ไม่ได้บันทึกโรคติดต่อและโรคติดเชื้อนานแล้วคะ

มัวแต่เศร้าใจเจ้าหมากันตังตายไป ไม่รู้จะเล่าอะไรดี

ขอเล่าเรื่องที่เกิดจากสัตว์นะคะที่กำลังเป็นประเด็นให้

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและ อสม. ทำงานหนักเพิ่มขึ้น

หน้าหนาวแล้ว ไข้หวัดนกเริ่มจะมาเยือนรอบใหม่

ให้ระวัง นะคะ ถ้ามีสัตว์ปีกป่วยตายผิดปกติในพื้นที่แจ้งปศุสัตว์

และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข อย่าสัมผัสสัตว์ปีกที่ป่วยตายด้วยมือเปล่านะคะ

ใส่ถุงพลาสติกหรือถุงมือ ถ้ามีอาการไข้สูง ไอ หายใจหอบ ต้องมาพบแพทย์

 

     อย่านำไก่ที่ป่วยตายมารับประทานนะคะ  

 ปรุงอาการจากสัตว์ปีก ขอให้ปรุงให้สุก 

ไข้หวัดนกรอบใหม่นี้ ขอภาวนาอย่าให้เกิดการระบาดเลยคะ

งานจะเข้าอีกหลายอย่าง

ตอนนี้กำลังทำโครงการเตรียมความพร้อมอยู่คะ

จะจัดอบรม วันที่ 11 ธันวาคม 2251 ส่งท้ายปีเก่า ปีใหม่ 52

ซ้อมแผนบนโต๊ะ  เตรียมรับการระบาด

โรงพยาบาลกำลังจะปรับปรุงห้องแยกโรคที่รับผู้ป่วยไข้หวัดนก

กำลังดำเนินการในอีกหลายขั้นตอน นะคะ  

 

 

ขอบคุณภาพสวยๆ จาก http://images.google.co.th/images?gbv 

 

เนื้อหาวิชาการที่ค้นพบ นำมาฝากคะ เป็นบทความที่น่าสนใจ  

ไข้หวัดนกเริ่มมีการระบาดครั้งแรกที่ประเทศฮ่องกงในปี พ.ศ.2511 หลังจากนั้นในปี 2547 นักวิทยาศาสตร์ก็ให้ความสนใจกับโรคนี้เป็นอย่างมาก เนื่องจากมีการระบาดใหญ่ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อสัตว์ปีกเป็นจำนวนมาก เชื้อไข้หวัดนกนั้นมีหลายสายพันธุ์แต่สายพันธุ์ที่นักวิทยาศาสตร์ให้ความสนใจมากที่สุด คือ สายพันธุ์ H5N1 เนื่องจากเป็นไวรัสที่เกิดการกลายพันธุ์ได้ง่าย และสามารถติดต่อจากสัตว์ปีกมาสู่คนและก่อให้เกิดการติดเชื้ออย่างรุนแรงในคน แม้ว่าในขณะนี้จะยังไม่พบว่ามีการแพร่เชื้อไข้หวัดนกจากคนสู่คน แต่เนื่องจากเชื้อไข้หวัดนกสายพันธุ์นี้มีความสามารถในการกลายพันธุ์สูง การควบคุมโรคจึงมีความจำเป็นมากโดยขณะนี้มีผู้ป่วย และเสียชีวิตด้วยโรคไข้หวัดนกกระจายอยู่ทั่วภูมิภาคของโลก จึงถือได้ว่าเป็นวิกฤตการณ์ที่น่ากลัวทีเดียว

ภาพที่1 แสดงการติดต่อของโรคไข้หวัดนก และอาการของไก่ที่เป็นโรค

ภาพที่1 แสดงการติดต่อของโรคไข้หวัดนก และอาการของไก่ที่เป็นโรค

 

จากปัญหาการระบาดของไข้หวัดนกสู่คน นักวิจัยกลุ่มหนึ่งจากมหาวิทยาลัย East Tennessee State Harvard’s Brigham และ Women’s Hospital จึงได้ทำการทดลองโดยอาศัยนาโนเทคโนโลยีเพื่อจะทำให้การระบาดของโรคไข้หวัดนกลดลง นักวิทยาศาสตร์จึงได้พัฒนาลิโปโซม (Liposome) ซึ่งมีโครงสร้างที่ประกอบด้วยไขมัน และเป็นที่รู้กันว่ามีคุณสมบัติพิเศษที่สามารถนำมาใช้ในการนำส่งสารอาหารเข้าสู่ผิวได้ดี แต่ในกรณีนี้นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการบรรจุสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidants) และสารต้านไวรัสไว้ภายใน โดยนักวิจัยจะลดขนาดลิโปโซมให้เล็กลง โดยมีขนาดประมาณ 25 ถึง 50 นาโนเมตร ซึ่งจะช่วยตัดกำลัง และทำให้ไวรัสไม่สามารถสร้างหรือจำลองตัวเองเพื่อเพิ่มจำนวนได้ ทำให้การรักษาผู้ป่วยมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ภาพที่ 2 แสดงลักษณะของลิโปโซม

 

ภาพที่ 2 แสดงลักษณะของลิโปโซม

การนำส่งยาที่ประกอบด้วยสารต่อต้านไวรัส และ สารต้านอนุมูลอิสระ จะช่วยให้การจำลองตัวเองของไวรัสภายในร่างกายลดลง Mr. Milton Smith ประธานของบริษัท Amaox กล่าว
ย้อนไปในปี 1992 บริษัท Amaox ก่อตั้งขึ้นจากนักวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับการใช้ลิโปโซมในการรักษาโรค ปัจจุบันสถาบันสุขภาพแห่งสหรัฐอเมริกา (National Institutes of health) ได้เข้ามาให้ทุนสนับสนุนการทดลองที่เกี่ยวกับการรักษาไข้หวัดนกแก่มหาวิทยาลัย Utah เพื่อทำการทดลองในสัตว์ และในคน ซึ่งทีมวิจัยส่วนใหญ่ได้รับการสนับสนุนทุนจาก กรมป้องกันภัยแห่งชาติ (Department of Defense) ซึ่งให้การสนับสนุนการทดลองใช้ลิโปโซมในการรักษา และป้องกันการใช้ก๊าซมัสตาสต์ และ เชื้อแอนแทรกซ์

เมื่อพูดถึงสารอนุมูลอิสระเรามักจะคิดถึงการบริโภคเข้าไปในแง่ที่เป็นสารประเภทเดียวกันกับวิตามิน แต่เมื่อใช้ลิโปโซมขนาดเล็กในการเป็นพาหะนำส่งสารเหล่านี้ ก็จะสามารถเปลี่ยนจากการบริโภคเป็นการฉีด หรือการสูดดมเพื่อให้เข้าสู่ร่างกายได้ และเมื่อเปลี่ยนแปลงวิธีการนำส่งยาในรูปแบบอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากการบริโภค นักวิจัยพบว่าร่างกายสามารถดูดซึมยาได้มากขึ้น และสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของยาได้ดีกว่าเดิม เนื่องจากการบริโภคยาจะต้องผ่านกระเพาะอาหารทำให้ความสามารถในการดูดซึมยาลดลง

ภาพที่ 3 การแพร่กระจายของเชื้อไข้หวัดนกทางการหายใจ และการเข้าสู่เซลล์ร่างกาย

ภาพที่ 3 การแพร่กระจายของเชื้อไข้หวัดนกทางการหายใจ และการเข้าสู่เซลล์ร่างกาย

ในกรณีการติดเชื้อบริเวณทางเดินหายใจจะเกิดขึ้น เมื่อเชื้อไวรัสเข้าสู่ปอด ไวรัสจะจับกับเซลล์ และเกิดการอักเสบ ซึ่งจะทำให้เกิด ภาวะ Oxidative stress ซึ่งก็คือสภาวะที่ร่างกายมีอนุมูลอิสระมาก จนร่างกายไม่สามารถสร้างสารต้านอนุมูลอิสระได้ทำให้เกิดการทำลาย ดีเอ็นเอ และองค์ประกอบต่าง ๆ ของเซลล์ Mr. Bill Stone แห่ง James H. Quilen College of Medicine ใน Johnson City รัฐ Tennessee ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มศึกษาและทำการทดลอง กล่าวว่าเชื้อไวรัสจะใช้ภาวะ Oxidative stress นั้นในการจำลองตัวเอง ดังนั้นในสภาวะดังกล่าวจึงเป็นเหตุใหญ่ที่ทำให้เกิดการติดเชื้อหรือการแพร่กระจายเชื้อที่รุนแรง ทั้งนี้การติดเชื้อไข้หวัดนก และเชื้อซาร์ส (SARS) ก็ล้วนเกิดขึ้นสภาวะเดียวกัน Mr. Stone ได้เสนอสมมุติฐานจากการวิจัยว่า ถ้าเราสามารถนำสารต้านอนุมูลอิสระเข้าสู่ปอดได้โดยตรง ด้วยวิธีการพ่นละอองยาเข้าไป สารต้านอนุมูลอิสระที่ประกอบด้วย Glutathione และวิตามิน อี จะช่วยให้สภาวะ Oxidative stress ลดลง ส่งผลให้ไวรัสไม่สามารถจำลองตัวเองได้ รวมถึงยับยั้งเชื้อไวรัสไม่ให้เข้าสู่เซลล์ร่างกาย และถ้าหากว่าสมมุติฐานดังกล่าวนั้นถูกต้อง ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีอีกทางสำหรับการรับมือกับเชื้อไข้หวัดนก เมื่อเปรียบเทียบกับการผลิตวัคซีนเพื่อใช้ในการต้านเชื้อไวรัสที่มีการกลายพันธุ์อย่างรวดเร็ว เพราะเมื่อต้องการผลิตวัคซีนจำเป็นจะต้องฉีดแอนติเจนที่มีความเฉพาะเจาะจงกับสายพันธุ์ไวรัสชนิดนั้น ๆ ซึ่งหากไม่ใช่หรือมีการกลายพันธุ์เกิดขึ้นการฉีดวัคซีนก็จะไม่ได้ผล

นักวิจัยเชื่อว่าการอักเสบของร่างกาย และการติดเชื้อมีความสัมพันธ์กันซึ่งถ้าหากการนำส่งยาวิธีนี้ได้ผล จะสามารถป้องกันการติดเชื้อทางระบบทางเดินหายใจได้ โดยสามารถป้องกันเชื้อไวรัสสายพันธุ์ H5N1 และสายพันธุ์อื่น ๆ ที่เป็นสาเหตุของเชื้อไข้หวัดนกที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้ได้

ภาพที่ 4 แสดงภาพการติดเชื้อในทางเดินหายใจ และรูปร่างของเชื้อไวรัส H5N1

ภาพที่ 4 แสดงภาพการติดเชื้อในทางเดินหายใจ และรูปร่างของเชื้อไวรัส H5N1

Mr. Smith เน้นการทำงานเป็นทีมโดยมีนักวิทยาศาสตร์อื่น ๆ ร่วมทำงานด้วย นักวิทยาศาสตร์ที่ร่วมทำงานเช่น Ken Alibek ซึ่งทำงานเกี่ยวกับอาวุธชีวภาพของรัสเซีย Keith Crawford แห่ง Brigham และ Women’s Hospital รวมทั้ง Peter Ward จากมหาวิทยาลัย Michigan

แม้ว่าในปัจจุบันลิโปโซมถูกนำมาใช้ในทางยาไม่มากนัก แต่ก็เป็นที่รู้จักในกลุ่มนักวิจัยซึ่งพยายามจะลดผลข้างเคียงในการใช้เคมีบำบัดเพื่อรักษามะเร็งเต้านม จากการใช้ยา Adriamycin โดยได้ผลิตในชื่อว่ายา Doxil โดยบรรจุยาไว้ภายในลิโปโซม และพบว่ายาชนิดใหม่นี้จะมีการปลดปล่อยอย่างช้า ๆ สู่ร่างกายทำให้เกิดผลดีมากในการต้านมะเร็ง และช่วยทำให้ผลข้างเคียงในการใช้ยาลดลง ส่วนนักวิจัย ที่มหาวิทยาลัย Case Weatern Reserve และ Copernicus Therapeutics ได้พัฒนาลิโปโซมขนาด 25 นาโนเมตรเพื่อทดลองนำส่ง DNA เพื่อนำไปในการทดลอง รักษาโรค ซิสติกไฟโบรซิส (Cystic fibrosis) ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของ DNA ซึ่งเป็นสาเหตุให้เยื่อเมือกในปอด และทางเดินหายใจ ผลิตเมือกออกมามากเกินไปจึงเกิดภาวะการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจได้ง่ายกว่าคนปกติ (โรคนี้เป็นโรคทางพันธุกรรมที่พบได้น้อยมากในคนไทย) ซึ่งลิโปโซมที่มี DNA บรรจุอยู่นี้มีขนาดเล็กมากพอที่จะผ่านเข้าไปในรูของเยื่อหุ้มนิวเคลียส เพื่อนำชิ้นส่วน DNA ที่ปกติเข้าไปทดแทนส่วนของ DNA ที่ผิดปกติเพื่อรักษาต้นเหตุของโรค

ภาพที่ 5 ภาพแสดงการฉีดพ่นวัคซีนเข้าทางจมูก เพื่อนำยาเข้าสู่ปอด

ภาพที่ 5 ภาพแสดงการฉีดพ่นวัคซีนเข้าทางจมูก เพื่อนำยาเข้าสู่ปอด

Mr. Smith กล่าวว่า เป็นไปได้ที่จะสามารถทดลองตามทฤษฏีเหล่านี้ และรายงานผลการทดลองจากห้องทดลองได้ในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ และถ้าหากได้รับอนุญาตให้ทดลองกับสัตว์ การทดลองขั้นนี้จะใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่เดือน และถ้าหากเกิดการระบาดของไข้หวัดนกอย่างรุนแรง จริง ๆ โดยทางทฤษฎีจะใช้เวลาน้อยกว่า 2 ปีในการผลิตยาออกมาใช้จริง อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติการผลิตยา และการได้รับอนุญาตการทดลองแต่ละขั้นจำเป็นจะต้องใช้ระยะเวลานานกว่านั้น ซึ่งถ้าหากว่าไข้หวัดนกเกิดการระบาดจากคนสู่คนอย่างรุนแรงขึ้น เราคงต้องเร่งพัฒนายาอย่างรวดเร็วเพื่อยับยั้งการระบาดไม่ให้ขยายวงกว้างจนไม่สามารถรับมือหรือป้องกันได้

แหล่งข้อมูลอ้างอิง และภาพประกอบ
www.smalltimes.com
www.Influenza-pandemic.com
www.bird-flu-masks.co.uk
www.fki.uu.se
www.rkm.com.au

บทความโดย เวฬุรีย์  ทองคำ  ศูนย์ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่