กระทรวงพลังงานได้จัดทำยุทธศาสตร์ "SPV ปาล์มน้ำมัน มิติใหม่ของธุรกิจเกษตรไทย" ด้วยการกำหนดเป้าหมายให้มีการใช้ไบโอดีเซลทดแทนน้ำมันดีเซลในปี 2555 วันละ 8.5 ล้านลิตร หรือ 3,100 ล้านลิตร/ปี (ผสมไบโอดีเซล 10% ในน้ำมันดีเซลทั่วประเทศ) คิดเป็นมูลค่า 50,000 ล้านบาท จากความต้องการใช้น้ำมันดีเซลทั้งหมด 85 ล้านลิตร/วัน หรือ 31,000 ล้านลิตร/ปี
เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายข้างต้น จำเป็นต้องมีแผนปฏิบัติการพัฒนาและส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซลที่ผลิตจากปาล์มน้ำมัน ในช่วงปี 2548-2555 โดยช่วง 2 ปีแรก (2548-2549) จะเป็นการผลิตไบโอดีเซลชุมชนและจัดทำมาตรฐานไบโอดีเซล ช่วงปี 2550-2554 จะเป็นช่วงการจำหน่ายไบโอดีเซล 5% บางพื้นที่ในภาคใต้และกรุงเทพฯ และช่วงที่ 3 ปี 2555 จะเป็นการผลิตและจำหน่ายไบโอดีเซล 10% ผสมในน้ำมันดีเซลทั่วประเทศ
ด้านการจัดหาวัตถุดิบปาล์มน้ำมันเพื่อผลิต ไบโอดีเซลจะต้องมีการปลูกปาล์มในพื้นที่อีก 4 ล้านไร่ (2548-2552) แบ่งเป็น การปลูกปาล์มในภาคใต้ 1.8 ล้านไร่ การปลูกปาล์มในภาคตะวันออก 1.7 ล้านไร่ และการปลูกปาล์มในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออีก 500,000 ไร่ ด้วยเงินลงทุน 70,000 ล้านบาท
สำหรับการผลิตไบโอดีเซลเชิงพาณิชย์ ล่าสุดมีภาคเอกชนเสนอตัวเข้ามาหลายราย ประกอบไปด้วย กลุ่มที่ 1 สหกรณ์อ่าวลึก จ.กระบี่, บริษัทวิจิตรภัณฑ์ปาล์ม, บริษัทชุมพรอุตสาหกรรม ที่พร้อมจะลงทุนต่อยอดการผลิตไบโอดีเซล เนื่อง จากสหกรณ์และบริษัทเหล่านี้มีศักยภาพจากการเป็นผู้ผลิตปาล์มน้ำมันและมีโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มอยู่แล้ว กลุ่มที่ 2 บริษัท ACG พร้อมที่จะลงทุนเฉพาะโรงงานผลิตไบโอดีเซล โดยมีแผนที่จะตั้งโรงงานอยู่ที่ จ.สมุทรปราการ และ กลุ่มที่ 3 บริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ (C.P.) แจ้งความจำนงพร้อมที่จะลงทุนผลิตไบโอดีเซลแบบครบวงจร รวมไปถึงการพัฒนาพันธุ์ปาล์มที่ จ.สุราษฎร์ธานี
พร้อมกันนี้ รัฐบาลจะเข้ามาให้การสนับสนุนการผลิตไบโอดีเซลเชิงพาณิชย์ด้วยการส่งเสริมการลงทุนผ่านทางคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI), การให้สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษี, การวิจัยและพัฒนา (R&D) ทั้งในส่วนของ by-product กับ oleochemical และมูลค่าเพิ่ม รวมถึงการบริหารจัดการด้วยบริษัทนิติบุคคลเฉพาะกิจ หรือ SPV
เฉพาะในส่วนของ SPV ปาล์มน้ำมันนั้น จะใช้กลไก SPV เข้ามาจัดตั้งบริษัทจำกัด เพื่อบริหารจัดการการผลิตและการตลาด เงินลงทุนในบริษัทจะมาจาก 2 ส่วน คือ สถาบันการเงินในรูปเงินกู้ กับเงินลงทุนในส่วนผู้ถือหุ้นบริษัท โดยบริษัทจะนำเงินมาลงทุนใน 3 ส่วน คือ การปลูกปาล์มน้ำมัน (plantation) เปิดโอกาสให้เกษตรกรรายย่อยเข้าร่วมด้วย crushing plant และแผนการบริหารจัดการไบโอดีเซล โดยมีกระทรวงพลังงานเป็นผู้รับซื้อ
ส่วนการจำหน่ายไบโอดีเซล (10% ผสมในน้ำมันดีเซล) มีการกำหนดเป้าหมายไว้ว่า จะต้อง "ถูกกว่า" น้ำมันดีเซล 75 สตางค์/ลิตร ด้วยการ 1)รัฐลดหย่อนภาษีสรรพสามิตให้ 50 สตางค์/ลิตร 2)รัฐยกเว้นภาษีกองทุนน้ำมันให้ 50 สตางค์/ลิตร ทั้งหมดนี้จะอยู่ภายใต้การบริหารในรูปของคณะกรรมการเชื้อเพลิงชีวภาพ ซึ่งเป็นองค์ กรอิสระ มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและส่งเสริมการผลิตไบโอดีเซล ผ่านทางหน่วยงานสนับสนุน ได้แก่ กระทรวงการคลัง, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กระทรวงพลังงาน, กระทรวงอุตสาหกรรม, กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโน โลยี และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในอีกด้านหนึ่งคณะกรรมการก็จะเข้ามาให้นโยบายและการส่งเสริมกับ SPV/สถาบันการเงิน ในการวางแผน การจัดการ การตลาด และการจัดหาแหล่งเงินทุนให้กับสวนปาล์ม-โรงสกัดน้ำมันปาล์ม และโรงผลิตไบโอดีเซล
โดย : ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 23/06/2005
ปาล์มน้ำมันเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย ซึ่งสามารถนำมาใช้ผลิตน้ำมันไบโอดีเซลทดแทนน้ำมันดีเซล ทำให้กระทรวงพลังงานมีแผนสนับสนุนปฏิบัติการพัฒนาและส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซลที่ผลิตจากปาล์มน้ำมันโดย ยุทธศาสตร์ "SPV จากแนวคิดดังกล่าวของกระทรวงพลังงานมีส่วนช่วยให้ลดการนำเข้าน้ำมันดีเซลที่กำลังมีราคาแพง ซึ่งกำลังส่งผลโดยตรงต่อประชากรและภาคอุตสากรรม เมื่อมีความต้องการในการใช้ปาล์มน้ำมากขึ้น จะส่งผลให้ราคาปาล์มน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น ก็จะเป็นผลดีโดยตรงต่อเกษตรกรที่ปลูกปาล์มน้ำมัน และมีส่วนกระตุ้นให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนมากขึ้น เช่น กลุ่มที่ 1 สหกรณ์อ่าวลึก จ.กระบี่, บริษัทวิจิตรภัณฑ์ปาล์ม, บริษัทชุมพรอุตสาหกรรม ที่พร้อมจะลงทุนต่อยอดการผลิตไบโอดีเซล เนื่อง จากสหกรณ์และบริษัทเหล่านี้มีศักยภาพจากการเป็นผู้ผลิตปาล์มน้ำมันและมีโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มอยู่แล้ว กลุ่มที่ 2 บริษัท ACG พร้อมที่จะลงทุนเฉพาะโรงงานผลิตไบโอดีเซล โดยมีแผนที่จะตั้งโรงงานอยู่ที่ จ.สมุทรปราการ และ กลุ่มที่ 3 บริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ (C.P.) แจ้งความจำนงพร้อมที่จะลงทุนผลิตไบโอดีเซลแบบครบวงจร รวมไปถึงการพัฒนาพันธุ์ปาล์มที่ จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทย