วันนี้มีโอกาสว่าง ๆ ได้ถ่ายภาพผลกระท้อนจากต้นหน้าบ้าน...ต้นนี้เป็นต้นที่ไม่ต้องการปลูก....กินเนื้อแล้วทิ้งเมล็ด...มันไปติดอยู่ในรูอิฐบล็อกแล้วก็โตขึ้นมาเคียงข้างต้นที่จงใจปลูก.....ต่อมาต้นที่จงใจปลูกมันโตแข่งกับมะม่วง...เราก็ย้ายกระท้อนออกไปริมถนน...เลี้ยงไว้ได้ ๒ ปี..โรงเรียนปรับภูมิทัศน์มันก็เลยถูกไถทิ้งไปพร้อมกับต้นไม้อื่น ๆ.......กระท้อนต้นนี้เริ่มติดดอกและผลเมื่อ ๒ ปีที่แล้ว...ปีแรกติดแต่ช่อดอกเพียง ๓ - ๔ ช่อ...ปีที่ ๒ ติดช่อดอกเต็มต้น...แต่ติดผลเพียง ๓ ผล...อยู่จนได้กิน ๑ ผล......ปีนี้ติดดอกเต็มต้น...และมีผลให้เห็นไม่ถึง ๑๐๐ ผล......ที่สำคัญรสหวานชื่นใจมาก....แม้ว่าลูกจะเล็ก...เพราะไม่ได้บำรุง...สังเกตรูปให้ดีจะเห็นเถารางจืดขึ้นปกคลุมอยู่ด้วย

การกินกระท้อนสมัยเด็ก ๆ ประถม..เรากินเมล็ดมันแล้ว....ก็กินเนื้อใช้มีดปลอกเปลือกแล้วก็หั่นเนื้อกิน.....ยามบ่ายในห้องเรียนง่วงๆ เราก็ปอกกระท้อน.....พอกลิ่นเปรี้ยวมันแผลงฤทธิ์...เพื่อน ๆ ก็ตื่น...พร้อมกับลักลอบนำพริกเกลือมาร่วมวงเฮฮา.......สุดท้ายพวกเราก็แอบครูหั่นเนื้อกระท้อนเป็นชิ้นเล็กใส่ห่อกระดาษไว้ตั้งแต่พักกลางวัน....แล้วก็แอบหยิบขึ้นมากินหรือแจกจ่ายเพื่อนเมื่อเวลาง่วง...ใครมีวิธีแอบกินอย่างไรบอกเล่ากันบ้างนะคะ......เอาไว้แอบอมยิ้มตอนแก่ค่ะ

แล้วกระท้อนของครูพรรณา  มีสัมพันธภาพอย่างไรกับชาวส่องดาว :::::::: นั่นนะซิ........อยากรู้ ๆ ๆ ::::::: เรื่องมีอยู่ว่าครูพรรณาเคยสอนอยู่ที่โรงเรียนส่องดาววิทยาคม ( ม่วงเพลิง  คือสีประจำโรงเรียน ) แล้วในปลายปี ๒๖ ครูพรรณาก็  แต่งงาน....คนอีสานเขาพูดว่า เอาผัว......พอเปิดเทอมใหม่ของปีถัดไป.......ช่วงพฤษภาคมนี่แหละ......กระท้อนก็ออกผล.....นักเรียนก็นำมากินกันและฝากให้ครูพรรณาได้กินด้วย......ความที่อยากอุดหนุนนักเรียนและช่วยให้นักเรียนคนอื่น ๆ ได้กินกระท้อนด้วย...ครูพรรณาก็สั่งซื้อกระท้อน  ๒๐  บาท.....วันรุ่งขึ้นนักเรียนก็นำกระท้อนมาให้...อุแม่เจ้า.....๒๐  บาท...ได้เป็นเข่งใหญ่ๆ .....แถมนักเรียนคนอื่น ๆ ที่บ้านมีกระท้อนออกผลก็นำมาฝากครูอีก....วันนั้นนักเรียนชั้นม. ๑ ทั้ง ๔ ห้อง  กินกระท้อนเป็นอาหารว่างกันทุกคน.........พอวันศุกร์ช่วงบ่าย...นักเรียนก็บอกครูว่า...ครูครับอาจารย์จัน ( หลวงพ่อที่วัดป่าโนนสะอาด...อยู่ไม่ไกลจากโรงเรียน )  สั่งให้ไปวัดครับ.....เช้าวันเสาร์เราก็ปิ่นโตข้าวไปทำบุญ.....เสร็จงานบุญ...หลวงพ่อบอกว่าให้พิจารณาที่เสาบนศาลา...มองดูเห็นมีกระติ๊บข้าวเหนียว...ท่านก็ว่าให้เอาไปกิน.....และให้ไปดูต้นหมากไฟ...กำลังออกลูก...ให้เก็บไปกิน.......เหตุที่ชาวบ้านและหลวงพ่อเมตตาและกรุณาครูพรรณาถึงปานนั้น........เพราะท่านเหล่านั้นคิดกันว่าครูพรรณาเป็นแม่มาน ( ตั้งครรภ์)......ส่วนเมล็ดกระท้อนเมื่อกินแล้วก็ปลูกต้นมันไว้ที่โรงเรียนส่องดาวหลังบ้านพักครู ๒ ต้น ...ปลูกมากไม่ได้เพราะที่โรงเรียนนี้ต้นไม้เยอะมาก...เอาแค่ป่าสักหน้าโรงเรียน....ก็หลายร้อยต้น.....และก็เอาไปปลูกไว้ที่วัด อีก ๑ ต้น.::::::::::สัมพันธภาพที่เกิดคือชาวอีสานเชื่อว่าถ้าทำบุญกับแม่มานแล้วจะได้บุญเยอะ........ครูพรรณาก็เป็นนาบุญแก่ชาวส่องดาว.......และจากวันั้นถึงวันนี้ พ่อ แม่ ลูก ทุกคนชอบกินกระท้อนเป็นชีวิตจิตใจ...เห็นที่ไหนเป็นซื้อ......จนปลูกได้กินผล:::::::เป็นสัมพันธภาพข้ามไปถึงต้นกระท้อนโน่นเลย.......ซ้างั้น!!!!