...

ชีวิตติดหนังสือพาคุณเปิดหน้าตำนานงานหนังสือ CMU Book Fair ค่ะ

  

CMU BOOK FAIR จัดขึ้นปีแรก ในระหว่างวันที่ 23 – 28 กุมภาพันธ์ 2538 (6 วัน) ก่อนหน้านั้นเรามีกิจกรรมส่งเสริมการอ่านที่เรียกชื่อเป็น งานสัปดาห์หนังสือ อยู่ไปอยู่มา กลายเป็นงานวันพบนักเขียน เพราะจัดอยู่วันเดียว ในช่วงเดือนสิงหาคม เดือนใกล้การประกาศผลรางวัลวรรณกรรมยอดเยี่ยม และช่วงนั้นที่ไหนๆ ก็จะชอบจัดกิจกรรมให้คนรักการอ่านพบนักเขียน นักแปล ดารา-นักร้องที่เป็นนักเขียน...ที่ทำงานฉันก็เช่นกัน แถมมีนิทรรศการหนังสือของนักเขียนท่านที่ให้เกียรติรับมาบรรยายมาแสดง และจำหน่ายบริเวณหน้างานเท่านั้นเองค่ะ

 

มาสมัยที่อาจารย์ ดร. ม.ร.ว. รุจยา อาภากร เป็นผู้อำนวยการสำนักหอสมุด ท่านได้ดำริริเริ่มจัดงาน CMU BOOK FAIR ครั้งแรก ในระหว่างวันที่ 23 – 28 กุมภาพันธ์ 2538 (6 วัน) ในปีแรก มีแต่การจำหน่ายหนังสือแบบเงียบๆ อย่างเดียวค่ะ ไม่เอะอะโหวกเหวก เสียงดังสร้างบรรยากาศคึกคักอย่างทุกวันนี้  แต่ในอีกมุมหนึ่งของคอหนังสือจะไม่ชอบ บอกว่าทำลายสมาธิในการพินิจพิจารณาหนังสือ

 

พอมาปีที่สองเริ่มจับกิจกรรมสองช่วงเวลามาผนวกรวมกัน และเลือกช่วงเวลาที่เข้าใจว่าจะมีคนมางานเพราะอากาศเมืองเหนือกำลังดี แถมชนงานช้างอย่างมหกรรมไม้ดอกไม้ประดับ คือในระหว่างวันที่ 8-15 กุมภาพันธ์ 2539 (8 วัน) ซึ่งกิจกรรมบนเวที เชิญนักเขียน นักกวีซีไรท์มาประชันกันสองวันเต็ม คือวันที่ 8-9 ค่ะ ส่วนการจำหน่ายหนังสือก็จัดบริเวณทางเดินเข้าห้องสมุด แบบเงียบๆ เหมือนปีแรก

งาน CMU BOOK FAIR  ยุคแรกๆ  ยังไม่มีชื่อเป็นไทยๆ ค่ะ จนมาลงตัวที่ชื่อว่า งานสัปดาห์หนังสือแห่งปีที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในปีพ.ศ. 2547  พอปีต่อมา รู้สึกว่าชื่อนี้ขัดหลักความจริง เพราะเอาใจผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย*ของงาน ไปขยายวันจนงานเกินสัปดาห์เข้าค่ะ แต่พระพิรุณท่านเห็นคงชอบใจ ท่านลงมาเป็นนักอ่านกับงานของเราด้วย สองปีซ้อน เพราะจัดงานเกินสัปดาห์ค่ะ ฝนตกสองวันสองคืน ก็เลยหาจำนวนวันที่ลงตัว แต่ยังเกิน 7 วันอยู่ดี และนับจากฝนฟ้าไม่เป็นใจกับงาน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จัดงานแต่ละปี ผู้ใหญ่ของงานจึงมีพิธีเรียนแจ้งให้พระพิรุณท่านทราบล่วงหน้าเพื่อร้องขอความเห็นใจจากท่านค่ะ

 

งาน CMU BOOK FAIR  มีวัตถุประสงค์หลักๆ  เพื่อรณรงค์ส่งเสริมให้ นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปในจังหวัดเชียงใหม่ และภาคเหนือตอนบน เห็นถึงความสำคัญของการอ่าน และอ่านหนังสืออย่างต่อเนื่อง ผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีโอกาสพบหนังสือ สิ่งพิมพ์ใหม่ ๆ ได้คัดเลือกด้วยตนเองและสามารถซื้อหนังสือที่มีประโยชน์ในราคาพิเศษ  ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ทราบถึงการเริ่มต้นเป็นนักเขียน โดยเปิดโอกาสให้ได้ฟัง พบปะ พูดคุยกับนักเขียน เพื่อส่งเสริมการอ่านและการใช้ห้องสมุดมากขึ้น อันเป็นการใช้ทรัพยากรห้องสมุดอย่างคุ้มค่า เพื่อสนับสนุนมหาวิทยาลัยในด้านการบริการสู่ชุมชนท้องถิ่นในภาคเหนือ สุดท้ายเพื่อหารายได้สมทบกองทุนพัฒนาสำนักหอสมุด เพื่อนำดอกผลไปเสริมงบประมาณเพื่อพัฒนาห้องสมุดต่อไป

 

แน่นอนค่ะว่ากลุ่มเป้าหมายหรือเรียกให้ทันสมัยก็คือ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของงานนี้ คือ

นักเรียน นักศึกษา  และประชาชนทั่วไปในจังหวัดเชียงใหม่ และภาคเหนือ บุคลากรมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คือ อาจารย์ ข้าราชการ นักศึกษา สำนักพิมพ์ ร้านจำหน่ายหนังสือ

 

มาดูคำนิยามจำกัดความคำว่า ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย กันเล็กน้อยค่ะ

.......คำว่า ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย” (Stakeholders) หมายถึง กลุ่มทุกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหรืออาจได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติการและความสำเร็จขององค์กร ตัวอย่างของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สำคัญ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรวมถึงลูกค้า บุคลากร คู่ค้า คู่ความร่วมมือ คณะกรรมการกำกับดูแล ผู้ถือหุ้น ผู้ส่งมอบ ผู้เสียภาษี องค์กรที่ดูแลกฎระเบียบ ผู้กำหนดนโยบาย ผู้ให้ทุนดำเนินงาน และชุมนุมในท้องถิ่นและสมาคมวิชาชีพ

(จากเอกสารประกอบเรื่องเกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งชาติเพื่อองค์กรที่เป็นเลิศ ปี 2550  หน้า 123 น้าอึ่งอ๊อบให้เอกสารมาค่ะ)

 

 

ต่อตอนหน้านะคะ...14 ปีแห่งความหลังและทีมงาน