วัฒนธรรมการอาบน้ำของคนบางกลุ่มอาจจะถือว่าเป็นเรื่องไม่สำคัญ บางคนอาจจะอาบน้ำวันละอย่างน้อย 2 เวลาคือเช้าและเย็น หรือบางกลุ่มอาจจะอาบน้ำเพียงครั้งเดียวต่อวัน หรือไม่เคยอาบน้ำเลย หรือนาน ๆ ครั้ง  ส่วนคนในชุมชนที่โรงเรียนตั้งอยู่ไม่ได้ข้อมูลเกี่ยวกับวัฒนธรรมการอาบน้ำมากนัก  เมื่อถามนักเรียนจะได้คำตอบแตกต่างกันว่าบางคนอาบวันละ 2 ครั้ง บางคนอาบวันละ 1 ครั้ง ส่วนไม่อาบน้ำเลยนั้นไม่มี

        เด็ก ๆ นักเรียนนับว่ามีปัญหามากในการอาบน้ำตอนเช้าก่อนมาโรงเรียน  ทำให้มีกลิ่นไม่สะอาดเช่นกลิ่นปัสสาวะรดที่นอน กลิ่นหมักหมม เล็บมือเล็บเท้าไม่สะอาด ร่องรอยคราบขี้ไคลปรากฏชัดเจน เพราะพวกเราเป็นโรงเรียนบ้านนอกอยู่ในชุมชนที่ยากจน  นักเรียนจำนวนมากถูกทอดทิ้งให้อยู่กับปู่ ย่า ตา ยายที่แก่ชรา ไม่มีเวลาอบรมสั่งสอน ครูต้องรับภาระอย่างมากโดยเฉพาะครูช่วงชั้นที่ 1 ชั้น ป.1- 3 ต้องฝึกให้นักเรียนอาบน้ำสระผม ฝึกซักเสื้อผ้าอีกด้วย

        ภายหลังที่ได้มีการรณรงค์ชักชวนให้นักเรียนร่วมกิจกรรมคุณธรรมพื้นฐาน 9 ประการ ครูทุกคนต้องมีหน้าที่ในการอบรมนักเรียนให้ตระหนักและมีลักษณะที่พึงประสงค์ก่อนการเรียนการสอนทุกกลุ่มสาระ ทุกชั่วโมง  "สะอาด" เป็นคุณลักษณะของคุณธรรมอีกประการหนึ่ง  ส่งผลให้นักเรียนประพฤติปฏิบัติได้อย่างเหมาะสม เห็นเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนทั้งด้านความรู้ ความเข้าใจและคุณลักษณะของนักเรียนทางพฤติกรรม

        น้องช้าง น้องเสือและน้องสิงห์ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ที่ทำตัวเป็นปัญหากับการอาบน้ำมากที่สุด ต่อเนื่องมาจากชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 นอกจากนี้เด็กทั้ง 3 คนเป็นเด็กผิวสีเข้มที่มองแล้วไม่สะอาดตา  ผมเผ้านาน ๆ ตัดครั้งหรือไม่ก็ครูต้องควักกระเป๋าครั้งละ 20 บาทเป็นค่าตัดผม  บังเอิญเป็นวันที่ต้องเดินผ่านเจอทั้ง 3 คนอย่างใกล้ชิด (คุณครูทุกคนในโรงเรียนถือเป็นหน้าที่ร่วมกันรับผิดชอบเด็กทั้งโรงเรียน ไม่ถือว่าคนใดคนหนึ่ง) ได้สำรวจดูสุขภาพ ความสะอาดของร่างกาย  ก็ได้คำตอบว่าไม่อาบน้ำในตอนเช้า ส่วนตอนเย็นอาบทุกวัน  แต่ไม่ถูคราบขี้ไคล

        กิจกรรมใหม่จึงเกิดขึ้น  หลังพักรับประทานอาหารกลางวัน  ได้ให้สตางค์ไปซื้อสบู่ที่ห้องสหกรณ์ได้สบู่มา  1 ก้อนสีขาวกลิ่นหอมน่าใช้มาก  อธิบายวิธีการอาบน้ำให้ที่หน้าห้องน้ำของครู  แล้วเดินไปยังห้องพักครูซึ่งอยู่คนละชั้น  เมื่อเดินขึ้นบันไดขั้นสุดท้ายและกำลังจะเข้าห้อง (ประมาณ 1 นาที) น้องเสือก็วิ่งขึ้นมาให้ครูดูว่า "สะอาดหรือยังครับ" และอีก 2 คนก็ตามมาติด ๆ   คราวนี้ให้กลับไปอาบใหม่บอกวิธีการขัด ถูแต่ละส่วนของร่างกาย กะเวลาให้ 15  นาที  เมื่อครบเวลาแล้วครูจะไปตามที่ห้องน้ำ

       ผลการอาบน้ำ  สระผม ก็ดูมีความสุขและสดชื่น กลัวครูจะไม่เชื่อจึงถือสบู่มาเป็นหลักฐานว่าได้ถูสบู่กันจริง ๆ จนทำให้สบู่ผอมไปกว่าเดิมมากแล้ว...โอ..เจ้ากรรมสบู่ที่บอกว่าสีขาว กลิ่นหอม น่าใช้...กลับกลายเป็น.."สบู่สีเทาคล้ำเกือบดำและเด็กทั้ง 3 คนชูแขนของตัวเองคนละข้างมาเทียบกับของครูว่า "พวกหนูขาวเท่าคุณครูคิมหรือยังครับ" แทนคำตอบก็คือ.."ครูกลัวว่าสีของหนูจะตกสีทำให้แขนครูเปลี่ยนสีมากกว่า"  ตามด้วยคำหวานปลอบใจหนูน้อยท้ง 3 คนว่า ..."คนเราจะสีสีผิวขาวหรือผิวคล้ำไม่เป็นอุปสรรคปัญหาในการดำเนินชีวิต  ที่สำคัญเราเลือกที่จะเป็นคนดีมีจิตใจงดงาม ขาวสะอาดและเข้มแข็งมากกว่า"