มีอีเมลล์ฉบับหนึ่งเขียนถึงผม ประมาณเกือบตีหนึ่งของเมื่อคืน ในเนื้อความบรรยายถึงเรื่องราวชายคนหนึ่งที่เป็นครู มีความทุกข์ใจอันเกิดจากการหย่าร้าง ครอบครัวล่มสลาย และความทุกข์ที่ฝังอยู่ในใจเขาถูกถ่ายทอดมาให้เพื่อครูอีกคน ให้รับรู้ถึงความทุกข์ที่อัดแน่นไม่มีวันคลายในช่วงเวลาที่ผ่านมา...อีเมลล์ฉบับนี้ยังบอกผมอีกว่า "น้ำเสียงเขาดูเศร้าที่สุด"
ถามว่า จะทำอย่างไร ในเมื่อคุณครูอีกท่านที่เป็นผู้ให้คำปรึกษา ก็ทุกข์ใจไม่ยิ่งหย่อนกว่า เพราะปัญหาตัวเองก็มี แถมยังทุกข์ใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
ผมมองว่าเรากำลังติดอยู่ในอารมณ์ "ลบ" ที่ทำร้ายจิตใจเราทุกวี่ทุกวัน เราคิดซ้ำ คิดซากกับเรื่องราวที่ผ่านเข้ามา และก็ผ่านออกไป ความทุกข์ก็น่าจะผ่านออกไปด้วยแต่ทำไมยังมาติดอยู่ ไม่ยอมไปกับปัญหา
เพราะ "ใจ" เราตัวเดียว ผมคิดว่า ต้นเหตุของเรื่องตอนนี้อยู่ที่ใจ หากเราทำใจได้ ทุกข์มหันต์ก็จะคลายลงไป
หากเขียนแบบนี้ ใครก็แย้งว่ามันง่ายเกินไป เพราะเขียน เพราะพูด ยังไงก็ได้ หากไม่เจอกับตัวเองคงไม่รู้
ผมก็คิดว่าทุกคนก็เคยมีประสบการณ์ทุกข์ใจกับเรื่องราวที่ผ่านเข้ามา ถึงแม้ไม่ใช่เรื่องหัวใจ ก็ทุกข์เหมือนกัน แต่ที่ไม่เหมือนกันคือ "การจัดการกับความทุกข์" นั้นมากกว่า
เคยสนทนากับ ดร.กะปุ๋ม เธอพูดได้อย่างน่าฟังว่า เรายินดีครอบครองความทุกข์นั้นแต่ว่า ให้อยู่เพียงชั่วคราวประเดี๋ยว ประด๋าว แล้วเชิญเขาจากไป ก็หมายความว่า เราต้องมีสติรู้ว่าเรากำลังทำอะไร เรากำลังคิดอะไร ให้รู้เท่าทันความคิด
เราถือว่าได้เปรียบ เพราะมีความรู้ ถือว่าเป็นผู้มีปัญญาทางโลก ดังนั้น ปัญหาที่เกิดขึ้น ให้ใช้ "ปัญญา" ในการแก้ไข "ปัญหา" กันเถิดครับ
อย่าให้ปัญหามาทำร้ายเราทุกวี่ทุกวันอยู่เลย
หากคุณกำก้อนหินอยู่ ก็คลายมัน และค่อยๆวางมันลงซะเถิดครับ จะได้เบา จะได้สบาย...
ผมเองก็เป็นผู้ปฏิบัติ เป็นบทเรียนที่ผมได้เรียนรู้ร่วมด้วย แล้วถอดบทเรียนนำมาคุยกัน ไม่ได้เก่งกาจอะไร บ่อยครั้งเราพบว่า เรื่องเล็กน้อยเหล่านี้เป็นเงื่อนไขทำให้เราทุกข์ใจ จนไม่เห็นหนทางข้างหน้า...
สวัสดียามเช้าครับ คุณเอก :)
ฝากกำลังใจไปให้เพื่อนคุณเอกด้วยนะครับ :)
เรายินดีครอบครองความทุกข์นั้นแต่ว่า ให้อยู่เพียงชั่วคราวประเดี๋ยว ประด๋าว แล้วเชิญเขาจากไป
""""
ผมเห็นด้วยกับจังหวะชีวิตที่ ดร.กะปุ๋มบอกกล่าวนี้มาก ผมเองก็เคยได้ทำหน้าที่ในการซึมซับความทุกข์เศร้าของผู้คนในทำนองนี้บ่อยครั้งเช่นกัน
บางครั้ง, เราไม่สามารถช่วยอะไรได้มากอย่างที่เขาฝากหวัง แต่อย่างน้อยก็พยายามรับฟังอย่างเห็นใจให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ผมมองว่า, ใครสักคนที่จมอยู่กับห้วงนั้นแล้วยังมีเพื่อน หรือที่ไหนสักแห่งให้ตัวเองได้เอนพักก็ถือว่ายังโชคดีอย่างมหาศาล ซึ่งดีกว่าใครที่พบเจอห้วงทุกข์แล้วแลหน้า..แลหลังแล้วปราศจากคนหรือสถานที่ให้หัวใจได้พักวาง
ผมเชื่อเหลือเกินว่า ....
ทันทีที่ก้าวผ่านเรื่องนี้ไปได้ เรื่องดี ๆ ก็จะตามมาอีกเยอะ ชีวิตไม่โหดร้ายกับคนที่ไม่สิ้นหวัง - ผมเชื่อเช่นนั้น และถึงแม้จะเป็นการปลอบประโลมเสียมากกว่า แต่ผมก็เชื่อและศรัทธา เพราะชีวิตยังคงต้องวิวัฒน์ไปสู่สิ่งที่ดีอยู่วันยังค่ำ
.....
ท้ายที่สุดนี้ ..
ผมเพียงอยากจะบอกว่า ผมเป็นอีกคนที่ชอบละเล่นอยู่กับความโศกเศร้า บางครั้งก็นาน บางครั้งก็ชั่วครู่ยาวเท่านั้น และการเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันอย่างมี "สติ" ย่อมสอนให้เราได้รับรู้ว่า บางขณะความโศกเศร้าก็มีแง่งามของมันเช่นกัน
.....
เป็นกำลังใจให้ครับ...
สวัสดีเจ้าค่ะ พี่เอกจ๋า
แวะมาให้กำลังใจ ให้พี่สุดหล่อนะเจ้าค่ะ รักษาสุขภาพด้วยเจ้าค่ะ --->น้องจิ ^_^
สวัสดีครับ ขออนุญาต ลปรร ด้วยครับ
เรื่อง "พิษรัก" นี่ แก้ยากเหมือนกันครับ จากมุมมองของผมเอง ผมคิดว่าสิ่งที่จะรักษาแผลใจได้ดีที่สุด ก็คือ "เวลา" ครับ แต่บางครั้ง กว่าที่เวลาจะเข้ามาแก้ไข ก็อาจจะ "สายเกินไป" ดังนั้นก่อนที่จะใช้เวลาเข้าแก้ไข ก็ต้องใช้ตัวของเราเองนี่แหละครับที่แก้ไข (เรียนผูก ต้องเรียนแก้ครับ)
การใช้ตัวเองเข้าแก้ไขปัญหา "พิษรัก"
1. ระบายออกให้เต็มที่ (ที่ไม่ต้องพึ่งพาอบายมุขหรือดื่มเพื่อลืมเธอ) อาจจะร้องไห้ให้เต็มที่ ตะโกนดังๆ หรือ เขียนใส่กระดาษแล้วเผา ฯลฯ วิธีนี้อาจจะผ่อนคลายได้ขึ้นมาบ้างนิดๆ
2. เปลี่ยนสถานที่ เปลี่ยนกิจกรรม
3. วิธีที่ดีที่สุด คือ "ทำใจ" ครับ ต้องร้องเพลงของพี่เต๋อ ที่ว่า "อกหักไม่ยักกะตาย"
4. เรื่องทำใจ พูดง่ายแต่ทำยาก ถ้าทำใจไม่ได้ ทุกข์ก็ปล่อยให้มันทุกข์ไป แต่อย่าไปทำร้ายตัวเอง หรือ ทำลายตัวเอง เมื่อทุกข์มากๆ เข้า ประเดี๋ยวก็จะเบื่อไปเอง
ขอบคุณครับ
อ.Wasawat Deemarn ครับ
เปิดอีเมลล์เช้านี้ กับ เนื้อหาที่เขียนในบันทึกครับ
ผมมักจะรับทราบเรื่องราวของเพื่อนๆด้วยกัน ผ่านการให้เกียรติ ไว้ใจ เป็นเรื่องที่ดีมากครับ อย่างน้อยผมได้เรียนรู้ร่วม
เพลง ก้อนหินก้อนนั้น เป็นเพลงที่มีความหมาย ทำให้ได้คิด ได้กระตุก ...ผมมักจะยกเอาเพลงนี้ให้หลายๆคนที่ อยู่ในวังวนแบบนี้ ได้ฟัง และคิดตาม
คนเราก็เท่านี้นะครับ...หากทุกข์เกิดขึ้นแต่เหตุ เราก็ควรแก้ที่เหตุ เมื่อเหตุต้นเรื่อง หากผ่านไปทุกข์นั้นไปติดที่เหตุอีกจุดที่สำคัญ คือ "ใจ"
เราจะทำอย่างไรกับ"ใจ"นี้ หากเราไม่"ทำใจ" เรียนรู้ผ่านความทุกข์นั้น และตัดทุกข์ออกไป ดดยการเปลี่ยนวิธีคิด
อาจทำได้ช้าเร็ว อยู่ที่การปฏิบัติ บุคลิก ความคิด ความเชื่อ ทุน ต่างๆ
แต่ก็ขอให้กำลังใจทุกท่านครับ
เรียนรู้ เข้าใจ ยอมรับและอยู่กับมันให้ได้...
ถ้าจะให้ดีกว่านั้นใช้ประโยชน์จากมันให้ได้ครับ...
มีความสุขกับการทำงานครับเพื่อน...
สวัสดีครับ อ.เอก
บางครั้งการที่เราเคยอกหัก ก็ทำให้เราได้ผ่านบทเรียนอันสวยงามมาได้
พอย้อนไปถึงวันนั้น เรายังมีความรู้สึกที่ดีได้ เพราะทุกวันนี้ราจดจำสิ่งที่ดีดีที่มีต่อกัน แต่เพราะเราไม่ใช่คู่กัน เราถึงไม่ได้อยู่ด้วยกันในชาตินี้
แต่คนเรา..ถึงแม้ไม่ได้เป็นคู่รักกัน แต่เราก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้ใช่ไหมคะ
พูดคล้ายๆ..พี่มีประสบการณ์ยังไงไม่รู้นะ..เอกนะ
เรียนรู้และเข้าใจเหตุแห่งทุกข์ และหยุดเหตุนั้น
ให้กำลังใจครับ
สวัสดีค่ะ
แม้ว่าจะมีสติ และพยายามเหลือเกินที่จะเอาชนะความทุกข์ มันก็ยากเหลือเกินเช่นกัน
เลยต้องทำชีวิตให้เข้ากับความทุกข์ ด้วยการนอน แม้จะไม่หลับก็นอน บางครั้งบางคน ได้ร้องไห้ออกมาบ้าง ก็ทำให้สบายใจได้ไม่น้อย
สงสัยต้องปรึกษาผู้รู้เสียแล้วคะ
- ข้อคิดดีๆเพื่อครอบครัว
1. ข้อสำคัญของการเลือกคู่ คือ เราไม่ได้เลือกใครเพราะเขาสมบูรณ์แบบ แต่เพราะเขามีจุดดีหลัก ๆที่เราประทับใจ ส่วนจุดอ่อนด้อยนั้นเป็นส่วนปลีกย่อยที่เราสามารถยอมรับได้อย่างไม่ยากเย็น
2. ในความเป็นจริง ไม่มีใครดีเลิศสมบูรณ์แบบ ถ้าเรามองไม่เห็นจุดอ่อนด้อยของเขาเลย นั่นแสดงว่า เรายังไม่รู้จักเขาอย่างแท้จริง หรือไม่ เราก็กำลังตกอยู่ในความหลงใหล ..จนไม่ลืมหูลืมตา
3. การแต่งงาน คือ การผูกพันกันด้วยหัวใจ ไม่ใช่เพียงร่างกายและยิ่งไม่ใช่การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เชิงธุรกิจ
4. คนที่แต่งงานเพราะความเหงา จะยิ่งเหงาหนักเป็น 2 เท่า แต่งงานแบบคลุมถุงชน ก็มีแนวโน้มว่า ชีวิตจะมืดมนไปอีกนาน
5. ความสุข ความทุกข์ ครึ่งหนึ่งอยู่ที่ชีวิตหลังแต่งงาน คิดให้ดีก่อนที่จะเลือกใคร มาเป็นคู่ชีวิต...
6. บ้านจะเล็กหรือใหญ่ ไม่สำคัญ แต่ “ความรัก” ต้องใหญ่ที่สุดในบ้าน
7. คำว่า “รัก” พูดมากไป ย่อมดีกว่า พูดน้อยไป...
8. เมื่อเรา ทำผิด....จง “ขอโทษ” เมื่อเขา ทำผิด ....จง “ให้อภัย”
9. ชีวิตแต่งงาน คือ ชีวิตแห่งการปรับตัว ถ้าไม่คิดจะปรับตัวเข้าหาใคร อยู่เป็นโสดไป ก็ดีกว่า...
10. ยอมเป็นผู้แพ้ ดีกว่า เป็นผู้ชนะที่ยืนอยู่ท่ามกลางซากชีวิตสมรสที่หักพัง...
11. “แก้ตัว” .... ช่วยอะไรไม่ได้ “แก้ไข” .......ช่วยได้ทุกอย่าง...
12. เมื่อมีปัญหาในครอบครัว อย่าลืมใช้ความรักและหลักเหตุผลเป็นกรรมการตัดสิน ไม่ใช้ อารมณ์ หรืออาวุธ..
13. งอนแต่พองาม...ก็งามดี แต่งอนเกินพอดี ก็เกินงาม...
14. ต่างคนต่างแข็ง ไม่มีใครยอมอ่อนข้อต่อกัน...บ้าน...ก็คงไม่ต่างอะไรกับสนามรบ
15. เมื่อสามีอ่อนแอ ไม่รับบทบาทผู้นำ ความสับสนวุ่นวาย ก็ตามมา หรือเมื่อภรรยา พยายามแย่งบทบาทการนำจากสามี ชีวิตครอบครัวก็รอดยาก
16. ความไม่ซื่อสัตย์ ต่อกันเพียงครั้งเดียว ก็อาจสั่นคลอนความไว้วางใจที่มีให้กันได้ ท้ายที่สุด ชีวิตคู่ก็จบลงด้วยความแตกร้าว ยากเยียวยา
17. ความเห็นแก่ตัว สนใจแต่ปัญหา อารมณ์ ความรู้สึก และความสนใจของตัวเองชีวิตคู่ ก็อยู่ด้วยกันยาก
18. ก่อหนี้สินจนล้นพ้นตัว ครอบครัวก็มีแต่ความตึงเครียดทุกเช้าเย็น
19. เมื่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด หรือทั้งสองฝ่ายเรียกร้องและคาดหวังจากกันและกันมากเกินพอดี ปัญหาก็จะมีเรื่อยไป…ไม่สิ้นสุด
20. ควรตระหนักว่า...ภรรยา ไม่ใช่ผู้ปรนนิบัติรับใช้สามี แท้จริงแล้ว สามีภรรยา ควรเอาใจใส่ดูแลกันและกันอย่างดีที่สุด...ย่อมดีกว่า
21. ไม่มีอะไร ทำให้ภรรยาปวดร้าวใจ มากเท่าการค้นพบว่า สามีมีหญิงอื่นในหัวใจ
22. รักเดียว ...ใจเดียว ไม่ใช่เรื่องเชย แต่เป็นเรื่องดีที่สามีทุกคนในโลกควรกระทำ
23. การขอโทษภรรยาเมื่อทำผิด ไม่ใช่เรื่องเสียศักดิ์ศรี แต่เป็นศักดิ์ศรีของสามี...ที่แท้จริง
24. ไม่ควรมองว่า งานดูแลบ้าน เป็นความรับผิดชอบของภรรยา สามีควรมีส่วนช่วยแบ่งเบาภาระอย่างสุดความสามารถเสมอ
25. สรีระรูปร่างหน้าตา ที่เปลี่ยนไปของภรรยา ไม่ควรเป็นเหตุให้ความรักในหัวใจของสามีจืดจางลงแม้แต่น้อย
26. ควรระลึกอยู่เสมอว่า ...การนำครอบครัวนั้น คือ การนำโดยเห็นผลประโยชน์ของครอบครัวเป็นหลักไม่ใช่ เพื่อความสุข ความพึงพอใจของตนเอง
27. ภรรยาที่ดี ควรสนับสนุนสามีให้ก้าวไกลในชีวิต ไม่ใช่ดึงรั้งให้หยุดอยู่กับที่ หรือถอยหลัง
28. ภรรยาที่ดี ไม่ควรใช้วิธีการบับบังคับทั้งทางตรงและทางอ้อมเพื่อให้สามีตัดสินใจตามความคิดของตน
29. ในสถานการณ์หน้าสิ่ว หน้าขวาน สามีต้องการภรรยาที่สงบนิ่ง ช่วยกันคิดหาทางออก ไม่ใช่ภรรยาที่เอาแต่โวยวาย ตีโพย ตีพายหรือร้องไห้ฟูมฟาย โดยปล่อยให้เขาต้องแบกภาระหนักอึ้งเพียงลำพัง
30. การไม่ตีลูก เพราะกลัวลูกเจ็บ เมื่อยังเป็นเด็ก กลับจะทำให้เขาเจ็บปวดยิ่งกว่า เมื่อเขาโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่สร้างปัญหา และถูกลงโทษ... จากสังคม
31. ช่องว่างระหว่างวัย...ระหว่างรุ่น...ย่อมไม่มี ถ้าพ่อแม่ตระหนักถึงความสำคัญ และใช้ความพยายามที่มากพอ วิธีที่ดีที่สุด คือ พ่อแม่ควรวางแผนเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดกับลูก ไม่ใช่ตามแก้ปัญหาเมื่อเกิดขึ้นแล้ว
32. พึงตระหนักว่า ลูกไม่ใช่ดินน้ำมัน ที่พ่อแม่ อยากจะปั้นให้เขาเป็นอะไรก็ได้ตามใจชอบ เขาย่อมมีจิตใจที่มีเอกลักษณ์แห่งความชอบ ความสนใจที่แตกต่างไปจากพ่อแม่ได้เสมอ
------------ขอขอบคุณเจ้าของบทความ
"This better to have loved and lost than to never have loved at all."
การที่เราได้รู้จักความรักและการสูญเสีย..ย่อมดีกว่าการไม่รู้จัก"ความรัก"เลย..
...........
"ถ้าไม่เอาทุกข์ไว้ที่ใจ..ใจก็จะไม่ทุกข์ค่ะ.."
เป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่อยู่ในสภาวะนี้ค่ะ..
หวัดดีค่ะ
ถูกเขาทำร้าย เพราะใจเธอแบกรับมันเอง
คุณ แผ่นดิน ครับ
จะว่าผมประสบกับความรักเป็นพิษแบบจังๆผมก็ไม่เคยนะครับ เพียงแต่แอบรักแบบเด็กๆแล้วก็อกหัก เป็นเรื่องเด็กๆจริงๆ แต่มันก็เจ็บปวดเล็กๆนะครับ (ฮา)
แต่ผมคิดว่าความเจ็บปวดจากสิ่งที่เราพลาดหวัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรักหรือไม่ ก็เป็นความทุกข์
วังวนแห่งความทุกข์นั้น มันทำร้ายเราตลอดเวลาหากไม่ปลดมันออกไป อาศัยแต่เพียงเวลาก็เนิ่นนานเกินไป ใจที่ถูกกรีดก็เจ็บกลัดหนอง เป็นความทรงจำที่ไม่ดีครับ
อย่างเช่นในวันสองวันนี้ ผมเองก็รู้สึกผิดหวังกับ สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ที่รู้สึกว่าเหมือนถูกฟ้าฟาด แต่นั่นก็เป็นความรู้สึกทุกข์ช่วงแรก อาศัยเหตุการณ์นี้เป็นบทเรียน เปลี่ยนมุมคิดให้ดี ความรู้สึกดีๆก็กลับคืนมา แต่ว่าสิ่งที่พังทลายลงไปคือความสัมพันธ์ ความรู้สึกอันดีที่ยังบูรณะไม่ได้ ก็ปล่อยไป ไม่คิดแล้ว
เป็นแบบนี้เอง
ผมมักจะได้อ่านเรื่องราวดีๆของคุณพนัสเสมอ และผมก็ซึมซับความรู้สึกดีๆผ่านคุณพนัสบ่อยๆเช่นกันไม่ว่าจะเห็นในบันทึก หรือแม้กระทั่งคุยกัน
ผมต้องขอบคุณมากครับสำหรับมิตรภาพที่มีให้นะครับ
ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณ น้องจิราภรณ์โก๊ะจิจัง แซ่เฮ ^๐^! ครับผม
ขอบคุณสำหรับกำลังใจให้พี่เอกครับ น้องคงสบายดีและให้มีความสุขกับชีวิตมหาวิทยาลัย
ในโลกใบใหม่ที่เรียกว่า มหาวิทยาลัย มีเพื่อนมีเรื่องราวมากมาย อาจทำให้น้องจิ สุข ทุกข์ได้ ก็อย่าท้อ ขอเป็นกำลังใจ
ส่วนเรื่องเพื่อน ขอให้พบเพื่อนที่ดี มีความจริงใจ มิตรสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนมีความจำเป็นมากสำหรับการเรียน ชีวิตในมหาวิทยาลัย
ขอให้มีความสุขมากๆครับ
สวัสดีครับ อ.small man
ข้อคิดเห็นของอาจารย์ ดีมากครับ เป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับคนที่มีทุกข์ แบบค่อยๆทำ ค่อยๆคลาย
เรื่อง ทำใจ นี่จริงๆครับ พูดง่าย แต่ ทำยาก โดยเฉพาะคนที่เจ็บปวด เมื่อเขาอยู่ในวังวนแบบนั้น กว่าใจจะถูกฉุดขึ้นมาจากหลุมดำของใจ ก็ยากทุลักทุเล
"อกหักไม่ยักกะตาย" เห็นด้วยครับ
ประเด็นนี้อาจดูเป็นประเด็นเล็กๆแต่ไม่เล็กสำหรับชีวิตคนเรา เป็นต้นเหตุของความยุ่งยากทั้งมวลได้ หากเราไม่ปรับวิธีคิด หาวิธีแก้ไข
ขอบคุณท่านอาจารย์มากครับ
เพื่อนรัก -ดิเรกMr.Direct
ชอบมากครบ สำหรับ ประโยคที่ว่า เรียนรู้ และเข้าใจ อยู่กับมันให้ได้
ผมเห็นด้วยครับ หากเราจะใช้บทเรียนนี้สอนเรา เป็นประสบการณ์ที่ดี
ผมเองได้รับประสบการณ์ในสองวันที่ผ่านมาอย่างน้อยไม่ใช่เรื่อง "รัก" เเต่เป็นเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันที่ไม่คิดว่าจะเจอกับเรื่องแบบนี้ ก็ทุกข์ใจ มีอารมณ์แกว่ง โกรธ แต่ก็เป็นอยู่ไม่นาน ผมยอมให้แค่นั้น แล้วเชิญความทุกข์ออกไป...คิดได้มันก็เบา
เข้าใจมากขึ้น ได้เรียนรู้มากขึ้น นี่เป็นบทเรียนที่ดีของผมครับ
ขอบคุณเพื่อนที่ให้กำลังใจในทุกเส้นทาง
กลับ กทม.เรานั่งคุยกันนะครับ มีเรื่องราวหลากหลายเล่าให้ฟัง
อ.เอก
ความรักนั้นสวยงาม ใจนี้เป็นใจที่สวยงาม ดังนั้น ควรเก็บไว้เฉพาะความสวยงาม
ยินดีครับ สำหรับประโยคที่เฉียบคม สไตล์อาจารย์เอก แต่ผมก็ยังคิดว่า เราเก็บเอาบทเรียนอีกด้านของความสุขเป็นบทเรียนด้วยจะดีมั้ยครับ เก็บไว้แต่ไม่ทุกข์ เก็บไว้พิจารณา
ผมระลึกถึงเพื่อนเสมอ มีโอกาสคงได้เจอกันอีกครับ
ขอบคุณครับ
พี่อุบลอุบล จ๋วงพานิช
ผมอ่านแล้ว นั่งอมยิ้มๆครับ
ข้อเขียนพี่น่ารักมาก ...ผมคิดว่านั่นเป็นเรื่องจริงเลยครับ หากเราไปกันไม่ได้ เราก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้ ...
ผมเองก็ไม่ได้ช่ำชองในเรื่องนี้ แต่พอจะเข้าใจทุกข์แบบนี้ดี ทางออกของผมก็ไม่ต่างกับทุกคน คือทุกข์ก่อน แล้วค่อยหาทางคลายทุกข์ ...หากไม่ทุกข์ก็คงไม่ใช่นะครับ เป็นเรื่องธรรมดา
และ ค่อยๆหาแฟนใหม่ (ฮา) อันนี้ล้อเล่นนะครับผม
คุณ Pipom
ข้อเสนอแนะของคุณ นั้นคือ แก่นของวิธีการที่อยากนำเสนอเลยครับ
หากเราดับเหตุแห่งทุกข์นั้นได้ ตรงนั้นคือ หนทางแก้ไขปัญหาทั้งมวล
ขอให้มีความสุขมากๆนะครับ