พรรษาที่ ๒๔

ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ คือวันนี้ จัดว่าเป็นวันปวารณาออกพรรษาของพระภิกษุสงฆ์ผู้จำพรรษาครบสามเดือน ซึ่งในตอนเย็นวันนี้ พระภิกษุสงฆ์แต่ละวัดก็จะลงอุโปสถเพื่อทำปวารณากรรมตามวินัยบัญญัติ... สำหรับพระภิกษุแรกบวชพรรษาแรกนั้น ค่อนข้างจะตื่นตัวนิดหน่อยเพราะพรุ่งนี้ก็ออกพรรษาแล้ว ผู้ที่ใคร่จะลาสึกขาหรือสึกหาลาเพศก็จะำทำได้ตามความประสงค์ แต่สำหรับผู้บวชมานานเกินยี่สิบพรรษาเหมือนผู้เขียน อะไรก็เป็นเรื่องธรรมดา ผ่านไปปีหนึ่งก็แสดงว่าอาวุโส (หรือแก่) ขึ้นอีกปีเท่านั้น...

เคยปรารภเรื่องนี้เมื่อพรรษาที่แล้ว (คลิกที่นี้) ว่าถ้ายังมีชีวิตอยู่ก็จะมาเขียนต่อ และผู้เขียนก็มีชีวิตต่อมาได้อีกพรรษาจริงๆ เพียงแต่ว่าปีที่แล้วนั้นเขียนในวันอธิษฐานเข้าพรรษา ส่วนปีนี้เขียนในวันปวารณาออกพรรษา ซึ่งจะเล่าเรื่องส่วนตัวผู้เขียนในปีที่ผ่านมา...

สำหรับปีที่ผ่านมานั้น ผู้เขียนว่างจริงๆ เพราะหนังสือก็ไม่สอนแล้ว เพียงแต่ยังมีชื่อเป็นอาจารย์ประจำอยู่เท่านั้น บอกเพื่อนอาจารย์ที่ดำเนินกิจการอยู่ว่า ถ้าเห็นสมควรก็ปลดออกได้ตามสะดวก ไม่ต้องเกรงใจ ส่วนว่าจะกลับไปช่วยงานอีกหรือไม่ในอนาคตนั้น ขึ้นอยู่กับจังหวะและโอกาส เพราะไม่ชอบมาตั้งแต่เกิดแล้วในการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น จะช่วยเมื่อพอใจจะช่วยและรู้สึกพอใจในสิ่งที่จะทำเท่านั้น... มิใช่ว่าต้องฝืนใจเพราะมีความรู้สึกว่าเป็นเครื่องมือของคนอื่น หรือต้องจำใจเพื่อเห็นแก่อามิสสินจ้างโดยยอมเป็นเบี้ยล่างของคนอื่น และโดยส่วนตัวก็ไม่รู้สึกเป็นปมด้อยหรือขึ้งเครียดที่ถูกกล่าวหาว่าไม่มีงานทำทั้งๆ ที่พอจะมีวุฒิการศึกษาอยู่บ้าง...

หลายปีมานี้ ภายในพรรษาผู้เขียนจะนำพระใหม่และสามเณรลงทำวัตรสวดมนต์เช้าเย็น แต่ปีนี้ก็ไม่ได้ลง เพราะพระรุ่นน้องอ้างว่าทำใกล้สว่างเกินไปจะบิณฑบาตไม่ทันและมีความสามารถที่จะทำกันเองได้ ก็ดีเหมือนกันเพราะผู้เขียนก็ขี้เกียจอยู่แล้วเป็นปกติ... อีกอย่างหนึ่ง การปล่อยหรือผลักภาระให้พระรุ่นใหม่ทำกันเอง อาจเป็นส่วนดีที่ให้พวกเขาคิดและดำเนินการเองได้ตามความเหมาะสม ซึ่งหลายครั้งผู้เขียนก็ใช้วิธีการทำนองนี้ เพราะผู้เขียนไม่ชอบพระผู้ใหญ่ในสังคมหรือองค์กรทุกประเภทที่ไม่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้ดำเนินการเอง... อาทิเช่น ท่านอาจารย์บางรูปไปแย่งสอนหนังสือกับลูกศิษย์ของตนเอง เมื่อลูกศิษย์ไม่มีงานทำ รู้สึกน้อยใจก็ลาสิกขาไปหางานทำนอกวัด ซึ่งเรื่องทำนองนี้ก็มีให้เห็นและได้ยินได้ฟังอยู่เหมือนกันในสังคมวัดๆ...

ความหวังอีกอย่างหนึ่งก็คือ จะซ่อมกุฏิที่ค้างคาอยู่โดยปรับปรุงด้านล่างเป็นห้องสมุด ตั้งใจว่าจะทอดผ้าป่าในปีนี้ กรรมการผ้าป่าก็พอมีบ้างแล้ว ผู้ที่จะมาเป็นประธานผ้าป่าก็รับปากแล้ว แต่ว่าที่ประธานผ้าป่าก็ยุ่งอยู่กับการอบรมบ้างสัมมนาบ้าง ยังหาเวลาดำเนินการไม่ได้ จนเลยมาถึงช่วงเข้าพรรษาซึ่งเป็นธรรมเนียมว่าจะไม่ทอดผ้าป่าเพราะจะไปขวางกฐิน จึงต้องเลื่อนไปก่อน... แต่ตอนนี้ว่าที่ประธานพ้นจากตำแหน่งแล้ว และเศรษฐกิจก็ลำบากหนัก หุ้นตกสุดๆ น้ำมันขึ้นแล้วก็ลง ยางขึ้นแล้วก็ลง ซึ่งการขึ้นลงอย่างฮวบฮาบทำนองนี้ ทำให้ชาวบ้านยากที่จะปรับตัวให้เป็นปกติได้ ผู้เขียนจึงคิดว่าโครงการนี้ต้องพักไว้ก่อน หรืออาจยกเลิกไปเลยก็ได้... ชีวิตคนเรานั้น สิ่งที่คิดและทำแล้วไม่สำเร็จมีมากมาย ที่สำเร็จจริงๆ มีน้อยนัก ดังนั้น เรื่องนี้จึงไม่เห็นว่าจะแปลกอะไรนัก...

ไม่มีอะไรที่ได้มาเปล่าๆ และก็ไม่มีอะไรที่สูญเสียไปเปล่าๆ นั้นคือ เมื่อสิ่งหนึ่งสูญเสียไปสิ่งหนึ่งก็ย่อมจะได้มา และสิ่งที่ได้มาก็คือสุขภาพที่ดีขึ้น... โดยปกติผู้เขียนจะเข้านอนระหว่างตีหนึ่งถึงตีสี่ ส่วนตื่นนั้นไม่แน่นอน ถ้าต้องทำวัตรสวดมนต์ก็ตื่นตีห้า ถ้าเพียงแค่บิณฑบาตเท่านั้นก็ตื่นก่อนหกโมงเช้านิดหน่อย และถ้าไม่บิณฑบาตก็ตื่นสายกว่านั้น... ผู้เขียนแพ้อากาศมานานแล้ว พยายามศึกษาและปรับตัวเองมาตลอด จนกระทั้งมาสองปีหลังนี้ ค่อนข้างจะแปลกประหลาดเพราะพอฝนตกอากาศชื้นจะนอนไม่หลับ เมื่อก่อนนั้นจำเป็นต้องข่มตานอนทั้งๆ ที่ไม่หลับแล้วก็ลุกขึ้นตอนเช้าเพื่อเตรียมตัวไปสอนหนังสือหรือไปประชุมเรื่องอื่นๆ ซึ่งเป็นเรื่องตรากตรำส่วนตัวสุดๆ ทุกครั้ง... แต่พอเลิกสอนหนังสือและไม่ต้องไปประชุม ก็สบาย ช่วงไหนแพ้อากาศก็พักผ่อน ไม่ต้องตรากตรำทำนองจะตายแหล่มิตายแหล่ดังแต่ก่อน...

.........

ผู้เขียนชอบอ่านหนังสือมาตั้งแต่พอเริ่มอ่านหนังสือออก มาตอนหลังค่อยๆ เบื่อหนังสือ จนปัจจุบัน กล่าวได้ว่า ผู้เขียนไม่อ่านหนังสือเป็นปกติ... เมื่อวานเดินไปเสียค่าโทรศัพท์ ผ่านร้านหนังสือ เค้าเขียนว่าลด ๒๐-๗๐ % จึงเข้าไปพลิกดู ก็ไม่เจอหนังสือถูกใจ ตั้งใจจะอุดหนุนสักหน่อย จึงเดินเวียนอีกรอบก็ยังไม่เจอหนังสือที่ถูกใจ จึงคิดว่าจะไม่ซื้อ แต่พอออกมานอกร้านเห็นหนังสือขายหัวเราะ จึงซื้อมา ๗ เล่ม (เล่มละ ๖ บาท) เอามาตั้งไว้ เผื่อใครผ่านมาจะได้อ่านเล่น...

ตอนนี้ที่กุฏิมีหนังสือค้างอยู่หลายเล่มที่ยังไม่ได้อ่านและอ่านไม่จบ เช่นหนังสือที่น้องเอามาฝากสองเล่มคือ The Under Cover Economist ของ Tim Harford ก็ยังไม่ได้อ่านเลย... ส่วน The World Is Flat ของ Thomas L. Friedman อ่านได้บทหนึ่งก็วางไว้ก่อนเพราะมีความรู้สึกว่าเราก็คิดได้... ต่างจากสมัยก่อนที่มักจะเร่งอ่านหนังสือใหม่ให้จบ และมักจะอวดโอ้กับเพื่อนที่มาเยี่ยมเสมอว่า หนังสือในห้องอ่านจบแล้วเกือบทุกเล่ม อย่างน้อยเล่มละเที่ยว (5 5 5 ...)

แปลกแต่จริง เมื่อก่อนผู้เขียนใฝ่ฝันที่จะอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ หลังจากที่อ่านหนังสือภาษาไทยมาจนหมดเรื่องที่สนใจแล้ว... พยายามหัดอ่านจนกระทั้งพออ่านได้ แต่เมื่อเริ่มอ่านได้คล่อง ความรู้สึกเบื่อในหนังสือก็เกิดขึ้น กลายเป็นว่าเดียวนี้ ไม่อาจหนังสือเป็นปกติ จะอ่านเมื่อต้องการจะค้นบางอย่างซึ่งเป็นเรื่องเก่าๆ ที่เคยผ่านมาแล้วเท่านั้น...

สาเหตุหนึ่งที่ไม่อ่านหนังสืออาจเป็นเพราะเีดียวนี้ ผู้เขียนมีโทรทัศน์และมีคอมพิวเตอร์ จึงยินดีที่จะรับรู้ข้อมูลและเรื่องราวปัจจุบันจากสื่อที่รวดเร็วกว่า อีกทั้งชอบที่จะคิดวิเคราะห์วิจารณ์เองกว่าการต้องอ่านการวิเคราะห์วิจารณ์ของใครบางคนซึ่งเราไม่เห็นด้วย หรือรู้สึกว่าอ่านแล้วทำให้เราโง่ยิ่งไปกว่าเดิม... เคยคิดที่จะสละคอมพิวเตอร์ให้หลานไปใช้ แต่ตอนนั้นติดขัดเรื่องจะใช้เขียนหนังสือที่ระลึกงานทอดผ้าป่า... คิดอยู่เหมือนกันว่า ถ้าไม่มีสองสิ่งนี้ ผู้เขียนน่าจะไปอ่านหนังสือและสวดมนต์มากขึ้นกว่าเดิม...

............

แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนยังไม่เปลี่ยนแปลงก็คือ ความรู้สึกที่เพ่งเล็งสิ่งหนึ่งภายในใจ ผู้เขียนยังแทงไม่ตลอด ยังค้นหาคำตอบให้ตนเองไม่ได้ และยังรู้สึกพอใจ ยังไม่เบื่อหน่าย ที่จะเพ่งพินิจสิ่งนี้ (เคยเขียนเล่าเรื่องนี้ไว้บ้างแล้ว คลิกที่นี้) ... ผู้เขียนคิดว่า สิ่งนี้ต่างหากคือสิ่งที่สำคัญที่สุด ผู้เขียนยังไม่เข้าใจอะไรนัก ยังชอบที่จะอยู่ไปวันๆ เพื่อเพ่งพินิจสิ่งนี้...

เพราะหนีตนเองไม่ได้ ความรุ้สึกและสภาวะที่เพ่งพินิจยังคงอยู่เสมอมานี้เอง ผู้เขียนจึงเคยบอกกับใครบางคนว่า...

  • มนุษย์ (หรือเฉพาะผู้เขียนเท่านั้น) คือผู้แสวงหาที่ไร้คำตอบอันแท้จริง