ชี้แจงโดยละเอียด .. นโยบาย 12 ประการ ของ กงจักร ใจดี ผู้สมัครเบอร์ 5 เลือกตั้งผู้ว่า กทม.

พอใจ ไร้ทุกข์ ทำดี มีสุข รักโลกทั้งใบ รักคนทั้งโลก กงจักร ใจดี

สวัสดีครับ พี่น้องผองเพื่อน ชาว กทม.  และชาว Go-to-Know 

                ผม กงจักร ใจดี ผู้สมัครผู้ว่า กทม. เบอร์ 5   ได้ทำใบปลิวที่มีเนื้อหาของนโยบาย 12 ประการและชีวประวัติผมไว้แจกเวลาเดินหาเสียง พร้อมทั้งได้ทำโปสเตอร์ ที่มีหัวข้อโดยสรุปของนโยบายทั้ง 12 ข้อ ติดไว้ตามท้องถนน ( 10 แผ่น)    หลายท่านอาจได้มีโอกาสอ่านใบปลิวและโปสเตอร์นั้นแล้ว   แต่ผมคิดว่า เพื่อให้มั่นใจว่าทุกท่านจะสามารถเข้าใจเป้าหมาย + แนวคิดของนโยบายต่างๆ อย่างชัดเจน ผมควรเขียนคำอธิบายให้มากกว่านั้น ด้วยภาษาที่อ่านเข้าใจง่ายกว่านั้น  แม้ว่ามันจะต้องเขียนกันยาวสักหน่อย แต่ก็จะเขียนให้น่าอ่านและเป็นประโยชน์ที่สุด

นโยบายข้อที่ 1 . บอกไว้ว่า คนกรุงเทพฯ จะหมดทุกข์ และมีความสุขในทุกขณะ   ด้วยมีธรรมะประจำใจ หรือย่อความแบบสละสลวยว่า พอใจ=ไร้ทุกข์ ทำดี=มีสุข .. ปลูกธรรมประจำใจ

                นโยบายนี้เป็นนโยบายที่สำคัญที่สุด  เนื่องจาก สิ่งที่ผมเห็นว่าเป็นปัญหาใหญ่สุดในสังคมกรุงเทพ (และสังคมมนุษย์ทั้งโลก) ก็คือปัญหาสังคม ซึ่งเกิดขึ้น ไม่ใช่เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจ หากแต่เนื่องจากการที่คนขาดธรรมะที่ถูกต้องสำหรับการยึดถือในการดำรงชีวิต    เราลองคิดกันดูนะครับ ปัจจุบันปัญหาที่เราประสบอยู่มีอะไรบ้าง ขโมยปล้นบ้าน ฉกชิงวิ่งราว ฆ่าข่มขืน  เมาสุราหรือยาเสพติด การทะเลาะเบาะแว้ง การรบกวนผู้อื่น ความขี้เกียจของลูกหลาน บรรยากาศเคร่งเครียดในการทำงาน  การพิมพ์แบ็งค์ปลอม ความหมกมุ่นในรัก ความโลภ ความโกรธ ความหลง ฯลฯ  เทคโนโลยีต่างๆ เจริญขึ้นมาก แต่ทำไมความทุกข์ของสังคมยังมีอยู่เช่นเดิมหรือมากกว่าเดิม  

                ธรรมะ “พอใจ è ไร้ทุกข์” “ทำดี è มีสุข” นี้ เป็นธรรมะที่มีคำตอบสำหรับการหลุดพ้นทุกข์ และทำสิ่งที่ถูกต้องเพื่อให้ชีวิตมีความสุขความเจริญ  ซึ่งจำเป็นต้องอธิบายกันบ้าง ว่าทุกข์เป็นอย่างไร ทำไงถึงจะพอใจ สุขมีแบบไหนบ้าง ทำดีมีอะไรบ้าง เป็นต้น  ผมเองก็อธิบายได้ แต่อาจพูดไม่เก่งพอ  หรือบางคนอาจไม่เปิดใจรับฟัง  จึงควรต้องให้ท่านอาจารย์ซึ่งมีผู้เคารพนับถือ หรือหน่วยราชการ หรือสื่อต่างๆ เป็นผู้ช่วยผลักดันให้แนวคิดนี้เป็นที่ยอมรับแก่ทุกผู้คน   ดังนั้น ผมจึงมาสมัครผู้ว่า กทม. เพื่อจุดประกายเรื่องนี้

                ต่อไปนี้ ใครมาอ้างว่าเป็นทุกข์  เพราะประสบความเดือดร้อนต่างๆ นั้น เราจะบอกได้ว่า ไม่ใช่ .. ปัจจัยภายนอกต่างๆ นั้นไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เขาเป็นทุกข์  ความอยากในใจเขาตะหากที่เป็นตัวการทำให้เกิดทุกข์  หากเขาสลัดความอยากในใจออกไปได้แล้ว ความทุกข์ใจก็จะหายไป  และหากเขาได้มีสติตั้งใจทำดีที่สุดที่เขาทำได้แล้ว เขาก็จะสุขใจที่ได้ทำดี และผลแห่งการทำดีก็จะทำให้สุขกายต่อมา สังคมโดยรวมก็จะได้รับผลดีจากการกระทำของเขานั้นด้วย  ตัวเขาเองก็ได้รับผลดีจากการที่ได้อยู่ในสังคมที่ดีด้วย

                คนเรานั้นไม่ได้อยู่ค้ำฟ้า  เมื่อถึงคราวตายเราก็ต้องตาย  ขนาดความตายเรายังยอมรับได้ (ไม่ยอมรับก็ต้องยอมรับ)  แล้วจะมีสภาพอันใดอีกที่เราจะต้องเป็นกังวล   แม้ชีวิตยังต้องยอมเสียไป แล้วจะมีสิ่งใดอีกที่เราต้องหวงแหนจนต้องทนทุกข์   ได้เกิดเป็นคนทั้งที ควรมีชีวิตที่เป็นสุขทุกขณะ (สุขมีหลายรูปแบบ  ร่าเริง ดีใจ สงบเย็น  ปลาบปลื้ม ฯลฯ)  ธรรมชาติต่างๆ มีเหตุผลให้มันเป็นไป สิ่งที่เราควบคุมไม่ได้เราก็ต้องยอมรับมัน  แต่ใจเราเองขอให้เราควบคุมมันเองให้มองโลกในแง่ดี  

                ธรรมะนี้ ไม่ควรเพียงแค่ส่งเสริมให้เป็นที่เข้าใจและยอมรับ หากแต่ควรส่งเสริมให้ยึดถืออย่างต่อเนื่อง และเตือนสติกันอยู่เสมอ  เนื่องเพราะบ่อยครั้งที่คนเราอาจหลงผิดและขาดธรรมะได้บ้างซึ่งส่งผลให้เขาทำผิดไปในช่วงเวลาที่สติไร้ธรรมนั้น    จึงต้องกำหนดเป็นนโยบาย เพื่อส่งเสริมธรรมะนี้อย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อให้ทุกคนได้ยึดถือ เพื่อให้ทุกคนได้บอกได้เตือนกัน เพื่อให้พ่อแม่มีธรรมะไว้สอนลูก เพื่อให้ครูบาอาจารย์มีธรรมะไว้สอนศิษย์    

                จะให้เป็นอย่างนี้ต่อไปหรือ .. จะต้องทนหวาดระแวงว่าสักวันจะมีใครมาจี้ปล้น ตีหัว ฯลฯ อีกนานเท่าไหร่ .. ทำไมไม่มุ่งแก้ปัญหาให้เบ็ดเสร็จ ..... โลกยุคพระศรีอารย์ไม่ได้มีแต่ในฝัน .. มันคือโลกของมนุษย์ที่ทุกคนรู้ว่าอะไรผิดอะไรถูกก็เท่านั้นแหละ

                ทีนี้มาว่าถึงแนวทางปฏิบัติ  หลายคนอาจสงสัยว่าจะทำอย่างไร  หนทางรณรงค์นั้นทำได้มากมาย  ตัวอย่างเช่น ทำสื่อโฆษณาทางวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์  จัดทีมเผยแพร่ (อาจเรียกว่ากองทัพทำดี)  จัดโต้วาทีธรรมโดยผู้ที่มั่นใจว่าตนมีชีวิตที่เป็นสุขอย่างแท้จริง  ติดป้ายประชาสัมพันธ์ในสถานที่ราชการ รถโดยสาร  ฯลฯ    ซึ่งอาจต้องหาวิธีปรับปรุงให้สามารถเผยแพร่ธรรมะได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป 

                กทม. จะต้องพยายามดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ทุกคนมีสภาพจิตที่ “พอใจทุกสภาวะ” และมีความตั้งใจที่จะ “ทำดีทุกขณะ”   สอนให้คนใช้เหตุผลในการพิจารณาว่าควรทำอะไร  ไม่ใช่อาศัยเพียงความอยาก ความชอบ ซึ่งอาจก่อผลเสียต่างๆ ตามมา   

                ทีนี้มาว่ากันถึงผลของงาน .. จะดูอย่างไรว่านโยบายนี้ส่งผลดีต่อสังคมอย่างแท้จริง .. ผลสัมฤทธิ์ของแผนงานสามารถตรวจสอบได้โดยจัดให้มีการประเมินทุกเดือน  โดยการสำรวจดัชนีความสุขของคนกรุงเทพฯ (ทั้งความสุขทางใจและความสุขทางกาย) ซึ่งควรจะต้องสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเกือบเต็ม และคงอยู่เช่นนั้นตลอดไป  ... นอกจากนั้น อาจใช้สถิติการเกิดอุบัติเหตุเป็นตัวชี้วัดหนึ่งด้วยก็ได้  เพราะถ้าคนมีธรรมะในใจ ก็จะรู้ตัว (มีสติ) และไม่ทำอะไรผิดพลาดหรือพลั้งเผลอจนเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุได้

                ขอเน้นอย่างหนึ่งว่า นโยบายข้อนี้ของผม เป็นนโยบายที่ทำได้ทันที   นโยบายอื่นๆ อาจต้องใช้เวลาในการทำให้สัมฤทธิ์ผล แต่การทำใจให้เป็นสุขนี้ ทำได้ทันที ทำได้ทุกขณะ ทำได้ทุกสภาวะ (ยกเว้นตอนหลับหรือขาดสติ)

                การมีธรรมะจะส่งผลดีต่อปัญหาอื่นๆ อีกหลายประการ เพราะนี่คือการแก้ปัญหาจากรากเหง้า หากรากดีแล้ว ต้นไม้ย่อมเติบโตดี  หากคนมีธรรมะที่ดีแล้ว ย่อมปฏิบัติตนได้ดี   ปัญหาเศรษฐกิจก็จะน้อยลง เพราะคนรู้จักใช้จ่ายอย่างพอเพียง  ปัญหาการจราจรก็จะลดลง เพราะคนมีสติในการขับขี่  ปัญหาทุจริตคอรัปชั่นก็จะน้อยลงเพราะคนไม่โลภ  ปัญหาโสเภณีก็น้อยลงเพราะคนไม่หลง  ปัญหาการทะเลาะเบาะแว้งก็น้อยลงเพราะคนไม่โกรธ   ปัญหาเรื่องการศึกษาก็น้อยลง เพราะคนจะตั้งใจเรียนเพราะรู้ว่าการศึกษาหาความรู้คือการทำดี   ปัญหาสุขภาพก็จะน้อยลงเพราะคนจะรู้ตัวว่าสามารถทำดีได้แค่ไหนถึงจะไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ   

                ถึงตอนนี้ ก็หวังว่าหลายท่านคงเข้าใจว่าทำไมผมจึงเห็นว่านโยบายเรื่องธรรมะนี้สำคัญที่สุด   และเมื่อท่านเข้าใจความสำคัญของการปลูกฝังธรรมะแล้ว  ท่านก็ควรต้องพิจารณาอีกหน่อยว่า ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ วันที่ 11 มกราคม 2552 นี้  มีผู้สมัครท่านไหนมั่ง ที่บอกว่าจะเน้นความสำคัญของธรรมะ  มีผู้สมัครคนไหนมั่ง ที่เข้าถึงแก่นธรรม .. พอใจทุกสภาวะ และทำดีทุกขณะ ... หากท่านเลือกผู้นำที่ยังไม่หลุดพ้นจากทุกข์ส่วนตัวและกิเลสต่างๆ แล้ว คงยากที่เขาจะสร้างสังคมที่ปราศจากปัญหาให้ท่านได้ .... หาก กทม. ไม่เน้นส่งเสริมธรรมะแล้ว ต่อให้พัฒนาเมืองได้เจริญเพียงใด ปัญหาสังคมต่างๆ ก็จะยังคงอยู่ต่อไป  ระบบเศรษฐกิจและสิ่งต่างๆ ที่พัฒนาขึ้นมาก็จะยังเสี่ยงต่อการถูกทำลาย .. แก้ปัญหาอย่างไรก็ไม่หมด หากไม่มุ่งแก้ที่ต้นเหตุ

 

นโยบายข้อที่ 2 . คือ คนกรุงเทพจะรักกัน   ไม่มีมนุษย์คนใดทำร้ายกัน     สังคมกรุงเทพจะน่าอยู่และสงบสุข   หรือ น่าอยู่ทุกจุด ด้วยรักบริสุทธิ์มนุษย์โลก

                นี่ก็เป็นข้อสำคัญมากอีกข้อหนึ่ง ปัญหาที่เกิดขึ้นหลายอย่างเกิดเพราะผู้คนไม่รักกัน  คนเราหากรักกันก็จะคุยกันรู้เรื่อง พยายามช่วยกันแก้ปัญหา     ปัญหาหากเกิดขึ้นกับคนที่เกลียดกันนั้น ยากนักที่จะแก้ได้ ต่างจากปัญหาที่เกิดกับคนที่รักกัน หรืออย่างน้อยมีฝ่ายหนึ่งที่รักอีกฝ่ายหนึ่ง

                ความรักในที่นี้หมายถึงอะไร คงต้องขออธิบายกันสักหน่อย ว่ารักในที่นี้หมายถึงความปรารถนาให้ผู้อื่นได้ดี โดยกระทำดีต่อผู้อื่นในระดับที่ไม่เดือดร้อนต่อตัวเอง และไม่ส่งผลเสียต่อผู้นั้น ตลอดจนสังคมโดยรวมด้วย (เช่น การยกยอเกินจริง  หรือ ให้อะไรเขามากเกินไปจนเขาขาดความสามารถในการพึ่งพาตนเอง)

                ทีนี้ก็มาดูกันว่าจะทำได้อย่างไร  ทุกวันนี้เราก็เห็นกันอยู่ว่ามีความขัดแย้งกันอยู่มากมายในสังคม  จะทำให้คนทั้งหมดรักกัน .. ฝันไปหรือเปล่า   .... ไม่ฝันหรอกครับ  ทำได้  เพียงแค่ทำให้ผู้คนรู้ (อย่างถ่องแท้) ว่า  ทำไมเขาถึงควรจะรักผู้อื่น และให้เขาเห็นว่าคนอื่นน่ารัก  แค่นี้เขาก็จะรักผู้อื่นแล้ว

                หลักเหตุผลสำคัญที่จะใช้ในการชี้แจงให้คนรักกัน มี 3-4 ประการ  หนึ่งคือ อย่างที่บอกไปข้างต้น  ถ้าคนรักกันปัญหาก็จะแก้ไขได้  สองคือ คนเรามักบอกว่ารักไม่ลงเพราะฝ่ายตรงข้ามเป็นคนเลว   เราต้องเปลี่ยนความเข้าใจผิดๆ นี้เป็นความเข้าใจที่ถูกต้องว่า แท้จริงแล้วไม่มีใครเป็นคนเลว คนทุกคนไม่ได้เลวโดยสันดาน หากแต่ทำเลวเพราะมีความรู้ที่ผิด  .... ลองคิดดูง่ายๆ ว่า เมื่อทุกคนรู้ว่าเอามือลนไฟแล้วมือจะไหม้ ก็ไม่มีใครเอามือลนไฟ  หรือไม่มีใครกล้าเอานิ้วยัดเข้าไปในปลั๊กไฟที่มีไฟฟ้า ... นั่นแสดงถึงว่า ทุกคนจะไม่ทำเลว หากเขารู้ว่าสิ่งนั้นคือสิ่งที่ผิดและจะก่อความเดือดร้อนให้เขา .. ดังนั้น เราจึงต้องสอนให้เขารู้ความจริงว่า การก่อความเดือดร้อนให้ผู้อื่นคือการก่อความเดือดร้อนให้ตัวเขาเอง .. การทำให้สังคมเดือดร้อนจะทำให้เขาได้รับผลกระทบจากการที่เขาเองก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคม

                ข้อที่สาม การรักผู้อื่นจะทำให้จิตใจเราเองปลอดโปร่งแจ่มใส    สามัญสำนึกของความเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งทำให้คนเราทำอะไรเพื่อตัวเองในระดับหนึ่ง    แต่สติของความเป็นมนุษย์จะทำให้เราได้คิดว่าการปรารถนาดีต่อผู้อื่นด้วยนั้น จะให้สุขทางใจต่อเราได้ในการดำรงชีวิตร่วมกับผู้อื่น

                ข้อที่สี่ คือ เราเป็นมนุษย์ด้วยกัน  ชาติพันธุ์เดียวกัน (คือชาติพันธุ์มนุษย์  สปีชีส์ โฮโม ซาเปี้ยน) เรียนภาษาคนได้เหมือนกัน  มีอารมณ์ความรู้สึกไม่ต่างกัน  ทำไมเราจะต้องเกลียดชังกันเอง  หากมนุษย์ไม่เกลียดชังกัน  ไม่สร้างความเดือดร้อนอะไรให้กันแล้ว  ปัญหาต่างๆ ก็จะน้อยลงมาก  

                ทุกวันนี้ เรายังไม่ได้รณรงค์ให้ผู้คนสำนึกในความเป็นหนึ่งเดียวของมนุษย์มากพอ  จึงทำให้คนเราส่วนใหญ่ยังมีนิสัยแบ่งแยกกลุ่ม ว่านี่กลุ่มของเรา นั่นกลุ่มของเขา     ผมเป็นคนที่เน้นรณรงค์ให้คนทั้งโลกสำนึกในความเป็นหนึ่งเดียวของชาติพันธุ์  และพยายามบอกผู้คนให้ร่วมรณรงค์เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายการรวมทุกประเทศบนโลกเป็นหนึ่งเดียว  ซึ่งเมื่อนั้น มนุษย์จะได้สำนึกในการเป็นชาวโลกเหมือนกัน และร่วมมือร่วมใจพัฒนาโลกด้วยกัน   เห็นมนุษย์ทั้งโลกเป็นเพื่อน ....  กรุงเทพเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากของชาวโลก การช่วยทำให้โลกสงบสุขจึงเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยให้กรุงเทพสงบสุขด้วย 

                ขอชี้แจงเรื่องของการรวมโลกหน่อย  มีบางคนบอกว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้  แต่ผมเห็นว่าเป็นไปได้แน่นอน ถ้าเราทำให้คนส่วนใหญ่ได้สำนึกถึงผลเสียจากการแบ่งแยกประเทศ และผลดีของการรวมโลก .. เปิดเผยผลดีผลเสียออกมาให้ชัดๆ แค่นั้นแหละครับ       และที่สำคัญอีกอย่าง การที่ชาวกรุงเทพฯ และ ชาวไทยเราจะเริ่มรณรงค์ให้เกิดการรวมโลกอย่างจริงจังก่อนที่ประเทศอื่นใดนั้น จะทำให้ชาวไทยเราได้เกิดความภาคภูมิใจที่เรามีความเข้าใจความจริงอันนี้ และมีความตั้งใจที่จะนำพาสภาพชีวิตที่ดีขึ้นมาแก่มนุษย์ทุกผู้คนในทุกประเทศบนโลก ..  เราจะเป็นชาติแรกที่รณรงค์อย่างจริงจังให้รวมโลก และจะมีอีกหลายๆ ชาติร่วมเรียกร้องต่อๆ กันไป ...   มาร่วมเป็นผู้ริเริ่มด้วยกันนะครับ  .. นี่คือบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ที่สุดที่มนุษย์เราในยุคนี้มีโอกาสทำได้ 

                ในการนี้ กทม. จะต้องรณรงค์อย่างจริงจังให้ทุกคนรักกัน  ยิ้มให้กัน  (ใครยิ้มก่อนถือว่าได้สติก่อน)  มีหลายวิธีอีกเช่นกัน ที่จะทำให้คนรักกันมากขึ้นและมากขึ้น  เช่น จัดกิจกรรมมิตรภาพ  กิจกรรมละลายพฤติกรรม  และวิธีการอื่นๆ เหมือนนโยบายข้อที่ 1  

                ตัวชี้วัดสำหรับตรวจสอบความสำเร็จในการรณรงค์ให้คนรักกันอาจใช้สถิติการเกิดอาชญากรรม   คนเราเมื่อรักกันย่อมไม่ก่อภัยอันตรายใดๆ ต่อกัน  อาชญากรรมต่างๆ ย่อมจะต้องลดน้อยลง   กทม.จะตั้งเป้าลดการเกิดอาชญากรรมให้เหลือ 0 กรณีในที่สุด 

                ลองจินตนาการดูนะครับ ... สังคมที่ทุกคนรักกัน    ทำอะไรก็ไม่ต้องหวั่นว่าจะมีใครเกลียดชัง หรืออิจฉาริษยา  เราก็จะดำรงชีวิตอย่างสนุกกับความสวยงามต่างๆ ของโลก และความงดงามในใจคนได้อย่างเต็มที่  ... (วันนี้ ความเกลียดชัง ความไม่ไว้ใจยังมีอยู่ เพราะเรายังไม่ได้บอกสอนอะไรกันจริงจัง หากบังเอิญจะมีใครมาทำร้ายเรา ขออย่าได้เกลียดชังเขา ขอให้คิดว่าเป็นความผิดของเรา ที่ยังไม่ได้เร่งรณรงค์ให้เกิดความรักในหมู่ชาวโลก .... อย่าตอบแทนความรุนแรงด้วยความรุนแรง .... เหตุผลและความรักจะช่วยเปลี่ยนใจมนุษย์ให้ดีขึ้นได้)

                ไตร่ตรองกันสักนิดครับ ว่าผู้สมัครผู้ว่าฯ คนไหนที่จะนำความรักความสามัคคีมาสู่ทุกผู้คนในกรุงเทพได้  ผมเองมีอุดมการณ์ “รักโลกทั้งใบ รักคนทั้งโลก”  มีอุดมการณ์ที่จะทำให้ทุกชีวิตบนโลกมีความสุข   ดังนั้น ผมจะคิดดี ทำดี ปรารถนาดีกับทุกคน  และสามารถปลูกต้นรักในใจทุกผู้คนได้ ด้วยความพยายามอย่างจริงใจและจริงจัง

                มาร่วมกันทำกรุงเทพให้เป็นเมืองหลวงของโลกด้วยกันนะครับ

 

นโยบายข้อที่ 3 . คือ  คนกรุงเทพจะมีส่วนร่วมในการปกครอง    โครงการต่างๆ จะเป็นที่ยอมรับร่วมกัน   หรือ  รับฟังเสียงส่วนใหญ่   ประชาธิปไตยเบ่งบาน

                ประเด็นนี้ ขอชี้แจงหน่อยว่า มันเริ่มมาจากความคิดเกี่ยวกับการรวมโลกของผม ที่มีคนมองว่า ผู้นำโลกหรือประธานาธิบดีโลกจะมีอำนาจล้นฟ้า    ผมต้องขอชี้แจงว่า ระบบการปกครองสมัยใหม่จะไม่เป็นอย่างนั้น ผู้นำไม่ใช่ผู้กุมอำนาจเด็ดขาด  ผู้นำจะต้องเน้นบทบาทเป็นผู้ประสานงาน ผู้รวบรวมความคิดความรู้จากทุกฝ่ายมาให้มากที่สุด และจัดให้มีการให้ความรู้ต่อกันให้มากที่สุด และตัดสินใจตามเสียงส่วนใหญ่  ไม่ใช่ตัดสินอะไรด้วยตัวเอง   เว้นแต่ เรื่องเล็กๆ ที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องให้ผู้นำ (ผู้แทน) ตัดสินใจเองได้เลย ... ผู้นำก็แค่ผู้ทำหน้าที่พัฒนาบ้านเมือง ไม่ใช่คนใหญ่คนโต

                หากผมได้เป็นผู้ว่าฯ ผมจะยึดมั่นการปกครองในแนวทางนี้   ทั้งเนื่องจากความที่

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน United World ชาติโลก

คำสำคัญ (Tags)#กงจักร#ผู้ว่า กทม.#เราชาวโลก#ใช้เหตุผล#ไร้กิเลส

หมายเลขบันทึก: 233285, เขียน: 04 Jan 2009 @ 10:54 (), แก้ไข: 06 Sep 2013 @ 20:06 (), สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 9, อ่าน: คลิก


ความเห็น (9)

เขียนเมื่อ 

อ้าว .. แย่เลยครับ ..

ที่นี่เขียนยาวเกินไปไม่ได้เหรอครับ เนี่ย

ใครสนใจอ่านต่อโปรดตามไปอ่านได้ที่นี่ครับ

http://www.oknation.net/blog/goodjai/2009/01/02/entry-1

สวัสดีค่ะ คุณโก๋

เพิ่งทราบนะคะว่า คุณโก๋ เป็นสมาชิก g2k ด้วย

ไม่บอกกันบ้างเลยนะคะ

เอาใจช่วยนะคะ.

เขียนเมื่อ 

สวัสดี่ปีใหม่ครับ คุณมนต์

ดีใจที่ได้เจอกันที่นี่ด้วยนะครับ

เป็นแฟนคลับอาจารย์เหน่เหมือนกันครับ

ขอบคุณสำหรับกำลังใจครับ

เบอร์ 5555555555555555555 :)

พิษณุ64
IP: xxx.24.135.25
เขียนเมื่อ 

เป็นกำลังใจให้อีคนครับพี่ ผม forest engineering 22 ครับ วันนี้เห็นโปรแกรมมาแถวป้อมปราบฯ ใกล้ที่ทำงาน ออป. ครับ

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณมากครับ ท่านพิษณุ

ต้องขออภัย .. เขียนแผนไว้แล้วทำไม่ได้ .. ไปไม่ถึงป้อมปราบครับ .... สงสัยต้องฝากหาเสียงแถวป้อมปราบฯ ให้แทนซะแล้ว อิอิ

เอก
IP: xxx.26.78.144
เขียนเมื่อ 

หวัดดีครับพี่โก๋

ผมเอกครับ

หลานน้าสมเกียรติครับ

ผมเอาใจช่วย

เต็มที่เลยพี่

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณมากครับ น้องเอก

โชคดีปีใหม่นะครับ

ปล. อย่าลืม "พอใจทุกสภาวะ ทำดีทุกขณะ" ด้วยนะครับ :)

ตั้ม
IP: xxx.24.0.202
เขียนเมื่อ 

วันนี้ผมไปลงคะแนนให้แล้วนะครับ

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณมากครับ .. แต่ละเสียงมีความหมายต่ออุดมการณ์ของเรามากครับ :-)