มีคนถามเสมอๆ ว่า ทำอย่างไรครอบครัวจึงจะอบอุ่น มีความรักให้แก่กัน ปรองดองสมัครสมานกลมเกลียว เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

 

 

คำตอบนั้น ง่ายมาก...รักกันซิคุณ !! แต่...
คำว่ารักนั้น แม้ว่าบางครั้งจะเหมือนสัมผัสได้
แต่บางครั้งก็เลือนหายไป โดยไม่สามารถที่จะตามหาพบเช่นกัน
ที่จริงแล้ว แม้ว่าความรักจะเป็นอารมณ์ที่อยู่เหนือเหตุผล
แต่อารมณ์รักนั้นเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ย่อมจะทำให้ผู้ที่ตกอยู่ในห้วงของอารมณ์รักมีความสุข
...เช่นเดียวกับการมีอารมณ์ดีที่ทำให้ชีวีเป็นสุข

คนเราทุกคนอยากจะให้คนรอบข้างรัก...
โดยเฉพาะคนใกล้ตัว แต่ถ้าอยากจะให้คนรอบข้างรัก
ก็ต้องให้ความรักพวกเขาก่อน
จะมีความรักได้ จะให้ความรักคนรอบข้างได้ก็ต้องมีอารมณ์ดี

อารมณ์ดี อารมณ์แจ่มใส...ใจก็เป็นสุข อารมณ์แจ่มใส ใจเป็นสุข...ใครๆ ก็อยากใกล้ชิด

อารมณ์จะแจ่มใส ใจจะเป็นสุขได้... ก็ต้องมีความคิดในทางบวก คิดในทางสร้างสรรค์
ที่เรียกกันว่า คิดดี นั่นเอง

แท้จริงแล้ว การคิดดีนั้น เป็นกุศโลบายที่ทำให้ตนเองเป็นสุขนั่นเอง
และเมื่อตัวเองมีความสุขเพียงพอแล้ว ก็ย่อมคิดอยากจะให้คนอื่นเป็นสุขตามไปด้วย

ถ้าทุกคนเริ่มมองคนรอบข้างในแง่ดี ตนเองก็จะเริ่มมีรังสีของความเมตตาแผ่ออกไป...
แทนที่จะเป็นรังสีอำมหิต

เคยลองพิจารณาตัวเองกันดูบ้างไหมว่า ทำไมเดี๋ยวนี้คิดกันในทางร้าย คิดแต่ในแง่ร้าย
มองคนรอบข้างในแง่ลบเสมอไป

...เป็นเพราะสังคมไทยเรากำลังป่วย ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลข่าวสารชนิดใดที่ออกมา
ไม่ว่าจะเป็นทางหน้าหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ฯลฯ ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่เป็นข่าวไม่ดี
เป็นข่าวที่ทำให้คนได้รับข่าววิตกทุกข์ร้อน และเมื่อชีวิตประจำวันได้รับแต่สิ่งไม่ดีเหล่านี้แล้ว
ถือเหมือนกับการสะกดจิตหรือล้างสมอง ให้มีแต่ความคิดในทางร้าย ระแวง
ไม่เชื่อใจ สงสัย ไม่ไว้วางใจ...แม้กระทั่งคนที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด

ลองถามตัวเองกันบ้างไหม... ว่าคุณไว้วางใจคู่ครองของคุณมากเพียงใด

และทำไม คุณถึงไม่ไว้ใจ...ไม่คิดถึงในทางที่ดี วันนี้ผมได้รับ forward mail ดีดี ที่จะเอามาเล่าสู่กันฟังครับ หากทำได้อยากเป็นเช่นนี้จังครับ

 

 

 

ขอบคุณครับ พี่น้อง