เฮาเป็นไผ...สูฮู้บ่...

       จบม.๓ เพื่อนชวนไปเรียนวิชาการหนังสือพิมพ์ อยากเป็นนัก น.ส.พ. แต่เพื่อนบอกเสร็จมันไม่ไปสมัคร เราสมัครคนเดียว เรียนได้หกเดือนพ่อเรียกตัวกลับ ช่วงนั้นไปอยู่บางโพกับญาติอีกคนหนึ่ง อยู่บ้านช่วยขายของ ขายเทป เครื่องไฟฟ้า ไปตามเรื่อง พ่ออยากให้เรียนสายวิทย์ แต่เราไม่ชอบ เราชอบสายศิลป์ก็เลยแอบไปสอบเข้าโรงเรียนสตรีภูเก็ต วันไปสอบไปนอนบ้านญาติ ตื่นเช้าขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัวเสร็จเห็นที่โต๊ะมีข้อสอบเก่าของโรงเรียนสตรีฯที่ญาติเรียนอยู่วางอยู่บนโต๊ะ หยิบมาอ่านเล่นๆทุกวิชาที่วางอยู่  ดูเฉลยไปด้วย พอเข้าห้องสอบ โอ..แม่เจ้า...มันเป็นข้อสอบที่อ่านเมื่อเช้าจำได้ทั้งนั้นเลย ผลสอบออกมาได้ที่ ๒๘ โอ๊ะๆๆ

        เรียนสตรีภูเก็ตหุ่นดีมากๆ สาวๆกรี๊ด สาวแซวจนขาขวิด เป็นเชียร์ลีดเดอร์ด้วยขอบอก อ้อ..สมัยนั้นพ่ออ่านฟ้าเมืองไทย บอกให้เราลองเขียนบทความสั้นๆส่งไปให้อาจินต์ ปัญจพรรค์ อ่าน อาจินต์ เอาเรื่องที่เขียนไปลงด้วย ได้เงินมา ๑๐๐ บาทมั๊งถ้าจำไม่ผิดเพราะมันนานเต็มทีแล้ว  ตื่นเต้นดี  ที่สตรีภูเก็ตก็คิดอยากทำวารสารของห้อง วาดหน้าปกเอง เขียนการ์ตูนเอง หาเรื่องมาลงเอง ทำเองด้วยมือทั้งเล่ม และยังมีเพื่อนช่วยเขียนแซวเพื่อนในห้อง เพื่อนต่างห้องด้วย เป็นที่ฮือฮามาก ครูประจำชั้นชมเปาะว่าครูนึกว่าเอาหนังสือวารสารมาอ่านกัน นี่วาดเองหรือ ทำให้ห้องผมดังมากเพราะห้องอื่นก็อยากอ่านว่ามีการแซวเพื่อนข้ามห้องด้วย ผมเป็นเด็กม.ศ.๔ ที่ประธานนักเรียนชั้น ม.ศ.๕ เชิญไปอยู่ในกองบรรณาธิการทำหนังสือของโรงเรียนด้วย อิอิ

        ที่สตรีภูเก็ต รู้สึกต้องชะตากับท่านผู้อำนวยการตอนนั้นท่านเป็นครูใหญ่ ท่านเมตตาผมมาก สอนให้ผมรู้จักการกราบผู้ใหญ่ตอนวันไหว้ครู  จนกระทั่งต่อมาท่านเกษียณอายุราชการ และผมได้ย้ายมารับราชการที่ภูเก็ตก็แวะเวียนไปเยี่ยมท่านเสมอ ผมเป็นนักเรียนชายที่ไปเยี่ยมท่านบ่อยที่สุด บางวันท่านเหงาท่านถามว่าวันอาทิตย์ว่างไหม มานั่งคุยกับครูหน่อย ผมก็จะซื้อขนมนมเนยไปทานที่บ้านท่านคุยกับท่านตั้งแต่เที่ยงยัน ๖ โมงเย็นท่านไม่ยอมนอนพักผ่อนตอนเที่ยง  เพราะท่านบอกว่าบัณฑูรเก็บเรื่องราวได้ดี ท่านจึงอยากเล่าไว้เพราะถ้าสิ้นท่านไปแล้วหลายเรื่องคนจะไม่รู้  เช่น ท่านเป็นคนร่างหลักสูตรวิทยาลัยครูภูเก็ต  ท่านเป็นแม่งานในการรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินี ด้านการแสดงถวายการต้อนรับ เรื่องในโรงเรียน เรื่องการสร้างอาคาร  เมื่อครบ ๙๐ ปีสตรีภูเก็ต ใครไปเชิญท่านให้ไปร่วมงานท่านก็ปฏิเสธ ครูเก่าผมบอกว่ามีบัณฑูรคนเดียวที่จะทำได้ ส่งผมไป  ผมไปพูดอ้อนวอนท่านก็บอกว่าอย่าให้ครูไปเลย ให้เป็นเรื่องของผู้อำนวยการท่านใหม่เขาเหอะ  ผมกราบท่านเรียนว่า โรงเรียนครบ ๙๐ ปีทั้งที ถ้าอาจารย์ไม่ไปร่วมทำบุญตักบาตรกับลูกศิษย์แล้ว งานจะมีคุณค่าได้อย่างไร  ท่านหัวเราะ เออ..มันช่างพูด ..๘ โมงบัณฑูรมารับครูที่บ้านนะ  ถึงวันงานพอรถผมมาจอดที่โรงเรียน ท่านก้าวลงจากรถ ครูเก่าหลายท่านยืนยกนิ้วหัวแม่มือให้ผม วันนั้นศิษย์เก่าโรงเรียนสตรีภูเก็ตมีความสุขมาก...

        สมัยเรียนที่สตรีภูเก็ตผมเป็นกลุ่มผู้นำม๊อบต่อต้านอาหารโรงเรียน สมัย ๑๔ ตุลา ก็เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้นำม๊อบไปชุมนุมกันที่สะพานหิน เป็นเป็นกลุ่มผู้นำม๊อบไล่ผู้ว่าราชการจังหวัดในสมัยนั้น ทั้งที่ไม่รู้เลยว่าไปไล่ท่านทำไม แต่สถานการณ์พาไปนักเรียนโรงเรียนต่างๆเดินขบวนแห่มายืนตะโกนเรียกโรงเรียนสตรี พวกผมก็ประชุมกันในที่สุดก็พากันออกไป พอไปถึงสะพานหิน เขาก็ให้ตัวแทนแต่ละโรงเรียนขึ้นไปพูดขับไล่ผู้ว่าฯ พอถึงคิวโรงเรียนสตรีพวกก็ถีบผมขึ้นไป แล้วผมจะด่าอะไรได้ที่ไปก็ไม่รู้ข้อมูลเลยว่าผู้ว่าฯทำชั่วอะไร แต่ขึ้นก็ขึ้น ผมพูดว่า ผมมาจากโรงเรียนสตรี เด็กที่นี่มีแต่เด็กเรียบร้อย ด่าคนไม่เป็น เสียงเฮ..... แต่เรามีความเห็นเหมือนทุกคนที่อยู่ที่นี่ ด่ายังไงเราก็ด่ายังงั้นแหละ เฮ..(เริ่มกะล่อนเป็นแล้ว อิอิ).........รุ่งเช้า ท่านผู้อำนวยการเรียกไปพบ ผมนึกว่าโดนแน่แล้วเรา แต่ผิดคาดท่านให้ผมนั่งแล้วชมว่า เมื่อวานบัณฑูรทำหน้าที่ดีมาก โรงเรียนก็ไม่เสีย ได้ใจม๊อบด้วย....เฮ้อ....

ผมรู้สึกว่าครูบาอาจารย์แต่ละท่านให้ความเมตตาผมทุกท่าน ผมจึงรักโรงเรียนแห่งนี้มาก  อาจารย์ภาษาไทยจะให้เราเลือกละครจากหนังสือวรรณคดีไทยมาแสดงกันเอง แต่ละห้องจะไม่ซ้ำกัน เราเขียนบทกันเอง กำกับกันเอง จึงทำงานกันสนุกสนาน พอสิ้นปีเอาตัวละครเด่นๆแต่ละห้องมาแสดงร่วมกันบนเวทีใหญ่ ผมแสดงเป็นพระเวศสันดร แสดงละครจบต้องหนีแทบตายเพราะกระเทยตามเป็นฝูงใหญ่ ฮ่าๆๆ

        จบม.ศ.๕ พวกเราก็เหมารถไปกรุงเทพฯ สอบเอนทรานซ์ไม่ได้ เพื่อนๆผู้ชายที่ไปจากภูเก็ตนัดหมายกันไปเรียนกฎหมายที่รามคำแหงกันเกือบสิบคน พอเอาเข้าจริงสมัครเรียนนิติศาสตร์เพียง ๔ คน ขณะนี้เป็นอัยการสองคน อยู่การไฟฟ้าฝ่ายผลิต ๑ คน อีกคนไม่จบหันไปเรียนรัฐศาสตร์ ที่เหลือมันเรียนรัฐศาสตร์กันเดี๋ยวนี้เป็นเซลแมน เป็นเจ้าของกิจการกันเป็นแถวๆ ระหว่างเรียนรามคำแหง สโมสรไลออนส์มีโครงการเข้าค่ายเยาวชนที่เมืองโตซานโซ ประเทศญี่ปุ่น พ่อถามว่าอยากไปไหม ตอบว่าอยากไป พ่อจึงให้ไปทั้งๆที่พ่อไม่เคยไปญี่ปุ่นมาก่อน  ที่นั่นได้เห็นโลกกว้างมากมาย ได้เห็นสิ่งที่คนไทยอีกหลายคนไม่เคยเห็น ความคิดอ่านของเราจึงก้าวหน้ากว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน

        ถ้าถามว่าเรียนเก่งไหม ตอบได้เลยว่าไม่ได้เรื่อง เพราะเวลาเรียนไม่เรียน มัวอยากจะเล่นดนตรี แต่พอจะสอบจะอ่านหนังสืออย่างเอาเป็นเอาตาย แถมมีสมาธิดีตอนมีเสียงรอบตัว อ่านหนังสือบนรถเมล์นี่จำได้ดีมาก ส่วนใหญ่จะอ่านสามวันก่อนสอบ อิอิ อย่ามาเอาอย่างผมเป็นความสามารถเฉพาะตัว ห้ามลอกเลียนแบบ จบปริญญาตรีด้วยเกรด ๒.๒๖ เท่านั้น สมัยสอบเนติบัณฑิต รับปากกับพ่อว่าจะเรียนให้จบภายใน ๓ ปี ผมแต่งงานมีครอบครัวก่อนจนกระทั่งได้ลูกชาย ตั้งชื่อว่า เนติกร ชื่อเล่นชื่อ เนติ์ พ่อก็ทวงคำสัญญา บอกกับพ่อว่าผมต้องทำได้ (คำว่า ต้องก็จำเป็นนะท่าน..อิอิ) แล้วผมก็อ่านหนังสืออย่างจริงจัง ผมอ่านหนังสือ ๑๕ วันก่อนสอบ อ่านทั้งวันทั้งคืน ง่วงตอนไหนหลับตอนนั้น ตื่นตอนไหนอ่านหนังสือทันที แต่ตรวจสอบข้อสอบเก่าว่ามาตราไหนที่เคยออกข้อสอบบ่อย คำพิพากษาฎีกาไหนที่วินิจฉัยแปลกๆ  จำได้ ตอนนั้นความจำดีมาก และผมก็ทำสำเร็จ

ตอนสอบอัยการก็เหมือนกัน ตั้งมั่นว่าจะต้องสอบทีเดียวได้ เพื่อครอบครัว(เห็นไหม ผมใช้คำว่าต้อง อีกแล้ว แต่ใช้กับตัวเองครับ อิอิ) ผมอ่านตำราหลายเล่ม ตอนนั้นแม่นกฎหมายมาก ใครถามอะไรตอบเป๊ะๆเลย  ประกาศผลสอบออกมาดีใจกันยกใหญ่เพราะสอบได้และบรรจุรุ่นแรก (พวกผมบรรจุถึง ๓ รุ่น กว่าจะหมด)

ระหว่างเป็นอัยการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์มาเปิดสอนที่ภูเก็ต ก็เลยไปสมัครเรียน ตอนสอบสัมภาษณ์อาจารย์ถามว่า เป็นนักกฎหมายอยู่ดีๆทำไมมาเรียนบริหาร ผมตอบว่า สำนักงานอัยการสูงสุดมีนักกฎหมายเยอะ แต่นักบริหารน้อย ผมอยากเป็นนักบริหาร จึงอยากมาเรียน กับเหตุผลประการที่สอง อยากเรียนให้ลูกดูว่าผมสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต และเมื่อพ่อจบปริญญาโท ลูกเรียนจบปริญญาโทก็ถือว่าเท่ากับพ่อ แต่ถ้าลูกเรียนจบปริญญาเอก ลูกก็จะเป็นอภิชาตบุตร  อาจารย์เลยไม่ถามเรื่องอื่นเลย ผ่านง่ายๆเลย  อิอิ

 ตอนเรียนปริญญาโท อ่านหนังสือแทบเป็นแทบตายสอบได้ B ก็เลยไม่อ่านคอยฟังเพื่อนติว คุยแสดงความคิดเห็น ผลออกมาได้ A- มั่ง A มั่ง B+ มั่ง  จบด้วยเกรด ๓.๔๖ ไม่มีสิทธิเรียนปริญญาเอก อิอิ แต่พอแล้ว..ไม่เรียนแล้ว เรียนรู้จากหนังสือ จากบล็อก และมาเรียนกับลุงเอกดีกว่า...

ถอดบทเรียนชีวิต

        ๑.พ่อแม่เป็นผู้ชี้นำทางให้เราได้เป็นอย่างดี ถ้าพ่อแม่ไม่ทำตัวอย่างที่ดี ลูกไม่มีทางดีได้

        ๒.ความมีน้ำใจกับผู้คน ถ้าพ่อแม่แสดงให้เห็นอยู่เป็นประจำ ลูกจะซึมซับมาเอง

        ๓.ครูบาอาจารย์เข้าใจลูกศิษย์ จะทำให้ลูกศิษย์เคารพในความเป็นครูและรักสถาบัน

        ๔.การเรียนหลายแห่ง สร้างสมประสบการณ์สำคัญกับการอยู่ร่วมกันในสังคม

        ๕.การมอบหมายหน้าที่รับผิดชอบตั้งแต่เล็ก จะทำให้เขารู้จักรับผิดชอบต่อตัวเองและสังคม

        ๖.การไปทัศนศึกษาทำให้เขามองโลกกว้างขึ้นมากกว่าคนที่ไม่ได้ไปเห็น ทำให้มีทัศนคติที่ดี

        ๗.การมีรายได้ระหว่างเรียนจะทำให้เขารู้จักค่าของเงิน

        ๘.เดินตามผู้ใหญ่โดยไม่สนใจรอบข้าง หมาไม่กัดผู้ใหญ่แต่มันจะย่องมางับน่องเรา

        ๙.การตามกระแสบางครั้งไม่เกิดประโยชน์อะไรเลยหากเราไม่รู้ความจริง

        ๑๐.การทำอะไรก็ตามถ้ามีความตั้งมั่นแล้ว ทุกอย่างจะสำเร็จ

        ๑๑.วิชาการกินไม่ได้ วิชากินเอาชีวิตรอดได้ เด็กยุคใหม่ต้องเรียนทั้งวิชาการและวิชากิน เพราะภัยธรรมชาติเกิดบ่อยมาก

        ๑๒.คำว่า ต้อง ใช้ได้กับตัวเอง แต่อย่าไปใช้กับคนอื่น

         ถึงตอนนี้ยังไม่รู้ว่าควรจบดีไหม ยังตัดสินใจไม่ถูก อิอิ