เปล่าหรอก ไม่ใช่ไม่มีอะไรจะเขียนแล้วนะ บังเอิญมีคนมาทักเกี่ยวกับวิธีคิดและการบริหารจัดการร้านหนังสือในแบบฉบับของผม ซึ่งดำเนินไปราวกับว่า ร้านหนังสือนั้นเป็นของเล่น หรือไม่ก็เป็นเรื่องลม ๆ แล้ง ๆ ทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ ....
หนึ่ง
เมื่อห้าปีที่แล้ว ผมตัดสินใจเปิดร้านเช่าและจำหน่ายหนังสืออย่างฉับพลันในมหาวิทยาลัยฯ
ตอนนั้นผมแทบจะไม่มีเงินเป็นก้อนเป็นกำไปลงทุน
แต่อาศัยว่ามีหนังสืออยู่เป็นจำนวนมาก คงพอได้นำมาลงที่ร้านให้คนได้เช่าและซื้อกันบ้าง
จากนั้นจึงค่อยคิดกันว่าจะบริหารจัดการร้านหนังสือไปในทิศทางใดดี ? รวมถึงการคิดหาช่องทางการนำหนังสือลงมายังร้านให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ร้านหนังสือ -
ผมใฝ่ฝันมานานนักหนาว่าอยากมีร้านหนังสือเล็ก ๆ เป็นของตัวเองสักร้าน โดยภายในร้านก็มีวรรณกรรมหลากหลายให้คนได้เลือกอ่าน รวมถึงมีวรรณกรรมดี ๆ เก่า ๆ ที่หาอ่านยาก ๆ มาให้นิสิตได้เช่าได้ซื้อในราคาที่ไม่แพง
และนั่นยังรวมถึงการเฝ้าฝันว่า ร้านหนังสือของผมนั้น จะมีมุมจำหน่ายหนังสือใหม่ในอัตราลดราคาไม่ต่ำกว่า 20 – 30 % เพื่อเปิดโอกาสให้นิสิตได้เลือกซื้ออย่างไม่เดือดร้อน
รวมไปถึงการเปิดร้านให้เป็นพื้นที่แห่งการนัดหมายให้คนที่หลงรักหนังสือได้แวะเวียนมาพบปะกันเป็นครั้งคราว –
ผมมีความฝันเช่นนั้นมายาวนานมาก
เมื่อมีโอกาสได้ลงมือทำตามความฝันของตนเอง ผมจึงขนถ่ายหนังสือจำนวนมากออกจากบ้านไปสู่ร้านอย่างต่อเนื่อง
หนังสือส่วนใหญ่เป็นพ็อคเก็ตบุ๊คและนิตยสารที่เน้นไปในทาง “สาระความรู้” หรือไม่ก็เป็นหนังสือประเภท เรื่องสั้น บทกวี นวนิยาย ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นวรรณกรรมปัจจุบัน และวรรณกรรมร่วมสมัยแทบทั้งสิ้น
ขณะเดียวกันเมื่อมีเวลาว่าง ผมมักที่จะเดินทางลงไปยังกรุงเทพฯ อยู่อย่างเนือง ๆ
การไปกรุงเทพในแต่ละครั้ง ผมไปเพื่อซื้อหนังสือใหม่ในราคาลด 50 % มาวางขายในราคา โดยประกาศลดราคาหนังสือในราว ๆ 20 – 30 %
และนั่นยังรวมถึง การจัดหาหนังสือเก่า นิตยสารเก่าที่เหมาะกับการเรียนรู้และค้นคว้าของนิสิตมาวางจำหน่าย เพื่อหวังว่าสิ่งเหล่านี้ จะช่วยให้นิสิตมีโอกาสได้ซื้อหนังสือในราคาถูก และไม่จำเป็นต้องเสียเวลาเดินทางไปซื้อหนังสือด้วยตนเองไกล ๆ ถึงกรุงเทพฯ
บ่อยครั้งเหมือนกันที่ผมเคยทบทวนเรื่องผลกำไร แต่ทุกครั้งก็ดูประหนึ่งว่ามันไม่คุ้ม เพราะผมไม่มีต้นทุนพอที่จะลงทุนอย่างเป็นระบบ
ถึงกระนั้นผมก็ยังยืนยันกับตัวเองอย่างไม่สั่นไหวว่า ..สิ่งเหล่านี้มันเป็นความฝันของผม ..ผมเติบโตมาจากหนังสือ และเชื่อเสมอมาว่าหนังสือคือพลังปัญญาอันล้ำค่าของการเรียนรู้
แต่ปัญหาที่พบในหมู่นิสิตตอนนี้ก็คือ ราคาหนังสือสูงเกินกว่ากำลังจัดซื้อของพวกเขา หากผมสามารถทำร้านที่ลดราคาหนังสือได้มาก ๆ เหมือนในกรุงเทพ ฯ นิสิตของผม ก็จะมีโอกาสได้อ่านหนังสือดี ๆ ได้สะสมหนังสือดี ๆ เป็นของตัวเอง
เพราะคิดเช่นนั้น ผมจึงไม่เคยท้อที่จะยุติความฝันของตัวเอง หากแต่ยืนหยัดที่จะให้ร้านหนังสือได้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ...
เพราะมันเป็นความฝันที่มีชีวิตของผม และผมเองก็เชื่อว่า ความฝันของผม จะเติมเต็มความฝันของใครอีกหลายคนได้ ถึงไม่มากก็น้อยบ้างล่ะ
สอง
ระยะแรกของร้านหนังสือดูคึกคักเป็นพิเศษ (เพราะมีเพียงร้านเดียว)
แต่ไป ๆ มา ๆ ลูกค้า ซึ่งหมายถึงนิสิต ก็แนะนำให้เอาหนังสือการ์ตูนมาเช่าและจำหน่ายแทนหนังสือประเภทพ็อคเก็ตบุ๊คที่มีอยู่อย่างมากมาย
ผมเองก็เฝ้าสังเกตอยู่ตลอดเวลาว่า คนอ่านส่วนใหญ่ชอบที่จะอ่านการ์ตูนมากกว่าพ็อคเก็ตบุ๊ค (ในแนวที่ผมนำมาเสนอ) หรืออย่างมากก็ชอบอ่านนิยาย หรือวรรณกรรมในแนวเริงรมย์เสียมากกว่า
กลุ่มที่อ่านหนังสือประเภทเดียวกับผมนั้น ก็ไม่ถึงกับว่าไม่มีเอาซะเลย (มี ..แต่มีน้อยเท่านั้นเอง)
ผมเริ่มปรับเปลี่ยนร้านไปตามคำเรียกร้อง การ์ตูนหลายเรื่องถูกนำขึ้นชั้นอย่างต่อเนื่อง
ผมดำเนินการไปทั้งที่ในชีวิตไม่เคยได้อ่านการ์ตูนเลยสักเรื่อง (การ์ตูนญี่ปุ่น) ซึ่งนั่นก็หมายถึงว่า
ผมไม่มีความรู้เรื่องการ์ตูนเลยก็ว่าได้ ไม่รู้แม้กระทั่งว่าเรื่องไหนโด่งดัง ขายดิบขายดีและเป็นที่นิยมของบรรดานักอ่าน ฯ
ในชีวิตไม่เคยอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นเลยสักเรื่อง แต่ที่เคยอ่าน ๆ บ้างก็ดูเหมือนจะเป็นการ์ตูนไทย ออกแนวผี ๆ เล่มละบาทถึงสองบาทเท่านั้น
แต่ถึงกระนั้น ทุกอย่างก็ดำเนินไปได้ด้วยดี ... ร้านเริ่มโตและดูจะเข้มแข็งขึ้นเรื่อย ๆ
เมื่อภายในร้านเริ่มมีหนังสือการ์ตูนเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างหนาตา ผมเองก็เริ่มขนหนังสือเดิมของตัวเองกลับคืนไปเก็บไว้ที่ห้องพัก ... แต่ก็ไม่วายแบ่งสันปันส่วนไว้บ้าง ซึ่งนั่นคือการยืนยันถึงจุดยืนอันเป็นส่วนหนึ่งในความฝันของตัวเองอย่างไม่ลดละ ..
สาม
ทุกวันนี้ร้านหนังสือของผม ยังคงเป็นร้านเช่าการ์ตูนและพ็อคเก็ตบุ๊ค รวมถึงการจำหน่ายหนังสือและนิตยสาร (ตามอำเภอใจของตนเอง)
บอกกันตามตรงเลยว่า ผมไม่มีประสบการณ์ในการบริหารจัดการธุรกิจแบบนี้เลย ทุกอย่างเอาใจเข้าว่าเป็นหลัก ทำแบบไม่รีบร้อน ทำในแบบฉบับของงานอดิเรก ค่อยเป็นค่อยไป
ระยะแรกผมกับเพื่อนชีวิตทำเองเกือบทุกอย่าง ผมรับผิดชอบเรื่องการหาหนังสือมาลงในร้าน ส่วนเธอก็รับผิดชอบเรื่องเข้าปกหนังสือ บริการยืมส่ง และจัดทำบัญชีแบบตามมีตามเกิด
ครั้นผ่านระยะต้นมาได้เล็กน้อย เราก็เปิดรับนิสิตมาทำงานที่ร้าน โดยมุ่งที่จะให้นิสิตได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ มีรายได้เป็นค่าข้าวค่าน้ำบ้างตามความเหมาะสม ซึ่งนิสิตที่เราเปิดรับมาทำงานนั้น ก็เน้นไปในกลุ่มของคนที่ค่อนข้างเดือดร้อนเรื่องเงินเรื่องทองเป็นที่ตั้ง
จากวันนั้นถึงวันนี้ วันเวลาก็ล่วงมาเกือบ ๆ จะหกปี มีนิสิตสัญจรเข้ามาทำงานในร้านร่วมสิบคน แต่ละคนอยู่กับเราเป็นเวลานาน หลายคนจบการศึกษาไปแล้ว และยังติดต่อพูดคุยกับเราอยู่บ้างตามประสาคนเคยพึ่งพิงกัน
ผมและเพื่อนชีวิตแทบไม่ค่อยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกระบวนการของร้านตนเองเลย บางครั้งสองถึงสามเดือนค่อยโผล่ไปสักครั้ง จนบางทีใคร ๆ ต่างก็คิดว่า นิสิตเป็นเจ้าของร้านไปเลยก็ว่าได้
เราไม่เข้าไปยุ่งวุ่นวายกับกระบวนการทำงานของนิสิต ยกให้พวกเขาจัดการกันเองตั้งแต่ต้นจนจบ
ในระบบเงินทองก็เช่นกัน ทั้งผมและเพื่อนชีวิตก็ยกให้เขาดูแลกันราวกับเป็นเจ้าของร้านเองเสียทั้งหมด ไม่มีการตั้งคำถามในแต่ละวันว่า มีรายรับกี่บาท และหักให้แต่ละคนกี่บาทกี่สตางค์กันบ้าง
ซ้ำร้าย ยังให้นิสิตนำเงินเข้าบัญชีเองอย่างเสร็จสรรพ
หลายคนที่สนิทชิดเชื้อเคยเข้ามาทักด้วยความเป็นห่วง เพราะเกรงว่าการปล่อยเลยเช่นนี้จะก่อให้เกิดปัญหาเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ สุ่มเสี่ยงต่อการถูกโกงโดยง่าย ๆ
ทั้งผมและเพื่อนชีวิต ไม่เคยกังขาต่อความซื่อสัตย์ของนิสิตที่มาทำงานที่ร้าน เราดูแลเขาด้วยหัวใจ และวางหัวใจของเราเป็นตัวเดิมพันกับเขาอย่างตรงไปตรงมา โดยเชื่อว่านี่คืออีกวิธีหนึ่งของการเพาะบ่มความเป็นคนให้กับนิสิต
ฟังดูแปลกแปร่งอยู่มากโข แต่ความเป็นจริงก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ
เราไม่ได้ร่ำรวยอะไรเลย แต่เราก็ยังคงยึดมั่นในวิธีคิดของเรา รักและเชื่อมั่นว่าเมื่อเราให้ใจกับนิสิต เราก็ย่อมได้รับการตอบแทนอย่างซื่อสัตย์ไม่แพ้กัน
สี่
ทุกวันนี้ วิถีของร้านหนังสือของผมยังดำเนินไปเช่นที่เคยเป็นมา
ทุกอย่างถูกบริหารจัดการโดยนิสิต คนแล้วคนเล่า
จะว่าไปแล้ว ร้านหนังสือของผมเป็นเพียงกิจกรรมเล็ก ๆ ในความฝันอันมีชีวิตของผมเอง หาใช่ธุรกิจเลยแม้แต่น้อย
และในกิจกรรมเล็ก ๆ นั้น ก็ไม่เพียงช่วยให้นิสิตคนแล้วคนเล่า ได้มีเงินใช้บ้างตามแต่เวลาจะอำนวยให้ แต่ยังหมายถึงเป็นเสมือนกิจกรรมที่สอนให้เขาเรียนรู้การให้ความเคารพต่อมิตรภาพ, ความไว้ใจ, ความซื่อสัตย์ ทั้งต่อตัวเขาและผู้อื่น
นี่อาจจะเป็นวิธีการที่ไม่เหมาะสมเอาเสียเลย แต่ทั้งผมและเพื่อนชีวิตก็ยังพอใจที่จะปล่อยให้วิธีการเช่นนี้ถูกใช้ไปเรื่อย ๆ
ผมมีความสุขกับการเห็นร้านหนังสือเล็ก ๆ ของตนเองยืนระยะมาได้อย่างน่ารัก
มันเหมือนกับต้นไม้แห่งความฝันของผมได้งอกงามขึ้นอย่างสมถะ ...
และบัดนี้ ต้นไม้แห่งความฝันนี้ก็เริ่มแผ่กิ่งก้านออกไปเรื่อย ๆ
ผมมีความสุขกับการเห็นหมู่นกตัวเล็กตัวน้อยจากทั่วสารทิศแวะมาพิงพักอย่างอบอุ่น ซึ่งบรรดานกเหล่านั้น ก็ไม่เคยนิ่งเฉยที่จะรดน้ำใส่ปุ๋ยคืนกลับแก่ต้นไม้แห่งความฝันของผมอยู่เป็นระยะ ๆ จนช่วยให้ต้นไม้แห่งความฝันของผม หยัดยืน หยั่งราก และแตกกิ่งก้านผ่านพ้นฤดูกาลมาอย่างแทบไม่น่าเชื่อ
ไม่รู้สิ...
มันเป็นแค่ความฝันเล็ก ๆ ของชีวิต
มันไม่ใช่ธุรกิจ .. และมันเป็นเพียงบทพิสูจน์บางอย่างของคนที่ผ่านเข้ามาหาเรา
โชคยังดี ผมยังพบเจอแต่คนดี ๆ ที่เห็นคุณค่าของการซื่อสัตย์ต่อตัวเองและผู้อื่น
(ผมไม่ได้บ้า .ใช่มั๊ย)
สวัสดีตอนดึกค่ะ
เคยตั้งข้อสังเกตเห็นหลายร้านเหมือนกัน กรณีที่ร้านขายหนังสือหรือร้านให้เช่าหนังสือทั่วไป กลายเป็นร้านให้เช่าหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นไปในที่สุด (5 5 5...)
คิดว่าบันทึกนี้ น่าจะสร้างเป็นหนังได้นะ...
เจริญพร
สวัสดีคะคุณแผ่นดิน ดีใจด้วยคะ
สวัสดีครับ คุณน้อง . พิชชา
ร้านหนังสือ...
เป็นเรื่องอุดมคติสำหรับผมมาก แต่ผมไม่มีทุนรอนพอที่จะทำตามความฝันได้ และที่สำคัญก็คือ เราเองก็ไม่มีทักษะ ความรู้เกี่ยวกับธุรกิจพรรค์นี้ ที่ทำ ๆ อยู่ตอนนี้ จึงเป็นแค่ส่วนเล็ก ๆ ของชีวิตและความฝันเท่านั้น
ตอนนี้เริ่มวางแผนใหม่ กะจะกลับบ้านไปทำห้องสมุดที่บ้านเกิดของตนเอง ทำเป็นศูนย์เรียนรู้ให้เด็กๆ ในหมู่บ้าน พอถึงวันหยุดก็จัดกิจกรรมต่าง ๆ ให้กับเด็กๆ ...
ถ้าเป็นไปได้ ก็อยากออกไปจากระบบ... ไปเป็น อบต. พัฒนาหมู่บ้านไปเลยด้วยซ้ำไป
ขอบคุณครับ
มาชม คุณแผ่นดิน
ดีครับได้ช่วยกันทำให้หนังสือมีไว้เพื่อการอ่านเสริมสร้างสติปัญญาของคนเรานะนี่
สวัสดีครับ มนัญญา
กราบนมัสการ พระคุณเจ้า..
ผมโตในชนบท ไม่คุ้นเคยและเคยชินกับการอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นเอามาก ๆ เคยเห็นเพื่อนอ่านตอนเรียนมัธยม ก็ไมความอดทนพอที่จะอ่านให้จบลงได้
แต่กรณีร้านหนังสือทั่วไป ซึ่งเดิมเช่าหนังสือหลากประเภท แต่สุดท้ายก็จบลงที่การกลายเป็นร้านเช่าการ์ตูนญี่ปุ่นไปแบบหน้าตาเฉย ก็ถือเป็นปรากฏการณ์จริงที่พบเห็นอย่างมากมายก่ายกอง
สิ่งเหล่านี้สะท้อนวัฒนธรรมการอ่านของวัยรุ่น เจอเรื่องดี ๆ สร้างสรรค์ ก็เสริมสร้างจินตนาการที่ดี แต่หลายเรื่องก็สื่อออกมาในแนวทางที่น่าห่วง ทั้งบู๊ล้างผลาญจนเกินไป และหลายเรื่องก็ดูแย้งกับศีลธรรมมิใช่น้อย
แต่ก็น่ายินดีมากครับ เพราะทุกวันนี้ การ์ตูนฝีมือคนไทยจำนวนไม่น้อยผงาดขึ้นมาสู้การ์ตูนญี่ปุ่นได้อย่างไม่อาย เพียงแต่ต้องให้เวลาอีกสักระยะ ...
สวัสดีค่ะ
เคยมีฝันอยากเป็นเจ้าของร้านหนังสือเหมือนกันค่ะ
แต่ทุกวันนี้ยังคงเป็นฝันอยู่เลยค่ะ
ยินดีด้วยที่ความฝันของคุณแผ่นดินนั้นเป็นความจริง
อ่านแล้วอิ่มใจค่ะ
สวัสดีครับ พี่ประกาย
สร้างบ้านหลังที่อยุ่นี้ตั้งใจจะทำห้องหนึ่งเป็นร้านหนังสือให้เช่า
บอกตามตรงเลยนะครับ...ผมเอง ก็เฝ้าฝันเช่นนั้น และพยายามปลอบประโลมตัวเองอยู่เป็นระยะ ๆ ว่า ... "สักวันเถอะ..สักวัน"
สวัสดีครับ นายสายลม อักษรสุนทรีย์
ร้านอยู่ในพลาซ่า มมส. ครับ ตอนนี้ไม่ค่อยได้เอาหนังสือและนิตยสารมาขาย เฉพาะการ์ตูนก็เกือบ ๆ จะล้นออกจากร้านแล้ว เลยให้นิสิตจัดการทยอยขายออกเป็นระยะ ๆ
ยังไม่ใช่ร้านตามความฝันที่อยากทำหรอกนะครับ....
อะไรต่อมิอะไรยังไม่เอื้อให้ทำตามที่คิดฝัน...
ทุกอย่างยังต้องรอเวลาอีกสักนิด
ฝันเหมือนกันเลย แต่ของเรายังไปไม่ถึงไหนเลย เดินเตาะแตะๆๆๆ เหมือนเด็กเพิ่งหัดเดิน 555 ก็ออกจะใจเย็นและเย็นใจ จนคนรอบข้างสงสัยว่าคิดอะไร ทำอะไร
ดีใจด้วยที่ทำฝันเป็นจริงได้ โดยไม่ต้องพึ่งบรีสสสส
(ผมไม่ได้บ้า .ใช่มั๊ย) ไม่บ้าค่ะ แต่เป็นคนมองโลกในแง่ดี
บางคนเขาไม่เป็นอย่างที่เขาแสดงออกมา
ขอเขียนสั้น ๆ
เข้าใจจิตใจอาจารย์มากๆ ด้วยเพราะ ค่ะ เคยทำมาแล้วคล้าย ๆ กัน (ร้านหนังสือ)
คิดว่าได้กำไรนะคะ กำไรประสบการณ์และกำไร ได้เรียนรู้ชีวิต ความคิด"คน"
สวัสดีครับ
มีธุระต้องไปแวะแถวมหาสารคามแวบหนึ่ง ไว้โอกาสหน้าค่อยแวะไปใหม่ ;)
สวัสดีค่ะอาจารย์
ครูคิม ก็อยากจะมาเล่าให้ฟังคล้าย ๆ กันคือ
ชอบดื่มกาแฟ ก็เคยทำร้านกาแฟ
ไม่เจ้ง แต่เลิกเองค่ะ
ตอนนี้ก็อยากจะทำใหม่อีกครั้ง ทำที่บ้านเล่น ๆ ดื่ม ๆ (กาแฟ)
ตอนนี้อาจารย์สุขภาพดีหรือยังค่ะ
ฝากความคิดถึงคุณแดนไทยด้วนะคะ
สวัสดีค่ะ
คนเรามีความฝันทุกคน..อยู่ที่ว่าใครจะสามารถทำฝันของตนให้เป็นจริงได้..มองเห็นภาพร้านหนังสือของคุณแผ่นดินได้อย่างชัดเจนทีเดียว...เพราะฝันไว้เช่นกัน ตอนนี้หนังสือเต็มบ้านไปหมด โดยเฉพาะการ์ตูนญี่ปุ่นของเจ้าลูกชาย...ขอให้กิจการก้าวหน้าไปด้วยดีเคียงคู่ไปกับความสุขของคนเป็นเจ้าของนะคะ...
สวััสดีค่ะคุณชายแผ่นดิน
ดีใจจังเลยที่เห็นคนมีความฝันและทำตามฝันของตนเอง ถึงแม้บางครั้งความฝันของเรามันจะไม่ใช่เส้นทางหลักเหมือนคนอื่น...แต่ถึงเราไม่ใช้ทางหลักเราก็ไปถึงฝันได้ใช่ไหมค่ะื หนูก็เป็นอีกคนหนึ่งที่อยากเปิดร้านหนังสือเล็ก ๆ ตามฝันของตนเองเหมือนกััน แต่ก็รู้ว่าการทำร้านหนังสือไม่ได้ทำกำไรให้กับเราแบบเป็นกอบเป็นกำหรือร่ำรวยอะไร ก็เลยต้องรอเวลา แต่อยากจะทำเองปลายปีนี้เหมือนกันนะค่ะ ไม่แน่อาจจะได้ร้านเพื่อนบ้านชื่อ "นางสาวทะเล" ก็ได้
แผ่นดิน..ไม่ได้มีแต่วันที่แห้งแล้งตลอดใช่ไหมค่ะ..สู้..สู้..