วันนี้ผมนัดนักศึกษาเรียนเร็วกว่าปกติ หนึ่งชั่วโมงครับ เนื่องจากต้องการเข้าประชุมในช่วงเช้า ส่วนช่วงบ่ายเดิมตั้งใจจะสอนชดสัปดาห์ที่ผมหายไปมาเลย์ (แต่จริงๆ เมื่อวานก็ชดเชยไปแล้ว) ปรากฏนักศึกษาขอไปเลือกตั้ง เลยต้องยอม (คนมันเลือดประชาธิปไตยเต็มเปี่ยม)

เข้าประชุม 11 โมงครับ (นัดประชุมจริง 9.30) แต่พอไปถึงประธานที่ประชุมก็บอกว่าเพิ่งเริ่มประชุม เพราะส่วนใหญ่ที่เป็นอาจารย์ก็มักจะมีสอนซัมเมอร์กันอยู่แล้ว

ผมเข้าใจว่า ประชุมวันนี้ผู้จัดน่าจะเจตนาจัดเพื่อคุยนอกรอบเกี่ยวกับการปรับแผนปฏิบัติงานประจำปีตามแผนกลยุทธของมหาวิทยาลัย แล้วด้วยผมที่มีคุณลักษณะสำคัญประการหนึ่งคือ ปากกับใจตรงกันเป็นส่วนใหญ่ และหามีโอกาสก็ไม่ค่อยจะเก็บไว้สักเท่าไร ดังนั้นงานนี้มีหรือผมจะนั่งเงียบๆ

นั่งเก้าอี้ปุ๊บ ก็จับประเด็นว่าคุยกันเรื่องอะไร แล้วก็วางแผน(ในใจ) ว่าจะลากเข้าประเด็นที่เราต้องการคุยได้อย่างไร แล้วพอจังหวะเหมาะก็ยกมือขออนุญาตเสนอความคิดเห็น จริงๆ ประเด็นนี้ผมพูดกับหัวหน้ากองแผนหลายครั้งแล้วครับว่า การทำแผนในลักษณะนี้ไม่สามารถนำไปสู่การพัฒนาได้จริง แต่มักจะได้รับการชี้แจงต่างๆ นานา จนผมละเซ็งไปหลายรอบ เอาล่ะขอคุยอีกรอบ ไหนๆ ก็รองอธิการฝ่ายแผนนั่งหัวโต๊ะเอง

ก็จะให้เดินหน้าต่อได้อย่างไร ในเมื่อที่ทำมาทั้งหมดมันจะเอาประเด็นสำคัญไม่ได้เลย ผมก็เลยขอเจียรนัยให้ที่ประชุมฟัง พร้อมกับถามหัวหน้าแผนเป็นระยะๆ เพื่อให้แน่ใจว่าผมเข้าใจไม่ผิด

แต่ยังงัยที่ประธานก็บอกว่า จำเป็นต้องเดินต่อในสภาพที่เป็นอยู่นั่นแหละครับ แล้วบังเอิญกรรมการท่านหนึ่งนำเสนอว่า ปัญหาทั้งหมดของการปฏิบัติงานในปีที่ผ่านมาที่ทำให้การปฏิบัติงานไม่สอดคล้องกับแผนกลยุทธที่ตั้งไว้เป็นผลจากปัญหาด้านงบประมาณ

ผมเห็นแย้งกับประเด็นนี้ครับ ผมมองว่านั้นเป็นเพราะแผนที่วางไว้ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เป็นแผนแห่งความฝัน ไม่ใช่เป็นแผนกลยุทธ ผมยกตัวอย่างให้ที่ประชุมฟังว่า เหมือนเราเขียนแผนการสอน เพื่อจะไปสอนนะครับ แค่เราเอาแผนการสอนดังกล่าวมาอ่าน เราก็บอกได้เลยว่า แผนนั้นสอนได้จริงหรือเปล่า เช่น ในแผนบอกว่าจะฉายวีดิโอให้นักเรียนดู แต่ในความจริงไฟฟ้าในห้องเรียนไม่มี เครื่องฉายก็ไม่มี แล้วจะสอนได้อย่างไร

จุดอ่อนของแผนระยะที่ผ่านมาเริ่มจากการทำแผนกลยุทธที่ผิดกระบวนการ ซึ่งทำให้ไม่สามารถทำให้เกิดภาพจริงจากการทำการวิเคราะห์ swot ได้ แต่ทุกทีที่ผ่านมา เราไม่เคยคิดถึงจุดนี้เลย

คำถามคือ ก้าวข้างหน้า ทำอย่างไร เกือบทุกท่านในที่ประชุมเห็นตรงกันครับว่า ต้องปรับปรุงโครงสร้างมหาวิทยาลัยใหม่ (อันนี้เป็นปัญหาใหญ่จริงๆ) ตอนนี้เราเป็นคนอ้วนที่ไม่มีเรี่ยวแรงทำงานครับ แล้วถ้าไม่ปรับโครงสร้าง ผมว่า นอกจากจะลุกนั่งลำบากแล้ว เราอาจเกิดโรคเบาหวานหรือข้อเสื่อมได้

อันต่อมาคือ การพัฒนาสมรรถนะของบุคลากรครับ อันนี้คุยกันนานครับ

บทวิเคราะห์ของผมประการหนึ่งคือ คณะศิลปศาสตร์ฯ อาจเป็นคณะที่ปรับโครงสร้างยากที่สุด และคณะที่น่าจะทำง่ายที่สุดคืออิสลามศึกษา ถึงแม้ว่าคณะนี้จะอายุยาวนานที่สุด แต่วัฒนธรรมองค์กรเอื้อที่สุดต่อการเปลี่ยนแปลง ฮิฮิ ต่างจากศิลปศาสตร์ฯ ของผม (ฮือ ฮือ) งานยากมหาหินครับ