เมื่อวาน (๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๑) ช่วงเช้า ผมได้มีโอกาสเดินทางไปเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้การพัฒนาเกษตรระดับชุมชน ที่สนับสนุนโดยองค์กรพัฒนาเอกชน IDE แห่งประเทศอเมริกา ที่ทำงานเป็นเครือข่ายวิจัยการจัดการใน ๕ ลุ่มน้ำใหญ่ของโลก ที่ผมเข้าร่วมประชุมสรุปผลงานระหว่าง ๒-๓ วันที่ผ่านมา
เด็กๆ ชอบถ่ายรูป เพราะจะได้ดูรูปตัวเองในกล้อง
การได้ออกนอกเมืองแอดดิส อะบาบา (แปลว่าดอกไม้ใหม่ แอดดิส=ใหม่ อะบาบา= ดอกไม้) ทำให้เห็นสภาพชุมชนชนบท แม้จะเป็นริมถนน และไปแค่ ๒๐ กม ก็ตาม ทำให้ผมได้เห็นระบบทรัพยากรที่ดินของเขา ที่ทำให้ระบบการใช้ที่ดิน และการเกษตรเป็นไปอย่างที่ผมเคยเล่ามาแล้ว
บ้านที่อยู่เดี่ยวๆ
น้ำในร่องน้ำที่ขุ่นและปนเปื้อน
แหล่งน้ำใช้ของชุมชนที่เป็นบ่อบาดาล
จะมีคนมาเข้าคิวสูบน้ำไปใช้ที่บ้าน
ระบบโครงสร้างทางธรณีอย่างที่เห็นหยาบๆ จากการไปดูเศษวัสดุจากการขุดบ่อบาดาลหลายๆบ่อ รวมทั้งการสังเกตดูชั้นดินตามข้างถนนนั้น มีลักษณะโดยรวมเป็นหินภูเขาไฟที่กำลังผุ หนาประมาณ ๑-๒ เมตร ทับอยู่บนหินทรายผุหนาหลายสิบเมตร และชั้นหินทรายนี้เองเป็นชั้นเก็บน้ำใต้ดิน
ดังนั้นดินที่เกิดจากหินภูเขาไฟ จึงเป็นดินเหนียวสีดำ แสดงว่ายังไม่เก่ามาก (ที่จะเป็นสีแดง)
ชั้นดินที่พบข้างทาง
ชั้นหินที่ชาวบ้านขุดไปก่อสร้าง
(จะเห็นชั้นดินคลุมอยู่ด้านบนหนาประมาณ ๕๐ ซม)
สภาพดินจะร่วนมีความหนาประมาณ ไม่เกิน ๑ เมตรบนชั้นหินอัคนีผุ ทำให้ไม่สามารถกักเก็บน้ำไว้ได้ ต้องอาศัยเทคนิคต่างๆในการสร้างบ่อจึงจะสามารถเก็บน้ำได้ทั้งชั่วคราว (การขุดหลุมในที่ลุ่มที่ดินหนาหน่อย ผสมหญ้า หรือฟางแห้งย่ำก้นหลุมจนเก็บน้ำอยู่) ที่ส่วนใหญ่ใช้ในการทำดินให้ปั้นบ้านดินได้ มากกว่าจะใช้เพื่อการอื่น เพราะคุณภาพน้ำจะมีปัญหาการปนเปื้อนมาก
ดังนั้นน้ำกินและน้ำใช้จึงต้องอาศัยจากลำน้ำ และบ่อน้ำที่ขุดขึ้นแบบ “บ่อชุมชน”
บ่อบาดาลที่ขุดผ่านชั้นหินทรายผุ แต่ไม่พัง
บ่อบาดาลชุมชนลึก ๑๒ เมตร ใช้สูบเชือก (Rope pump) ดึงน้ำขึ้นมาใช้
ระบบสูบน้ำแบบ Rope pump ที่ผมลองหมุนดึงน้ำขึ้นมา
การใช้น้ำจากบ่อบาดาล สูบมาทำน้ำหยดรดแปลงผักสวนครัว แบบต้นทุนต่ำ
บ่อเก็บน้ำฝนแบบอัดดินเหนียวก้นบ่อ
บ่อรองพลาสติกเก็บน้ำฝน
เนื่องจากสภาพป่าไม้เสื่อมโทรมมาก ส่วนใหญ่มีแต่ต้นยูคาลิปตัสที่ปลูกกันมานาน จึงมีการสร้างบ้านแบบบ้านดินเหนียว ตามความสามารถที่มีในท้องถิ่น โดยทำโครงไม้ซีก แล้วโปะด้วยดินเหนียวหมักเป็นชั้นๆ จนกว่าดินที่หมักฟาง (๑๐-๑๕ วัน –จนเกิดกลิ่นหมักเฉพาะตัว ที่เป็นความรู้พื้นบ้าน) ประมาณ ๓-๔ ชั้น ที่ (เขาว่า) ทน และใช้งานได้ ๒๐-๓๐ ปี
ในพื้นที่ที่ผมไปดูงานนั้น จะมีฝนมากและกระจายตัวดีพอสมควร (ประมาณ ๑๐๐๐ มม ต่อปี) การเกษตรในสภาพนี้ส่วนใหญ่จึงเป็น ลักษณะ Dry land agriculture ที่ใช้น้ำน้อย เช่น ข้าวสาลี เทฟ (Teff) ถั่วฟาบา (Faba bean) ถั่วเลนทิล และชิคพี (chick pea)
แปลงปลูก Teff
ต้น teff คล้ายต้นหญ้า
Faba bean
มีการปลูกผักสวนครัวบ้างเล็กน้อย ในฤดูฝน แต่ที่ขาดไม่ได้คือการเลี้ยงสัตว์สี่เท้า ได้แก่ วัว แพะ และแกะ เป็นทรัพย์สิน เพื่อไว้ขายและการบริโภคเนื้อ ลาและม้า เพื่อการขนส่ง ในการลากเกวียน ขี่ และขนของ แต่ในการเดินทางไกลๆจะใช้รถโดยสารประจำทาง
การเลี้ยงวัวเป็นระบบที่ทุกครอบครัวปฏิบัติ
การใช้ลาขนของทุกอย่างที่ต้องการ
ภาพบนขนวัสดุก่อสร้าง
ภาพล่างขนขี้วัวแห้งไปใช้ก่อไฟหุงต้ม
ดังนั้นอาหารหลักของเขาก็คือ แป้งจากเทฟ และข้าวสาลี มีโปรตีนจากถั่วและสัตว์ และผักจากระบบสวนครัว
การตากเมล็ดธัญพืช (ข้าวสาลี และ เทฟฟ (Teff))
เมล็ด Teff
บ้านทั่วไปเป็นบ้านดินเหนียวหลังคาหญ้า หรือสังกะสี (แล้วแต่ฐานะ และการใช้งาน)
ไม้ไว้สร้างบ้าน
ดินหมักไว้สร้างบ้าน
บ้านที่กำลังสร้าง
บ้านที่สร้างเสร็จแล้ว
ดังรูปที่แนบมาครับ
สวัสดีครับ
เป็นเรื่องน่าสนใจทั้งนั้นเลย
ประเทศแบบนี้คือประเทศที่ยากจนตามมุมมองของประเทศเศรษฐกิจทุนนิยมที่นำเรื่องเงินๆๆๆๆๆและวัตถุเป็นตัวตั้ง แต่พวกเค้าก็ไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเงินรอบนี้ไม่ใช่หรือ
อาจารย์บรรยายละเอียดเห็นภาพ
เหมือนได้ไปด้วย
ขอบคุณคะที่นำสิ่งดีมาให้
น่าสนใจมากครับ
-ครูต้อยมาเรียนรู้ค่ะ
-น่าสนใจมากค่ะ
-ขอไปให้เด็กๆได้เรียนรู้นะคะ
-ขอบคุณค่ะ
ทุ่งหญ้าแบบนี้น่าทำปศุสัตว์ ไปเลยล่ะครับ เห็นแล้วบ้านเราดีกว่าเยอะเลย เดี๋ยวจะใช้น้ำประหยัดลงบ้างแล้วล่ะ
เยี่ยมมากๆ ครับ มาอ่านที่อาจารย์เล่าให้ฟัง แล้ว ได้ความรู้ที่ไม่เคยรู้มาก่อน
จะติดตามงานอาจารย์ ครับ
ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับที่เข้ามาเยี่ยมชม
เดี๋ยวจะเพิ่มเติมเมื่อมีโอกาสครับ