แม่คะ

 

มีอาจารย์หลายท่านบอกว่าให้ดูแลญาติพี่น้องของเราเหมือนดูแลคนอื่นที่เป็นแขกของเรา (จงดูแลญาติดุจดูแลอาคันตุกะ) ซึ่งต่างจากเมื่อก่อนนะคะ เมื่อก่อนจะแนะนำให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขดูแลผู้ป่วยดุจญาติมิตร พวกเรายังเคยแซวกันว่า หากเป็นญาติของเรา เราก็มักจะไม่ค่อยได้ดูแลหรอก เป็นอะไรนิดอะไรหน่อย ก็ทนๆๆไปก่อน คนไข้เยอะ น่าน้อยใจนะคะ

 

หนูเคยไปฟังบรรยายจากอาจาย์หมอหลายท่าน ก็มักจะพูดในทำนองเดียวกันว่าไม่ได้ดูแลพ่อ-แม่ดั่งที่พ่อ-แม่ตั้งใจส่งให้เรียนแพทย์เผื่อว่าจะได้ดูแลในยามแก่เฒ่า แต่เมื่อจบมาทำงาน แม่อยู่เบตง ลูกไปทำงานที่แม่สะเรียง ดูสิคะว่า หากพ่อ-แม่เจ็บป่วยจะเดินทางกี่วันจึงจะถึงบ้าน แม้ว่าปัจจุบันการเดินทางจะสะดวกก็เถอะ

 

เมื่อเร็วๆนี้ คุณแม่ของคุณหมอที่ทำงานของหนูเสียชีวิต แม่เลือกที่จะไปอยู่กับลูกคนเป็นครู เพราะเห็นว่าคุณหมอยุ่งๆ ทั้งต้องไปอยู่ร้านส่วนตัว และต้องอยู่เวรให้ที่ทำงาน คิดแล้วสงสารลูก เลยไม่อยู่เป็นภาระของลูก พอแม่ไม่สบาย คุณหมอก็เกือบไปไม่ทัน ดีที่แม่ยังรอ

 

เพื่อนของหนูคนหนึ่งเป็นหมอเหมือนกัน แม่ไม่สบายเป็นโรคเลือดออกในสมองไม่รู้สึกตัว แต่ก็ดูแลแม่ด้วยเงินให้น้องให้พยาบาลเฝ้าไข้เป็นคนดูแล

แต่ไม่ต้องพูดถึงคนไกลตัวใช่มั้ยคะแม่ แม้หนูเองก็ยังไม่ค่อยดูแลพ่อเลย เจ็บปวด ก็บอกให้กินพาราเดี๋ยวก็หาย พ่อเลยกินพาราร้อยเม็ดหมดไปไม่ถึงอาทิตย์

 

หนูเห็นด้วยนะคะว่าที่จะต้องดูแล ญาติของเราเหมือนดูแลคนอื่นที่เป็นคนไม่รู้จัก คนที่เราไม่รู้จัก เรามักจะพูดเพราะเสียงหวานและให้บริการอย่างรวดเร็วและเอาใจใส่ หากเป็นญาติก็มักจะบอกว่า รอได้ๆๆๆๆ รอก่อน เพราะญาติพี่น้องเป็นคนกันเอง คุยกันได้ เข้าใจกันได้ และไม่โกรธกันง่าย หรือโกรธก็ให้อภัยกันได้

เพราะฉะนั้นต่อๆๆไป ทุกคนไม่ว่าจะเป็นญาติ เพื่อน คนรู้จัก คนไม่รู้จัก เขาเหล่านั้นก็ล้วนเป็นแขกคนพิเศษที่ต้องรีบเอาใจใส่และให้บริการอย่างเต็มความสามารถ

ง่วงจังค่ะแม่

ลูก

20.39 น. 28 ธ.ค. 51