ถ้ารู้สึกว่า อยากเขียน จงเขียน, ถ้าจะต้องเรียนรู้ จงเรียนรู้ตนเอง,ถ้าจะต้องถ่ายทอด จงถ่ายทอดโดยปราศจากอคติ

ต้นไม้ ทุ่งนา ป่ากว้าง ...

ล้วนแล้วแต่เป็นส่วนหนึ่งที่หล่อหลอมผมมาจนเติบใหญ่ หากคุณครูให้วาดรูปหนึ่งรูป ผลผลิตภาพที่ปรากฏส่วนใหญ่จะเป็นภาพทุ่งนา มีภูเขา ดวงตะวันและนกกางปีกบิน

 

นั่นคือ ...จินตนาการในวัยเยาว์ที่ถ่ายทอดผ่านรูปภาพสีเทียนหลากสีสัน สิ่งนั้นเป็นสิ่งแทนคำบอกกล่าวว่าเรามีมุมมองต่อธรรมชาติอย่างไร...ในสายตาเด็กคนหนึ่ง

 Dsc02091

ฝันที่เป็นเหมือนโลกแห่งจินตนาการของเราไม่จบแค่นั้น...

เด็กบนดอยก็ฝันอยากเห็นทะเล หนังสือเรียนที่ปรุเก่า เล่าเรื่อง มานะ มานีไปเที่ยวทะเลที่ประจวบคีรีขันธ์ เรือประมงส่องแสงแวววับ ดุจแสงหิ่งห้อย ชายหาดขาว ลมพัดเย็น มีปูลม นึกภาพตามหนังสือ...ส่วนความฝันของเด็กน้อยนั้นเตลิดลงว่ายล้อคลื่นก่อนหน้านั้นแล้ว

รูปภาพและอักษรในหนังสือ สื่อจินตนาการให้ทำงาน พร้อมผลักดันความฝันให้มีชีวิตชีวา ด้วยความหวังที่โลดแล่น

คงจะดีไม่น้อย หากเราได้เขียนฝันนั้นด้วยตัวเอง...

ฝันที่เป็นตัวอักษร เป็นสิ่งแทนของจินตนาการบนโลกที่รอการค้นพบ

-----------------

ผมเชื่อว่าหลายคน ฝันไว้ว่า อยากมีงานเขียนดีๆเป็นของตนเอง และฝันที่ต่อจากนั้นคือ มีหนังสือที่มีชื่อตัวเองเป็นผู้เขียน...สักเล่ม

ความฝันนั้นไร้ขีดจำกัด แต่หากอยากจะทำความฝันนั้นให้เป็นจริง ก็คงต้องเริ่ม...ผมเชื่อว่าหากเราเริ่มต้นออกเดินทางตามเส้นทางฝัน ปลายทางนั้นใกล้เข้ามาเรื่อยๆตามจังหวะก้าวเดินไปข้างหน้าของเรา...หากมีความพยายาม ก็คงถึงหลักชัยในสักวัน

----------------

มีคำถามว่า "จะเริ่มยังไง"

มีแง่มุมดีๆจากนักเขียนมืออาชีพ มาบอกเล่าเส้นทางการเป็นนักเขียนในแบบฉบับของเขา

นักเขียนที่เป็นเจ้าของผลงานรวมเล่ม...สิ่งแทนความฝัน

 

Avatar

คุณสิขเรศ เอี่ยมประชา เจ้าของนามปากกา HyPeR MonKeY นักเขียนในดวงใจ ท่านหนึ่งที่ผมติดตามอ่านความคิดที่ถ่ายทอดเป็นความเรียงอันอบอุ่น

และเขาค้นพบความจริงอย่างหนึ่งว่า"การเขียนหนังสือกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราไปแล้ว"

ผมนำบทสนทนาระหว่างผม กับ "พี่เอ"ที่ผมเรียกขานหรือ คุณสิขเรศ เอี่ยมประชา ใน MSN  เป็นเรื่องราวของการเริ่มต้นบนถนนสายนักเขียน ที่เป็นมุมคิดของคนเขียนหนังสือ อย่างน้อยเราก็ได้รู้จักตัวตนเขามากขึ้นจากที่เราอ่านความคิดผ่านหนังสือ

ที่เราทั้งสองคนเรียกมันว่า "เมื่อตัวอักษรทักทายกัน"

ในการเรียนรู้นั้นมี...มิตรภาพ

ในมิตรภาพนั้นมี...ความอบอุ่น

อยากให้ทุกท่านได้สัมผัสความอบอุ่นในบรรยากาศการเรียนรู้ร่วมกันครับ

--------------------

 

Mr.Ake :) says:

เริ่มต้นเขียน งานเขียน หรือ ไม่เรียกงานเขียนก็ได้ เริ่มต้นเขียนเรื่องสักหนึ่งเรื่อง พี่เตรียมยังไงครับ

สิขเรศ says:

ก่อนอื่น เรื่องที่จะเขียนนั้น ต้องเป็นเรื่องที่เรารู้สึกมีแรงบันดาลใจที่จะเล่า คืออยากเล่า เป็นเรื่องที่เราเจอะเจอมาในชีวิต หรือสิ่งใกล้ตัว อย่างแรกเลยคือให้สังเกตความรู้สึกตัวเองว่าเราอยากเล่าเรื่องนี้ให้คนอื่นฟังหรือเปล่า เช่น อยากคุยให้เพื่อนๆฟังหรือเปล่า? ถ้าอยากเล่า ก็ให้เก็บไว้ อย่าเล่า แต่เขียนลงกระดาษแทน

สิขเรศ says:

ถ้าเขียนลงกระดาษแล้ว มีคนมาคุยด้วยระหว่างยังเขียนไม่เสร็จ ก็ห้ามเผลอเล่า ให้เล่าในกระดาษจนหมด อ่านทวน ลบ แก้ไขจนกว่าจะพอใจ จากนั้นค่อยนำที่เขียนนั้นให้ผู้คนที่เราอยากเล่าได้อ่านกัน นั่นแหละมันจะกลายเป็นเรื่องเล่าที่น่าสนใจ และออกอรรถรสมากๆ

Mr.Ake :) says:

หมายถึงให้เขียนเป็น ต้นฉบับก่อน แก้ไข ปรับ จนคิดว่านำเสนอได้เเล้วจึงนำมาเสนอ สื่อสารสู่สาธารณะ

สิขเรศ says:

ใช่ครับ เขียนเป็นต้นฉบับ และปรับแก้ด้วยตัวเอง ก่อนนำเสนอให้คนอื่นอ่าน แต่สิ่งที่ควรเน้นคือ อย่าเกร็งหรือตั้งใจเกินไปตอนเขียน แค่เขียนให้เหมือนการถ่ายทอดด้วยคำพูด เขียนให้เหมือนกับเล่าด้วยปาก มันจึงจะดูเป็นธรรมชาติ

Mr.Ake :) says:

อ่านดูเหมือนกับว่า ต้องเป็นคนชอบที่จะบันทึก ชอบเขียนไดอารี่ ถึงจะเขียนได้ดี

Mr.Ake :) says:

ดังนั้นผมต้องขออนุญาตถามก่อนนะครับ ว่า คุณสมบัติ นักเขียน ไม่ว่าสมัครเล่นหรือมืออาชีพ น่าจะมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง

สิขเรศ says:

ไม่หรอกครับ การเล่าเรื่อง กับไดอารี่ มีจุดแตกต่างอยู่ เพราะไดอารี่มักจะเล่าถึงเหตุการณ์ของวันนั้น เหตุการณ์ปัจจุบัน ไร้การผูกโยงกับเรื่องราวอื่นๆ

สิขเรศ says:

คุณสมบัตินักเขียน คือช่างสังเกต รู้จักเป็นผู้ฟังที่ดี ฟังแล้วรู้จักคิดไม่ใช่รับมาอย่างเดียว อะไรสงสัยต้องไถ่ถาม ไถ่ถามแล้วอย่าเชื่อในทันที นอกจากจะมีข้อมูลอยู่บ้างแล้วมีเหตุผลดีพอ หรือผู้พูดน่าเชื่อถือ หรือ % ส่วนใหญ่ที่เขาเคยพูด เชื่อได้ ค่อยเชื่อ แต่ก็ต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมด้วย นักเขียนควรมีความรู้รอบตัวเยอะ และหาข้อมูลอ้างอิงเสมอ สำหรับเรื่องที่ได้ยินมา หากได้ยินมา เล่าต่อทันทีไร้ข้อมูลอ้างอิงมักเป็นข้อมูลที่ผิด และปราศจากที่มา

Mr.Ake :) says:

ผมเคยอ่านกว่าจะมาเป็นนักเขียนของ นักเขียน ชื่อดังหลายท่าน บอกว่า ต้องเป็นคนชอบอ่านหนังสือ เพราะ "อ่านหนังสือมากๆ ทำให้เราไม่ขัดสนถ้อยคำ"  นี่คงเป็นคุณสมบัติพื้นฐานเลย

สิขเรศ says:

เอาเป็นว่าชอบอ่านดีกว่าครับ อย่าจำกัดแค่หนังสือเลย มีเรื่องราวมากมายที่เราอ่านได้มากกว่าในหนังสือ เช่นอ่านจากผู้คน

Mr.Ake :) says:

ครับ "อ่านจากผู้คน" นี่น่าสนใจมาก พี่ช่วยอธิบายเพิ่มเติมสักหน่อยได้ไหมครับ

สิขเรศ says:

ผู้คน ล้วนมีเรื่องราว หนังสือเล่มนึงอธิบายชีวิตคนทั้งชีวิตไม่ได้ แต่คนๆนึง มีเรื่องราวทำเป็นหนังสือได้นับร้อยเล่ม การอ่านคนออก เข้าใจผู้คนรอบตัว ทำให้เราไม่หมดเรื่องราวที่จะถ่ายทอด รู้จักสังเกต ก็ไม่จนต่อหนทางและเรื่องราวที่จะเขียน

Mr.Ake :) says:

หมายถึง ต้องมีความรู้เชิงจิตวิทยา และ จิตวิเคราะห์ ด้วยแบบนั้นหรือเปล่าครับ?

สิขเรศ says:

คือสังเกตผู้คน แม้แต่การสังเกตตนเอง จะพบว่ามีเรื่องราวและแง่คิดมากมาย ที่ถ่ายทอดออกมาให้คนอื่นได้แง่คิดดีๆได้ การเขียนที่ดี ต้องให้แง่คิดต่อผู้คน ไม่ถึงขนาดต้องมีความรู้เชิงจิตวิเคราะห์ครับ แค่ "เข้าใจ" คำนี้คำเดียวก็ทำให้เราเขียนอะไรได้มากมายแล้วครับ

 สิขเรศ says:

ทำความเข้าใจกับสิ่งรอบข้าง หาเหตุผลว่าทำไม

สิขเรศ says:

ทำไมคนนี้จึงเศร้า

สิขเรศ says:

ทำไมคนนั้นจึงอยากฆ่าตัวตาย

สิขเรศ says:

ทำไมคนนู้นถึงยิ้มได้ทั้งวัน

Mr.Ake :) says:

หากเรา"เข้าใจ"  ทำให้ เรา "เข้าถึง" ตัวตนของเขา

สิขเรศ says:

ทำไมคนนั้นจึงไม่เคยมีความสำเร็จในชีวิตเลย หาเหตุผล และเข้าใจ

สิขเรศ says:

ใช่ครับ นักเขียน ต้องเข้าใจตัวเองให้ได้ก่อน ก่อนจะเข้าใจคนอื่น

Mr.Ake :) says:

พื้นฐานการคิดของผู้คน ว่าเขาแสดงออกมาแบบนั้น ฐานคิด เขาเป็นอย่างไร หากผมจะเขียนแบบนี้ ใช่หรือไม่ครับ

สิขเรศ says:

ส่วนหนึ่ง ใช่ครับ

สิขเรศ says:

ไม่อย่างนั้นเราจะไม่สามารถบอกให้คนอื่นเข้าใจ หรือเชื่อสิ่งที่เราบอกได้

Mr.Ake :) says:

ผมเห็นด้วยครับว่า เรื่องราวของผู้คน น่าสนใจมาก มีเรื่องเล่ามากมาย และมีแง่มุมที่นำมาร้อยเรียงได้อย่างไม่รู้จบ อยู่ที่ว่าเราจะนำมุมไหนของเขาออกมาเล่า

Mr.Ake :) says:

ที่สังเกตงานเขียนของพี่ จะออกแนว "ความรู้สึก" และ "อารมณ์" ที่เป็นวิถีชีวิต

Mr.Ake :) says:

ส่วนใหญ่นะครับ

สิขเรศ says:

ใช่ครับ ส่วนใหญ่ ผมดึงความรู้สึกข้างในของผู้คนออกมาเปิดเผย ไม่ใช่แค่เปลือกนอก

Mr.Ake :) says:

เป็นความจริงของชีวิต นำมาเล่า ผสานความรู้สึก อารมณ์ของผู้เขียน แบบนี้ผู้เขียนต้องวางตัวเป็นกลาง หรือ IN ไปกับเรื่องราวของเขาครับ

Mr.Ake :) says:

หรือ วางตัวแบบ อุเบกขา ( Equanimity)

สิขเรศ says:

ผู้เขียนต้องวางตัวเป็นกลาง เสนอแง่คิดหรือทัศนคติของตัวเราลงไปด้วย โดยไม่โน้มเอียงไปด้านใดด้านหนึ่งซะทีเดียว แม้เสนอความคิดที่เป็นส่วนตัว แต่วิธีการเขียนก็เปิดกว้างให้คนอื่นได้คิดต่างด้วยครับ

Mr.Ake :) says:

เหมือนการ แลกเปลี่ยนความคิด ความรู้สึก อารมณ์ พื้นฐานของมนุษย์

Mr.Ake :) says:

พี่เอคิดว่างานเขียน ไม่ว่าจะสั้น ยาว ที่เป็นความเรียงชิ้นหนึ่ง จุดที่น่าสนใจ อยู่ตรงไหนครับ...เพราะเรามักจะเห็นว่า งานเขียนชิ้นนี้มีเสน่ห์น่าอ่านมาก แต่อีกชิ้น อ่านแล้วกลับรู้สึกเฉยๆ...เป็นเพราะอะไรครับ?

สิขเรศ says:

งานเขียนไม่ควรสั้น หรือยาวเกินไป อย่างเช่น งานเขียนของผมบางตอนที่ยาวเกินไป จะลดอรรถรสของความน่าสนใจในการอ่านมากทีเดียว นักเขียนต้องกล้าที่จะวิจารณ์งานเขียนตัวเอง หาจุดบกพร่อง และกล้าที่จะรับฟังคนอื่นวิจารณ์ด้วย

สิขเรศ says:

อยู่ราวๆ 2-4 หน้าหนังสือกำลังดี ถ้าเกินจากนั้นไปมาก ก็จะยาวเกินไป

สิขเรศ says:

คือเขียนสัก 2 หน้า A4 ต่อ 1 ตอน หรือไม่เกิน 4 หน้า A4 น่าจะกำลังดีครับ

Mr.Ake :) says:

หาก มีมือใหม่หัดเป็นนักเขียน พี่มีอะไรจะเเนะนำบ้างครับ...

สิขเรศ says:

ก็แค่เล่าเรื่อง ให้คนอื่นฟัง แทนที่จะเล่าจากปาก ก็เขียนลงบนกระดาษ พยายามเขียน หรือพิมพ์ให้ได้เร็ว เพื่อเรื่องที่อยากเล่าจะได้ไม่จางหายไปจากความคิดหรือความจำก่อนเราจะพิมพ์หรือเขียนเสร็จ

สิขเรศ says:

รู้จักคัดกรองสิ่งแย่ๆออกจากงานเขียนของตัวเอง ก่อนที่จะให้คนอื่นอ่าน

สิขเรศ says:

อย่ามั่นใจตัวเองมากไปจนไม่รับฟังความคิดอ่านของคนอื่น

สิขเรศ says:

เขียนรวดเดียวให้จบตอน อย่าพยายามมาเขียนต่อภายหลัง เพราะจะกลายเป็นคนละอารมณ์กัน

Mr.Ake :) says:

"สิ่งที่แย่ๆ" ในงานเขียนที่พี่พูดถึง มีอะไรบ้างครับ

สิขเรศ says:

ก็เช่นการใช้ภาษาผิดๆ หรือเขียนผิด

Mr.Ake :) says:

ครับ

สิขเรศ says:

สภาวะ กับ ภาวะ คำประมาณนี้ เช่น สภาวะ มักใช้กับสิ่งแวดล้อม แต่ภาวะ มักใช้กับตัวคน ก็ใช้ให้ถูก

สิขเรศ says:

คำว่า รู้สึก กับคำว่า คิด

สิขเรศ says:

ความคิดกับความรู้สึกแตกต่างกันอยู่มาก แยกให้ออกว่าสิ่งที่เราเขียน จะเขียนว่านั่นคือความคิด หรือความรู้สึก

สิขเรศ says:

การโจมตีให้ร้าย เช่น สอดแทรกเรื่องเสียดสีทางการเมือง แอบด่านักการเมือง ไม่ควรมีในงานเขียน

Mr.Ake :) says:

พาดพิงบุคคลที่สาม?!?

สิขเรศ says:

จะว่าอย่างนั้นก็ได้ครับ

สิขเรศ says:

อารมณ์ขุ่นมัว อคติ ต่อสิ่งใด หรือต่อคน ไม่ควรใส่ในงานเขียน

Mr.Ake :) says:

ครับ

Mr.Ake :) says:

สุดท้ายพี่จะฝากอะไรกับ นัก(อยาก) เขียนเพิ่มเติมอีกบ้างครับ

สิขเรศ says:

ถ้ารู้สึกว่า อยากเขียน จงเขียน,
ถ้าจะต้องเรียนรู้ จงเรียนรู้ตนเอง,
ถ้าจะต้องถ่ายทอด จงถ่ายทอดโดยปราศจากอคติ

สิขเรศ says:

ทุกๆครั้งที่เขียน ควรให้อะไรกับผู้อ่านด้วย ไม่ใช่แค่ให้เขาอ่านแล้วผ่านเลยไป ไม่ได้อะไรกลับไปเลย อย่างน้อยก็แค่คิด ความรู้ หรือความรู้สึกดีๆ

Mr.Ake :) says:

ครับ

สิขเรศ says:

จำไว้ว่า.. เรื่องของเรา ไม่มีใครอยากรู้ อย่าเที่ยวเอาเรื่องของตัวเองมาเล่า โดยไม่ได้ให้อะไรกับคนอื่น สิ่งที่คนอื่นต้องการคือแง่คิด และประสบการณ์ ไม่ใช่การรู้เรื่องชาวบ้าน

สิขเรศ says:

ฉะนั้น การเขียนแบบชีวประวัติ หรือเล่าเรื่องส่วนตัว วันนี้ วันนั้น ฉันทำอะไรบ้าง มันไม่น่าสนใจพอที่คนอื่นจะอ่าน

Mr.Ake :) says:

พี่หมายถึง ต้อง คิดให้มาก ว่า งานของเรา ผู้อ่านจะได้อะไรบ้าง

สิขเรศ says:

ใช่ครับ

สิขเรศ says:

ควรแฝงแง่คิดด้วย

Mr.Ake :) says:

ครับ

Mr.Ake :) says:

ต้องขอบคุณพี่ เอ สิขเรศ  มากครับ ผมคิดว่า เรื่องที่พูดคุยผ่าน MSN นี้ น่าจะเกิดประโยชน์ สร้างแรงบันดาลใจให้กับ นัก(อยากเขียน) มือใหม่หัดเขียน มากขึ้น ไม่ว่า มีวัตถุประสงค์สื่อสารแบบไหน หนังสือ หรือบันทึกออนไลน์  (Blog) 

Mr.Ake :) says:

โดยเฉพาะงานเขียน และ บันทึก ที่มุ่งพัฒนาสังคมแห่งการเรียนรู้ สร้างสรรค์สังคมที่ดีงาม

สิขเรศ says:

ยินดีครับ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่รักการเขียน ได้เขียนสิ่งดีๆพื่อให้ผู้อ่าน ได้อ่านสิ่งดีๆครับ

Mr.Ake :)  says:

ขอบคุณมากครับ

สิขเรศ says:

ยินดีครับ

------------------------

บทสนทนา MSN

ตอนบ่าย วันที่ ๑๑ มิ.ย. ๕๑

กรุงเทพฯ

 

 

 


2470000685

ขอบคุณอย่างจริงใจ สำหรับแรงบันดาลใจที่ดี
พี่เอ สิขเรศ เอี่ยมประชา
อ้างอิงภาพหนังสือจาก  http://hypermonkey.multiply.com