ปาล์มกลายมาเป็นความหวังชิ้นใหม่ของชาวอีสาน

เทศกาลปีใหม่  ผมมีโอกาสได้ไปเยือนบ้านเกิดของเพื่อนชีวิตที่จังหวัดอำนาจเจริญ  และมีอยู่ช่วงหนึ่งที่เธอและบรรดาญาติๆ  ได้เดินทางไปดูสวนปาล์มที่อำเภอชานุมาน จังหวัดอำนาจเจริญ

 

ก่อนหน้านั้น  ผมแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับอำเภอชานุมานนี้เลย  รู้คร่าวๆ  แต่เพียงว่าเป็นอำเภอที่ติดริมโขง  มีภูมิอากาศที่ดีออกไปในทางเย็นๆ  ชื้นๆ  พอถึงหน้าหนาวก็หนาวเย็นถึงขั้นเห็นละอองหมอกเลยทีเดียว 

 

เราต่างออกเดินทางจากอำเภอเสนางคนิคมมุ่งสู่อำเภอชานุมาน โดยมีรถกระบะคันใหญ่เป็นพาหนะ 

 

ระยะทางที่ว่านี้อยู่ในราวๆ  40 กิโลเมตร  ซึ่งระยะทางแค่นี้เมื่อเทียบกับสมรรถนะของรถที่เรานั่ง ถือได้ว่า เล็กน้อย มาก   แต่เพราะเส้นทางที่แคบๆ  บางห้วงเป็นลูกรังคลุกฝุ่น  บางห้วงเป็นราดยางที่ค่อนข้างชำรุดตัดผ่านทุ่งนาและหมู่บ้าน  จึงผลให้เราใช้เวลาเดินทางอยู่มากโข  และที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ  เราต่างสะบักสะบอม  หัวฟัดก้นกระแทกเจ็บระบมไปตลอดทาง

 

 

เส้นทางที่เราสัญจรผ่านนั้น  ยังคงเหลือรูปรอยของพื้นที่อันเป็นป่าโคกและทุ่งนาอย่างเด่นชัด  ทุ่งนาเกือบทุกแห่งมีต้นไม้ขนาดใหญ่ยืนต้นกระจัดกระจายไปตลอดทุ่ง  ตอฟางจำนวนมากเหลืองกรอบหยัดยืนสุดลูกหูลูกตา  ขณะที่ฟางจำนวนมากก็ถูกจัดเก็บอยู่รูปของกองฟาง  หรือไม่ก็อัดเรียงกันไว้ใน โรงฟาง  เล็กๆ ที่ทำขึ้นง่ายๆ  เพื่อกันแดดกันฝน

 

ผมค่อนข้างแปลกใจที่เห็นตอฟางแต่ละแห่งมีความยาวในระดับเข่าของผู้ใหญ่  จึงเอ่ยถามคนพื้นที่ที่เดินทางไปด้วยกัน  ซึ่งท่านก็บอกกล่าวให้รู้ว่า  แถวนี้ฝนฟ้าค่อนข้างดี  ดินเป็นดินเหนียวอุ้มน้ำ  จึงส่งผลให้ต้นข้าวสูงเรียวหยัดงาม  เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิต  จึงยังคงเหลือเป็นตอฟางที่มีขนาดยาวอย่างที่เห็น

 

ตลอดเส้นทาง  ผมพบเจอกับบรรยากาศที่คุ้นเคยในห้วงหนึ่งของชีวิตอย่างแจ่มชัด  หลายแห่งยังคงเต็มไปด้วยไร่มันสำปะหลัง  บางแห่งเป็นไร่อ้อย  บางแห่งเป็นพื้นที่ของการปลูกยางพารา  ซึ่งทั้งสามชนิดนั้น  ครั้งหนึ่ง หรือแม้แต่ปัจจุบันก็ยังเป็น พืชความหวัง ของการปลดเปลื้องหนี้ของคนอีสาน  (ส่วนการปลูกปาล์มนั้น  ยังถือว่ามีให้เห็นน้อยมาก)

 

เมื่อลืมตาดูโลกและจำความได้. 
ผมคุ้นชินกับภาพชีวิตของคนในครอบครัวที่สาละวนอยู่กับการทำไร่มันสำปะหลัง  ผมเองยังเคยได้ขนมูลวัวไปโรยทิ้งไว้ให้ผืนไร่   เคยได้แบกหามลำต้นของมันสำปะหลังไปกองๆ ไว้ เพื่อให้บรรดาพี่ ๆ ได้ตัดลำต้นเพื่อนำไปสู่การปักลงในเนื้อดิน หรือที่เรียกเป็นภาษาปากว่า
ปลูกมัน  ครั้นถึงเวลาแตกใบและยืนต้นขึ้น  ก็เคยได้ร่วมวงไปดาหญ้าใส่ปุ๋ยมันสำปะหลังร่วมกับคนในครอบครัวอย่างแสนสุข พร้อมๆ กับการนั่งกินข้าวเที่ยงกลางไร่ด้วยอาหารแบบพื้นๆ  อย่างแสนอร่อย โดยไม่อาทรต่อแสงแดดจ้า

 

กระทั่งโตขึ้นหน่อย เมื่อถึงช่วงปิดเทอม  ผมก็มีโอกาสได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับการจับจ้าง ถอนมัน  ร่วมกับเพื่อนบ้านต่างวัยอีกหลายคน  โดยมีจุดมุ่งหมายเดียวคือ  การนำเงินที่ได้นั้นไปซื้อกระเป๋านักเรียนนั่นเอง

 

การถอนมันมันปะหลัง  มีทั้งการรับจ้างเป็นรายวัน หรือบางครั้งก็เหมาสวนไปเลยก็มี  ขายมันสำปะหลังได้เท่าไหร่ หักค่าข้าวค่าน้ำค่ารถแล้วนำเงินที่เหลือมาแบ่งให้กับทุกคนเท่า ๆ กัน  จำได้ว่าถอนมันอยู่ประมาณ 7 วันได้เงินมาซัก 140 บาทนี่แหละ  แต่นั่นก็มากพอสำหรับการซื้อกระเป๋านักเรียนสวยๆ  ได้อย่างไม่ยากเย็น  และสิ่งของที่ได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองนั้น  ยิ่งรู้สึกว่ามันมีค่า, ควรค่าต่อการทะนุถนอม  รวมถึงการรู้สึกว่าตัวเองมี "คุณค่า" มิใช่น้อย

 

ภาพชีวิตอันหนักหน่วงแต่มีรายได้ค่อนข้างต่ำเช่นนั้น  เคยทำให้ผมถึงกลับเผลอพูดกับพี่สาวแบบใสซื่อว่า  จะตั้งใจเรียน เพื่อให้ชีวิตได้ทำงานที่แตกต่างไปจากวันนี้ ...

 

ผมพูดเพราะรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ 
เป็นการพูดจากความรู้สึกของเด็กในวัยสิบขวบต้นๆ  ที่รู้สึกว่าการงานในไร่นั้นช่างหนักหน่วงและลำบากยากแค้นจนเกินแบกรับได้ 

 

แต่เมื่อวันเวลาเคลื่อนไป  วันวัยของชีวิตก็เติบใหญ่ขึ้นตามจังหวะ  ผมหันกลับไปมองภาพชีวิตในห้วงนั้นอีกรอบ กลับมีความรู้สึกว่า  การงานในไร่มันสำปะหลังนั้น  ดูหนักหน่วงและแสนเข็ญก็จริง  แต่มันก็เป็นการงานอันสัตย์ซื่อ และในความสัตย์ซื่อที่ว่านั้น  ก็สามารถวัดค่าของความเป็นคนได้อย่างไม่ต้องสงสัย  ซ้ำยังเป็นการงานที่สื่อให้เห็นการแบ่งปันรายได้และการเลี้ยงชีพร่วมกันอย่างอาทร  ไม่ใช่การเกี่ยงงอนเอารัดเอาเปรียบและกินแรงกันอย่างภาพชีวิตของวันนี้ !

 

 

จากวันนั้นถึงวันนี้  ไร่มันสำปะหลังที่บ้านเกิดได้เปลี่ยนผ่านสู่ความหวังใหม่ๆ เป็นระยะ ๆ  โดยมี ไร่อ้อย  เข้ามาแทนที่  จากนั้นก็สร้างฝันใหม่ด้วย ต้นกระดาษ  และผ่านมาสู่ ยางพารา  ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้น  ล้วนมาพร้อมๆ กับ ความหวัง  ของเราเสมอ  ไม่ว่าจะเป็นความหวังของการปลดหนี้ ความหวังของการเลี้ยงปากท้อง  และอีกจิปาถะสุดแท้แต่เราจะวาดหวัง  โดยรู้ทั้งรู้ว่า ความหวังที่ว่านั้น บางครั้งก็ดูประหนึ่งไม่ต่างไปจากความหวังลมๆ แล้งๆ  ที่เราต่างคุ้นเคยมาอย่างยาวนาน

 

แต่สำหรับผมแล้ว  ไม่ว่าความเป็นจริงจะเจ็บปวดสักแต่ไหน  ผมก็ชื่นชมความหวังของชาวนาชาวสวนเสมอ  เพราะการมีความหวัง  ทำให้เรารู้ว่าเรายังมีชีวิต  มีทางออก  และมีแรงพลังที่จะต่อสู่กับชะตากรรมต่าง ๆ ด้วยตนเองอย่างไม่รามือ 

 

วันนี้...

เมื่อมีโอกาสได้มาดูสวนปาล์มต่างถิ่นเช่นนี้  ก็อดสงสัยไม่ได้อีกครั้งว่า ปาล์ม  กำลังจะกลายเป็นความหวังอันใหม่ของชาวอีสานอีกหรือเปล่า ?  เพราะเท่าที่รู้ ๆ  ก็คล้ายว่าภาครัฐกำลังขับเคลื่อนให้ชาวนาชาวสวนบนผืนแผ่นดินที่ราบสูงได้หันมาปลูกปาล์มเป็น ทางเลือก  อันแข็งขัน  ยิ่งเป็นกระแสของการปลูกพืชพลังงานทดแทน  ยิ่งทำให้หลายต่อหลายคนเริ่มหันมาให้ความสนใจมากยิ่งขึ้น  โดยเริ่มปรากฏให้เห็นบ้างแล้วในจังหวัดกาฬสินธุ์  หนองคาย  อำนาจเจริญ  เลย อุบลราชธานี และอุดรธานี  ซึ่งน่าจะไม่ต่ำกว่าหลักแสนไร่ไปแล้วกระมัง

 

วันนี้ ปาล์มพลัดถิ่นจากใต้มาปักรากและแตกใบออกผลที่อีสาน   ผมเองก็ไม่มีความรู้พอที่จะบอกได้ว่า  ผลผลิตที่จะเกิดขึ้นนั้นจะคุ้มค่ากับแรงทุนที่ลงไปหรือไม่  แต่ในภาวะที่ราคายางพารากำลังตกต่ำนั้น  ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ปาล์ม  ขยับมาเป็น ทางเลือก  ของชาวอีสานไปแล้ว

ด้วยเหตุนี้ ปาล์ม จึงเป็นเสมือนความหวัง และความฝันอันมีชีวิตของชาวนาอีสาน  ซึ่งหลายคนก็พร้อมแล้วสำหรับการพลิกฟื้นที่นาอันรกร้าง หรือผืนดินที่ถูกน้ำท่วงอย่างซ้ำซากมาสู่การเป็นสวนปาล์ม  โดยหวังว่า 2 - 3 ปีหลังการปลูกกล้าปาล์มแล้วจะช่วยให้เก็บผลผลิตได้บ้าง  และปาล์มก็แตกต่างจากยางพาราอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากปลูกง่าย ดูแลง่าย .. รวมถึงเก็บผลผลิตได้ทุกเดือนเลยก็ว่าได้

 

ถึงกระนั้นก็เถอะ  เราเองก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า  ชาวอีสานยังคงไม่มีความรู้เกี่ยวกับการปลูกปาล์มกันเท่าใดนัก  เมื่อเทียบกับการปลูกมันสำปะหลัง  ปลูกอ้อย  ปลูกถั่ว หรือแม้แต่ยางพารา  ก็ล้วนแล้วแต่มีความรู้ชนิดฝังลึกในตัวแล้วด้วยกันทั้งสิ้น  ประกอบกับการสภาพการณ์ปัจจุบันที่ดูเหมือนจะเป็นการทดลองปลูกและศึกษาไปในตัว  เพื่อให้รู้ชัดขึ้นว่า  พื้นที่ที่เหมาะสมเป็นอย่างไร  ตลาด หรือโรงงานรับซื้อเพียงพอหรือไม่ ... สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นโจทย์ที่มองข้ามไม่ได้เลย

 

แต่ก็อย่างว่า  เมื่อปาล์มกลายมาเป็นความหวังชิ้นใหม่ของชาวอีสาน   เมื่อเขาเชื่อเช่นนั้น  ก็ย่อมยืนยันได้ว่าชาวนาชาวสวนอีสานอีกหลายคนก็พร้อมแล้วสำหรับการ ปลูกฝัน  ลงในผืนแผ่นดินมรดกของตนเองอีกรอบ 

 

 

และสำหรับสวนปาล์มเล็ก ๆ  ที่ผมมีโอกาสได้ไปเยี่ยมเยียนนั้น  ได้นำพาความประทับใจมาสู่ตัวผมอย่างมหาศาล  ความร่มรื่นของหมู่ไม้  ความฉ่ำเย็นของสายน้ำในอ่างเก็บน้ำเล็ก ๆ  ที่ไหลหลากอย่างไม่แห้งโหย  มีสัตว์น้ำหลากชนิดให้ดักจับมาบริโภคตามฤดูกาล  รวมถึงกระท่อมไม้ที่สานฝาด้วยใบตอง รายล้อมไปด้วยพืชผลที่ปลูกเองกินเอง  มีเปลผูกโยงไว้กับกอไผ่  มีวิทยุทรานซิสเตอร์เครื่องเล็ก ๆ ทำหน้าที่ขับกล่อมอย่างสมถะ   ก็ล้วนแล้วแต่เป็นภาพชีวิตอันเรียบงามที่ผมรู้สึกชื่นใจเมื่อได้มาเยือน

 

 

ยิ่งในตอนท้าย  ลูกสาวของเจ้าของสวนบอกกับเราว่า  อีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้  จะลาออกจากบริษัทที่กรุงเทพฯ  เพื่อมาปักหลักปักชีวิตอยู่ในสวนปาล์ม  โดยเชื่อว่าปาล์มเพียงไม่กี่ต้นในเนื้อที่เพียง 20 ไร่นี้  จะช่วยให้ชีวิตของเขาและครอบครัวอยู่อย่างมีความสุข  และไม่ต้องดิ้นรนอยู่กับคนแปลกหน้าในเมืองใหญ่อีกต่อไป

 

 

ครับ..

ผมได้แต่อวยพรให้เธอโชคดีและสมหวังกับสิ่งที่เป็น ความหวัง ของเธอ , 
แต่สำหรับผมแล้ว  ช้าเร็ว  สักวันหนึ่งก็คงหวนกลับไปใช้ชีวิตในแบบ
ชาวทุ่ง  เช่นเดียวกับเธอเป็นแน่  เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาเท่านั้นเอง