คืนนี้ที่เวียงจันทร์ ฝนฉ่ำฟ้า หลังจากเรานอนหลับไม่นานเสียงสายฝนก็กระหน่ำขับกล่อม ให้คืนนี้ในต่างแดน เป็นคืนที่ผมนอนหลับสบายอย่างที่สุด

B2S ห้างแถวๆลาดพร้าว

 เป็นประจำที่ผมจะใช้เวลาช่วงวันหยุด สำรวจหนังสือออกใหม่ๆ เป็นช่วงเวลาที่ผ่อนคลายของผม วันนี้ไปที่รถไฟฟ้า เลยโทรนัดดิเรกมาจิบกาแฟนั่งคุยกัน สัพเพเหระ ก่อนจะมาลงเอยที่ร้านหนังสือ หนังสือเดี๋ยวนี้การออกแบบหน้าตาดูสะสวยเย้ายวนชวนให้หยิบ เราทั้งสองต่างก็เดินไปหยิบหนังสือท่องเที่ยวขึ้นมาอ่านมีหนังสือเล่มหนึ่งเป็นหนังสือเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเมืองลาว...น่าปกสวยอีกเช่นกัน ผมบอกดิเรกว่าลาวมีเรื่องราวที่น่าสนใจ อีกทั้งบรรยากาศยังสมบูรณ์อยู่มาก ไปไม่ยาก...หากเราตั้งใจจะไป เขาดูท่าทางสนใจและบอกผมว่า อยากไปเที่ยวเหมือนกัน

แว่บแรก..ผมคิดถึง ดร.กะปุ๋ม ขึ้นมาทันที เพราะผมเคยคุยกับเธอนานแล้ว ประมาณทีเล่นทีจริงว่าผมอยากไปเบิ่งเมืองลาวแบบซำเหมาสักครั้งหากมีโอกาส  ผมกดโทรศัพท์จาก B2S ลาดพร้าว ถึง ดร.กะปุ๋มที่ขอนแก่นทันที พร้อมบอกวัตถุประสงค์ เธอตอบรับด้วยความยินดีก่อนให้พวกเราแต่ละคนสำรวจวันหยุดให้พร้อมก่อน แล้วค่อยหาเวลาที่ลงตัว...แต่ไม่นานภายในสัปดาห์สองสัปดาห์นี้

 

เป็นการตัดสินใจที่รวดเร็วและเด็ดเดี่ยว เพราะมีใจอยู่แล้ว หลังจากกลับบ้าน ดิเรกโทรมาแจ้งช่วงวันหยุดในทันที  เดือนพฤษภาเป็นเดือนที่มีวันหยุดเยอะ ดังนั้นการหาวันจึงไม่ยากมากนัก การไปลาว เพื่อไปเยือนเมืองเวียงจันทร์ และวังเวียงครั้งนี้ เราจึงเรียบง่าย รวดเร็ว แบบไม่น่าเชื่อ ดิเรกไปต่อพาสปอร์ตที่หมดอายุในทันที ผมเองก็พร้อมอยู่แล้ว

 

วันดีเดย์ก็มาถึง

เรา(ผมกับดิเรก) ออกเดินทางจาก กทม.เช้ามืด เพื่อไปยังขอนแก่น ถึงประมาณช่วงเที่ยงพอดี มีเวลาพักอีก ๑ ชม.เศษๆที่ขอนแก่น เพื่อทานข้าวกับเพื่อนๆ มื้อนี้พิเศษมากๆ ถือว่าเป็นการเลี้ยงฉลองให้เพื่อน ดร.กาเหว่า ที่สอบบรรจุเป็นอาจารย์ที่ ม.นครพนม ด้วย

 

ส้มตำ ไก่ย่าง ปลาเผา ยกมาพร้อมสรรพ อ.เสก และเพื่อน พร้อม ดร.กะปุ๋มคุณเด่น ดร.กัลยา รออยู่แล้วที่ร้านส้มตำใน มข. ดูร่มรื่นเชียวครับ ต้นไม้ช่วงฝนที่เขียวครึ้มทำให้บริเวณที่ทานข้าวบรรยากาศสบายๆ ...ขอบคุณผู้มีอุปการคุณ มิตรภาพที่ดีที่ขอนแก่นครับ

 

เราทั้งหมด ผม ดิเรกพร้อมกับ ดร.กะปุ๋ม หนึ่งหญิงสองชาย ซื้อตั๋วตรงไป เวียงจันทร์ ด้วยรถปรับอากาศ อินเตอร์แนชั่นแนล ระหว่างประเทศ (อ่านจากหน้ารถ) ต้องซื้อด้วยพาสปอร์ตครับ เขาถึงจะยอมขายให้ สนนราคาคนละ  ๑๘๕ บาท ถือว่าไม่แพงสำหรับการเดินทางจากเมืองไทย(ขอนแก่น) ไปต่างประเทศ (นครหลวงเวียงจันทร์) คาดว่าไปถึงเวียงจันทร์น่าจะเย็นย่ำ ๕ - ๖ โมงเย็น แต่พวกเราไม่กังวลเพราะจะมีเพื่อนของ ดร.กะปุ๋มที่ทำงานในเวียงจันทร์ มารับตอนลงรถที่นั่น พร้อมให้เฮือนพัก สำหรับ แบคแพคเกอร์กระเป๋าหนัก(กระเป๋าตังค์เบา) ได้พักนอนหนึ่งคืนก่อนเดินทางไปวังเวียง

 

ใช้เวลาประมาณ ๒ ชม.เราก็เดินทางมาถึงด่านหนองคาย(ฝั่งไทย) ตรงนี้รถจอดให้พวกเราได้จัดการเรื่องการขอเข้าประเทศ ซึ่งกรอกข้อมูลเล็กน้อย แนบพาสปอร์ตปั๊มเข้า วันนี้ใช้เวลาไม่นาน เพราะคนไม่เยอะ ปกติจะเยอะและชุลมุน ดร.กะปุ๋มเธอเล่าให้ฟัง วิ่งรถไปประมาณไม่ถึงห้านาทีก็ต้องลงเพื่อไปกรอกข้อมูลที่ด่านของลาวอีก กระบวนการคล้ายกันคนไม่เยอะเหมือนเคย วิ่งขึ้นรถเดินทางต่อไปยังเวียงจันทร์ทันที

 

ตะวันคล้อยต่ำ กระทบน้ำโขงวาววับ ...

บรรยากาศตอนย่ำค่ำทำให้อากาศเย็นสบาย อีกไม่กี่นาทีก็ถึงใจกลางเมืองหลวงของลาว และเพื่อนของ ดร.กะปุ๋ม ก็มารอรับอยู่แล้ว หลังจากที่เราลงรถ ก็พากันเดินไปยังซุ้มประตูของเมืองเวียงจันทร์ บ้านพักของครูเอ๋ (เพื่อนของ ดร.กะปุ๋ม) อยู่ไม่ไกลจากตรงนั้นมากนัก

 

เราใช้เวลาเย็นๆ เดินสำรวจวิถีของพี่น้องลาว...การเดินช้าๆไม่รีบเร่งทำให้เราเก็บรายละเอียดของเมืองได้ทั่วถึง ปลายทางของเราคืออาหารมื้อเย็นริมฝั่งโขงตรงข้าม อ.ศรีเชียงใหม่ พร้อมกับเดินละเลียดริมโขง รับสายลมฉ่ำเย็นในช่วงกลางคืน

 

เวียงจันทร์ดูเงียบๆไม่คึกครื้นมากนัก เหมือนต่างจังหวัดที่ช่วงดึกก็รถน้อย เงียบสงบตามวิถีของคนที่นี่ ลาวเคยตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศลดังนั้นไม่ว่าซุ้มประตูขนาดใหญ่ที่อยู่กลางเมืองจะมีกลิ่นอายของฝรั่งเศลแล้ว ตึกรามบ้านช่องบางส่วนก็เช่นกัน รวมไปถึงชื่อถนนบางสายก็เป็นชื่อฝรั่งเศล

 

  
 

พวกเราเดินทอดน่อง ชมราตรีนครหลวงเวียงจันทร์ช้าๆไม่รีบเร่ง เพราะจากนี้ก็นอนหลับเอาแรงเพื่อเดินทางไปต่อวังเวียง ในวันรุ่งขึ้น เวียงจันทร์คืนนี้ดูเหมือนไม่มีอะไรเป็นพิเศษ แต่เราก็ได้ความรู้สึกที่สบายๆของเวลาที่เดินช้าลง เราไม่ต้องกังวลกับอะไรมากนัก

 

   

คืนนี้ที่เวียงจันทร์ ฝนฉ่ำฟ้า หลังจากเรานอนหลับไม่นานเสียงสายฝนก็กระหน่ำขับกล่อม ให้คืนนี้ในต่างแดน เป็นคืนที่ผมนอนหลับสบายอย่างที่สุด