียบสงบ  และในความเงียบสงบนั้น  ก็ดูประหนึ่งว่ามันคือความ
“เงียบเหงา”  ...มันเป็นความเงียบที่มีพลัง  ชวนให้หัวใจของคนมาเยือนสั่นไหวอย่างบอกไม่ถูก


สถานสงเคราะห์คนชราดังกล่าว  เปิดทำการครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2529  ตั้งอยู่ในที่ดินสาธารณะประโยชน์ “โคกหินตั้ง”  ในเทศบาลตำบลแวงน่าง อ.เมือง จ.มหาสารคาม  ซึ่งครอบคลุมการให้บริการในเขตภาคอีสานทั้งหมด  แต่ก็แทบไม่น่าเชื่อว่า  ผู้คนที่พักอาศัยอยู่ในนี้  ส่วนหนึ่งก็มาจากภาคอื่นๆ เลยก็มี  เป็นต้นว่า  สระบุรี  ปทุมธานี 

เมื่อถึงเวลานัดหมาย  คุณลุงคุณป้า..คุณตาคุณยายทั้งหลายก็ทยอยมารวมกันที่โรงอาหาร  เพื่อเตรียมที่จะร่วมกิจกรรมและรับประทานอาหารกลางวัน

กิจกรรมทั้งปวงเริ่มขึ้นง่ายๆ  โดยผมถูกผลักให้ออกไปพบปะชี้แจงที่มาที่ไป  (ทั้งๆ ที่พยายามมอบหมายคนอื่นแล้ว..แต่ดูเหมือนแต่ละคนก็เกิดอาการประหม่าขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด)


กิจกรรมแรกเปิดตัวด้วยการร้องเพลงของเจ้าของพื้นที่  มีทั้งเพลงเร็ว เพลงช้า  ลูกทุ่ง ลูกกรุง  หมอลำ  หรือแม้แต่เพลงเพื่อชีวิตก็มีให้ฟังอย่างเหลือเชื่อ...

 


เพลงเดือนเพ็ญของยายท่านหนึ่ง  ขับขานออกมาด้วยสำเนียงอันหนาวเหน็บและเจ็บลึก  ราวกับกำลังฝากข่าวถึงใครสักคนที่อยู่ที่ไหนสักแห่ง  ซึ่งแทบไม่น่าเชื่อว่า  ในห้วงวัยเช่นนี้  ท่านยังรักและชื่นชอบเพลงๆ นี้  ซ้ำยังสามารถร้องได้อย่างครบถ้วนกระบวนความ...

หากแต่ในห้วงหนึ่งนั้น  เพลงๆ หนึ่งก็ถูกสื่อสารออกมาอย่างแจ่มชัด  น้ำเสียงและจังหวะการขับร้องฟังดูไพเราะ นิ่ง...ประหนึ่งคนร้องไม่ใช่คนในวัยเกือบๆ จะ 80  ปี...
        ซึ่งผมไม่รู้หรอกว่าเพลงที่ว่านั้นคือเพลงอะไร  
        
รู้แต่เพียงว่า  เพลงๆ นี้สะกดให้ทุกคนนิ่งงันราวกับต้องมนต์  และไม่นานนัก  หลายคนก็น้ำตาหยาดไหลออกมา 
        บางคนลุกออกไปร้องไห้อย่างเงียบๆ 
       
ขณะที่บางคนก็นั่งรวบรวมสติ  โดยมีเพื่อนคอยปลอบประโลมอยู่อย่างไม่ห่าง

  

 

ถัดจากนั้น-ก็ถึงคราวของการรับประทานอาหาร 
หลายคนเข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิด เสมือนเพลงทุกเพลงได้ร้อยรัดให้ผู้มาเยือนกับเจ้าบ้านได้เป็นส่วนหนึ่งของกันและกันไปเป็นที่เรียบร้อย 
       ในห้งนั้น ผมเห็นชัดว่า 
บางคนถูกเกาะกุมไว้ด้วยเรื่องราวหลากหลายที่พรั่งพรูออกมาจากดวงใจอัน
“เงียบเหงา”  ของผู้คนที่เลยห้วงวัยแห่งการหยัดยืนด้วยตนเองได้ ... และดูเหมือนจะอดไม่ได้กับการต้องซึมซับความปวดร้าวอันแสนเหงานั้นอีกรอบ พร้อมๆ กับการร่ำไห้อีกหนอย่างไม่เขินอาย

 

ผมไม่รู้หรอกว่าแต่ละคนสัมผัสได้กับเรื่องใดบ้างในเวทีเช่นนั้น...
แต่คิดว่า  เมื่อเสร็จสิ้นกิจกรรมนี้แล้ว  มีบางเรื่องที่ผมและเพื่อนร่วมรุ่นต้องถอดบทเรียนร่วมกันอีกสักยก ...


กิจกรรมในครั้งนี้  อยู่นอกเหนือหลักสูตรที่มีขึ้น  ทั้งผมและเพื่อนร่วมรุ่นปลงใจเองว่าอยากจัดกิจกรรมทางสังคมร่วมกันสักครั้ง  ทั้งที่ก่อนหน้านั้น ก็ไม่เคยมีรุ่นใดขยับออกมาสู่การจัดกิจกรรมในทำนองนี้เลยก็ว่าได้


กิจกรรมในครั้งนี้จึงเกิดขึ้นจากใจ..สู่ใจ.. เกิดจากมิตรภาพที่ร้อยเรียงความเป็น
“รุ่น”  ที่เท “ใจ”  มาสู่สังคมอย่างไม่เกี่ยงงอน... เงินทุกบาททุกสตางค์  เราทุกคนลงขันกันอย่างเสมอภาค  ส่วนใครจะเพิ่มเสริมเติมเต็มมากกว่านั้น  ก็ขึ้นอยู่กับ “ศรัทธา”  ของแต่ละคน

บนรถ..
เมื่อรถบัสเคลื่อนตัวออกมาจากสถานสงเคราะห์คนชราฯ ... ผมปล่อยให้ทุกคนอยู่กับตัวเองสักระยะ  ก่อนสะกิดทีมงานให้เริ่มส่งเสียง เพื่อให้แต่ละคนละวางจากเรื่องราวและฉากชีวิตที่เพิ่งสัมผัสมาสดๆร้อนๆ ...


ผมจำต้องลุกขึ้นถือไมค์อีกครั้ง..พร้อมกับการกล่าวในทำนองว่า 
“หากเป้าหมายของกิจกรรมนี้  หมายถึงการมาเลี้ยงอาหารกลางวัน  เราก็บรรลุซึ่งเป้าหมายแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย  แต่เป้าหมายรองอันเป็นผลพวงอื่นๆ นั้น  ก็สุดแท้แต่ว่าใครแต่ละคน  จะสามารถซึมซับและเก็บเกี่ยวอะไรมาได้...”

 

จากนั้น  ผมก็โยนไมค์ไปสู่เพื่อนร่วมรุ่นอีกหน ......

........................

........................


สำหรับผมแล้ว...
ไม่มีบทสรุปวิชาการใดจากบันทึกนี้  นอกเสียจากเสียงพร่ำบ่นของตนเองที่ก้องดังอยู่เบื้องลึกว่า

มิตรภาพช่างงดงามและแสนงาม
แต่ทำไม  ความเหงา ...ช่างโหดร้ายเสียจริง
!

 

 

....

23 กุมภาพันธ์...
วันดีๆ ..ท่ามวิถีที่เหงาๆ