วันนี้เป็นวันที่จับงานหลายชิ้นครับ ตั้งแต่เช้าจนเย็น เริ่มจากรายการคุยกับท่านคณบดีบัณฑิตวิทยาลัยเกี่ยวกับหลักสูตร ป.โท คารมท่านคือ จะลาออกนะไม่ว่าหรอก แต่ทำงานให้เสร็จก่อน ฮือฮือ มีงี้ด้วย (อันนี้ อาจเรียกว่า เป็นหนึ่งในแผลกดทับก็ว่าได้ครับ) จากนั้นก็ออกไปตล่อนนอกมหาวิทยาลัย กลับมาก็บ่ายโมงกว่า กำลังจะเดินเข้าห้องพัก ปรากฏโดนเรียกไปนั่งเสวนาต่อในห้องสาขาวิชา

ปัญหาที่คุยในห้องสาขาวิชามีหลากหลายประเด็นมากครับ คุยไปด้วยความปวดหัว แต่สิ่งหนึ่งที่ผมคิดได้ระหว่างคุยกัน คือ เมื่อไหร่ที่พ้นจากตำแหน่งบริหาร คงต้องระวังปากให้มากกว่านี้หน่อย เพราะบางทีการที่เราพูดอย่างอิสระ อาจทำให้คนที่มาทำหน้าที่สานต่อต้องกดดันในการทำงานก็ได้

ปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนี้คือ ใครจะมาเป็นรองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิจัยคนต่อไป ไม่อยากเชื่อเลยครับว่า มันจะหายาก มิน่าละ ผมเลยต้องนั่งจนรากงอกมาหลายปี และรอบนี้ เมื่อคำถามนี้ย้อนกลับมาที่ว่า ผมจึงจำเป็นต้องตอบว่า ผมไม่รู้ว่า ใครจะมาแทนผม แต่ที่รู้แน่คือ สิ้นเดือนนี้ผมจะย้ายห้องทำงานแล้ว ก็มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งให้คติผมไว้ว่า "อย่าคิดว่าเราคนเดียวสิที่ทำได้"

ส่วนที่หลายคนตั้งคำถามแล้วก็ไม่ค่อยจะโอเคกับคำตอบของผม ก็คือ สาเหตุที่ผมลาออก (ออ.ต้องย้ำว่า ลาออกจากตำแหน่งบริหารอย่างเดียวครับ ไม่ได้ลาออกจากการเป็นอาจารย์ แล้วก็ไม่ได้ลาศึกษาต่อด้วย) ผมก็ยืนยันว่า สาเหตุหลักคือ ต้องการให้เวลากับการทำวิทยานิพนธ์และวิจัย ผมไม่อยากเสียเวลาทำสิ่งนี้ไปกับการนั่งทำงานบริหาร

แล้วข้อสรุปของการตัดสินใจครั้งนี้ของผมไม่ได้เกิดจากการท้อและถอยครับ ผมยืนยันได้ว่า ผมไม่ได้ท้อไม่ได้ถอย เพียงแต่ผมคิดว่า หากผมไปอยู่ในจุดที่เหมาะสมกับผม ผมจะทำอะไรดีๆ ได้มากกว่านี้ครับ ผมอยากให้ผู้บริหารวางผมให้ถูกจุด ซึ่งจุดที่เหมาะกับผมมากที่สุดคือ การเป็นนักวิชาการ ไม่ใช่นักบริหาร

เหมือนกับอีกข้อปรึกษาหนึ่งที่เกิดขึ้นในห้องสาขาวิชาวันนี้คือ หัวข้อวิจัยของทีมอาจารย์ในสาขา ผมก็ตอบได้ว่า หัวข้อแนวนี้ไม่ใช่แนวถนัดของผม และผมไม่คิดจะทำ คือ การวิจัยเชิงปริมาณ ผมเคยทำครับ ผมคลุกอยู่กับแบบสอบถามเป็นเดือน วิเคราะห์ผลแล้วก็เขียนคำอธิบายผม แล้วสุดท้ายผู้ทรงคุณวุฒิก็ให้คะแนนว่า ดีถึงพอใช้ ฮาฮา เอาไปทำอะไรต่อก็เหมือนจะต้องคิดใหม่ยกชุด

ในช่วงสี่ปีมานี้ ผมพบว่า งานวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (par) เป็นงานวิจัยที่สร้างสีสรรให้ผมมากครับ ผมสนุกกับการทำงานร่วมกับคน คุยกับคน สร้างกำลังใจให้คน ซึ่งปกติผมตีสนิทคนไม่เป็น แต่งานวิจัยนี้ไม่ทำร่วมกับคนอื่น ก็ไม่สำเร็จ ที่สำคัญคือ ทำเสร็จไปหนึ่งอย่างก็จะเป็นสิ่งที่ต้องทำต่อทันที (หลายคนเรียกมันว่า การต่อยอดโครงการวิจัย) นอกจากนี้ในสามจังหวัด การทำงานร่วมกับคนอื่นมันมีความท้าทายมากกว่าพื้นที่อื่นเป็นเท่าทวีครับ (เชื่อไม่เชื่อก็ลองมาทำดูครับ)

สมัยเรียนป.ตรี ผมมีอาจารย์ที่เป็นต้นแบบการวิจัยแบบนี้ครับ แต่ตอนนั้นผมไม่รู้ว่าอาจารย์กำลังทำวิจัยอยู่ อาจารย์ต้นแบบตอนนั้นของผมคือ อ.นุกุล (หรืออนุกูล ดาราฉาย จำไม่แม่นแล้วครับ) คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แบบที่น่าประทับใจคือ ชาวบ้านมาจากนราธิวาสมาที่ มอ. ผมได้ทักทายแล้วถามว่า วันนี้มาทำอะไรครับ เขาตอบผมอย่างน่ารักว่า "มากินน้ำชาบ้านอาจารย์"

อาจารย์อีกท่านหนึ่งก็คงเป็น อ.ปิยะ กิจถาวร ครับ แบบอย่างคล้ายๆ กันครับ คือ การทำงานของเราทำให้ชาวบ้านรักได้อย่างสนิทใจ โดยส่วนตัว คำว่า "มากินน้ำชาบ้านอาจารย์" ของชาวบ้าน กับคำว่า ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า "ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 90 เห็นว่าดีมาก" มีนัยต่างกันเยอะ

ตอนผมรับผิดชอบหน้าที่บริหารในคณะ และเริ่มจะอยากเข้าสัมผัสงานวิจัยแนวนี้ ผมได้เชิญอาจารย์ปิยะและทีมงานมาคุยกับอาจารย์ในคณะครับ ตอนนั้นผมว่า อาจารย์หลายท่านยังวาดภาพของการวิจัยปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วมไม่ค่อยจะออก แต่มาตอนนี้ ผมว่า คณะศิลปศาสตร์ฯ มีคนหลงรักงานวิจัยแนวนี้มากขึ้นแล้วครับ

จบแค่นี้นะครับ ขอไปเคลียร์งานก่อน แล้วพรุ่งนี้จะชีพจรลงเท้าไปมาเลเซียครับ