ผมเติบโตมากับครอบครัวพ่อค้า ที่พ่อพยายามสอนให้เราตื่นแต่เช้า เป็นเด็กที่มีวินัย รู้จักความรับผิดชอบทั้งต่อตัวเองและสังคม ตอนเรียนชั้นประถมมีหน้าที่ทำความสะอาดร้านก่อนไปโรงเรียนซึ่งจะได้ค่าทำความสะอาดเดือนละ ๓๐ บาท กลางคืนช่วยแม่ขายขนม ตอนเช้าไปส่งขนมขายตามร้านกาแฟ เลิกเรียนมาเก็บตังค์ เสาร์อาทิตย์อาจจะต้องไปขายน้ำแข็งใส่น้ำหวานสีแดง เขียว ส้ม เป็นถุงๆ ทำกันตอนกลางคืน ผมกับพี่และน้องมีหน้าที่ผูกถุงและเอาไปเรียงในตู้เย็น บางวันก็ต้องไปขายผักโขมที่แม่เอาเมล็ดหว่านไว้หลังบ้านต้นโตอวบงามมาก การทำงานตามหน้าที่และการมีรายได้จะสอนให้เด็กรู้จักค่าของเงิน

        แม่จะสอนเรื่องทำกับข้าว ทำขนมจีน ทำขนมหลายอย่าง ผมชอบไปช่วยแม่แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้ทำนานแล้วจึงลืมไปหมด แถมยังได้เห็นการทำขนมจีนสมัยก่อนกว่าจะได้กินขนมจีนไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่เหมือนเดี๋ยวนี้ อยากกินขนมจีนก็มีขายไปทั่ว หรือหากจะทำขนมจีนกินกันเองก็ทำแต่น้ำยา เส้นก็ไปซื้อเอา  แต่สมัยก่อนต้องเอาแป้งมาโม่ก่อน แล้วหมักเอาไว้ค้างคืน  จากนั้นเอาไปต้ม แล้วตำ  เอามาใส่ที่บิดจนออกมาเป็นเส้น ลงน้ำเย็น แล้วเอามาจับเป็นจับๆ  กระบวนการมันไม่ง่ายเลย  พอทำน้ำแกง ก็ต้องตำเครื่องแกง ขูดมะพร้าว คั้นน้ำกะทิ ต้มปลา เอาเนื้อปลามาตำปนกับเครื่องแกง แล้วจึงเอาไปแกง เคล็ดลับของแม่อยู่ที่ไม่ทิ้งน้ำมะพร้าว เอามาคั้นกะทิจะได้น้ำกะทิที่มันอร่อย วิชาการกินไม่ได้ แต่วิชากินช่วยให้ชีวิตอยู่รอดได้

        พ่อสอนให้ผมได้รู้จักโลกกว้างพาผมไปกรุงเทพฯตั้งแต่อายุ ๓ ขวบเพื่อไปผ่าตัดปลิ้นหนังตาล่าง เพราะขนตาล่างมันงอกเข้าในทำให้ตาแฉะมีขี้ตาบ่อยๆ  ตอนนั้นได้ขึ้นรถราง ได้ขึ้นรถไฟ ที่จำได้เพราะมีภาพที่พ่อถ่ายไว้ พ่อสนับสนุนให้ถ่ายภาพ เพราะภาพถ่ายจะบันทึกเรื่องราวที่เป็นประวัติศาสตร์ของเรา เป็นบันทึกอย่างดี

        ตอนเจ็ดขวบ ไปผ่าตัดทอนซิล ได้เที่ยวกรุงเทพอีกแล้ว ทำให้ผมได้เห็นความเจริญมากกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันอย่างเทียบกันไม่ได้ ได้ไปสถานเสาวภา ไปสวนสัตว์ดุสิต ได้นั่งรถบัสจากโคกกลอยไปกรุงเทพ ได้เห็นว่าเส้นทางสมัยก่อนบางตอนต้องใช้ช้างลากรถ หรือไม่ก็ต้องใช้รถอีกคันลากขึ้นไป แถมนั่งรถกินฝุ่นหัวแดงไปหมด ตอนไปกรุงเทพคราวนั้นพ่อพาไปเยี่ยมพระที่วัดพิชัยญาติ มีคนเอาหนังสือมาขาย พ่อให้เลือกนิทานก็เลือกเอานิทานปกแข็งมาเล่มหนึ่ง พ่อถามว่าจะเอาอะไรอีกไหม ผมหยิบเอาหนังสือมันสมองของหลวงวิจิตรวาทการมาอีก ๑ เล่ม ตอนนั้นอ่านรู้เรื่องมั่งไม่รู้เรื่องมั่ง แต่รู้สึกว่ามันสมองนี่มันน่าสนใจ  มาอ่านจบจริงๆตอนโตนี่แหละ อิอิ หลังจากนั้นก็ลุยอ่านหนังสือของหลวงวิจิตรวาทการ เพราะชอบภาษาการเขียนของท่าน

        ตอนเรียนหนังสือที่โคกกลอยวิทยา มีอยู่ช่วงหนึ่งที่พ่อต้องไปเป็นผู้จัดการร้านซิงเกอร์ที่ตัวจังหวัดพังงา แม่ก็ไปด้วยเราต้องอยู่กับป้า,อา,อาสะใภ้,ย่า ส่วนพี่กับน้องไปอยู่พังงากันแล้ว ที่อยู่เรียนเพื่อให้จบ ป.๔ และพอจบ ป.๔ จำได้ว่าป้าเอากระเป๋ามาดูแล้วถามว่า หนังสือหายไปไหนหมด เอามาดูมีภาษาไทยอยู่เล่มเดียวเพราะชอบอ่าน ส่วนเล่มอื่นไม่รู้ไปอยู่ไหน ชอบภาษาไทยมากตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้

        จบ ป.๔ ไปต่อ ป.๕ ที่โรงเรียนเมืองพังงา ที่นี่ได้เล่นดนตรีเป็นครั้งแรก เล่นระนาดเหล็ก ในสมัยนั้นโรงเรียนอื่นครูจะเป็นคนตีระนาดเหล็ก แต่ผมเป็นเด็กที่ได้เดินตีระนาดเหล็ก เท่ห์มากขอบอก...ที่นี่ได้เรียนรู้ว่าใบไม้ชนิดไหนเอามากินเล่นได้ ผมได้กินใบปากเป็ดมีรสชาติเปรี้ยวๆ นั่นเป็นของกินเล่นของเด็กสมันนั้น เพื่อนๆเอาลูกมายมาฝาก บางทีตอนเที่ยงเราเข้าป่าหลังโรงเรียนหาลูกกอ(เกาลัดป่า)มากินกัน เราได้หัดปลูกผักก็ที่นี่ เราได้หัดช่างไม้ก็ที่นี่ เราได้เรียนวิชาลูกเสือก็ที่นี่ ได้เดินป่า ได้หัดเย็บชุนปะ ได้หัดจุดไฟด้วยไม้ขีดสามก้าน ฯลฯ

        สิบเอ็ดขวบไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ(อำนวยศิลป์พระนคร)  อยู่บ้านเดียวกับภรรยาท่านจาตุรนต์ กับพี่หมอทนงค์ วัฒนประสาน ซึ่งขยันเรียนหนังสือมาก อ่านหนังสือทุกวันแทบไม่มีเวลาพักผ่อนทำอย่างอื่น ผิดกับผมที่เที่ยวเล่นกับเพื่อนแถวลิโด้ สยาม สกาล่า ปีถัดมาจึงถูกส่งเข้าไปอยู่ป่าแถวบางพลัด ได้เรียนรู้เกี่ยวกับบ้านสวน อากาศสบายกว่าอยู่แถวสยามสแควร์ อีกปีหนึ่งย้ายไปอยู่กับญาติแถววัดดุสิตาราม ใกล้สะพานพระปิ่นเกล้า อยู่ได้สองสามเดือนย้ายอีกไปอยู่บ้านช่างหล่อเพราะเจ้าของเขาถูกเวณคืนที่ดินสร้างสะพานพระปิ่นเกล้านั่นแหละ และที่บ้านช่างหล่อถึงรู้ว่าสุภาษิตที่ว่าเดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัดนั้นมันไม่จริง จริงๆแล้วเดินไปก่อนผู้ใหญ่นั่นแหละหมาไม่กัด พอเราเดินตามหลังมันย่องมางับน่องเลย อิอิ

ที่อำนวยศิลป์ได้รับเลือกเป็นสารวัตรลูกเสือ ได้รับบ่าลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่เป็นชุดแรก ๑๐ คน เพราะมีความรับผิดชอบในงาน อาจารย์สั่งให้บรรดาลูกเสือเอาเต้นท์มาทำความสะอาดเพื่อไปเข้าค่าย ทำตั้งแต่เช้ายังไม่เสร็จเพื่อนๆก็ค่อยๆหนีกลับ เหลือผมกับเพื่อนช่วยกันทำจนเสร็จอาจารย์มาจดชื่อไว้ ต่อมาทำพิธีประชุมกองและแจกบ่าให้เป็นชุดแรกในขณะที่เพื่อนนักเรียนรุ่นเดียวกันยังไม่ได้บ่า ต่อมามีการชุมนุมลูกเสือโลกครบรอบ ๖๐ ปีลูกเสือสิงคโปร์ เขียนจดหมายมาขออนุญาตพ่อ ซึ่งได้รับอนุญาตทันทีแถมยังให้ตังค์ไปซื้อกล้องถ่ายรูปแบบฮาล์ฟเฟรม เพื่อจะได้ใช้แล้วนำมาขายต่อได้กำไร จำได้ว่าซื้อมาประมาณ ๕๐๐ บาท ขายได้ ๑,๐๐๐ บาท  การฝึกลูกเสือสอนอะไรให้ชีวิตมากมาย และที่นี่จะรู้สึกมีความสุขมากๆเมื่อได้ฟังอาจารย์พา ไชยเดช สวมชุดค้างคาว(ชุดปริญญา)ขึ้นเวทีสอนพวกเราในเรื่องต่างๆ รู้สึกซาบซึ้งกับคำว่าครูมากๆๆ เคยได้ต้อนรับอาจารย์ตอนเกษียณอายุแล้วไปเที่ยวแวะหาลูกศิษย์ตามจังหวัดต่างๆ ตอนมาสุราษฎร์แอบหนีลูกศิษย์ที่ตัวจังหวัดมาไชยาเพื่อมาหาท่านผู้พิพากษาหัวหน้าศาลซึ่งเป็นครูเก่าที่อำนวยศิลป์พระนคร แล้วไปทานอาหารด้วยกันสามคน ท่านยังสอนผมอีกตั้งหลายเรื่อง

เรื่องผมมันยาว นี่ขนาดย่อแล้วนะ ถ้าเริ่มตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยจะยาวกว่านี้อีก (ความจริงเขียนแล้วยังมีอีกก็เลยใส่ตอนที่ ๑ เอาไว้ เพราะเขียนแล้วไม่รู้กี่ตอนจบ อิอิ)