วันนี้มีโอกาสไปซื้อของและแวะไปตลาดในเมืองเชียงใหม่
ผู้คนมาจากไหนมากมาย
บ้างกำลังวางของ เครื่องประดับ กับแคร่เล็กๆ ข้างทาง
ร้านก๋วยเตี๋ยวเล็กๆที่คุ้นเคย หายไป มีร้านอาหารต่างๆมากขึ้น
ฉันเห็นร้านอาหารเกาหลี ญี่ปุ่น แทรกไปทุกที่ รวมทั้งที่ล้อเข็นโต้รุ่ง
ผู้คนมาจากไหนมากมาย
บ้างก็นุ่งกางเกงขาสั้น ทำจมูกโด่ง ควงแขนชาวต่างชาติ
บ้างก็ทำผมสีชมพูทรงพั๊งค์ สักตามตัว
คนที่พูดคำเมืองหายไป
ฉันเห็นคนพูดภาษาอื่น แทรกไปทุกที่ รวมทั้งปั๊มน้ำมัน ร้านอาหาร
ผู้คนมาจากไหนมากมาย
ฉันเงยหน้าขึ้นมองดอยสุเทพเพื่อหาความอบอุ่นคุ้นเคย
ความสูงของโรงแรมและคอนโดก็บดบังยอดพระธาตุจนมิด
ฉันเริ่มรู้สึกเหมือนเป็นคนแปลกหน้าในบ้านเกิดเมืองนอนของฉันเอง
(บันทึก 20 เมษายน 2551)
ผู้คนมาจากไหนมากมาย
บ้างก็นุ่งกางเกงขาสั้น ทำจมูกโด่ง ควงแขนชาวต่างชาติ
อิอิๆๆ
สวัสดีค่ะอาจารย์
ไม่อยากให้ภาพเดิมๆ ที่สวยงาม แทนที่ด้วยภาพใหม่ๆ ตามที่อาจารย์บรรยายไว้เลยนะคะ
เพราะเชียงใหม่ในความทรงจำคือภาพที่สวยงามเหลือเกินค่ะ
ขอบคุณค่ะ
สวัสดีครับ
- เชียงใหม่วันนี้เปลี่ยนไปจริง ๆ
- บางทีเคยไป แต่มาวันนี้ไม่อยากไปเสียแล้ว เพราะรู้สึกไม่คุ้นเคยน่ะครับ
- ร่วมบ่น ในฐานะคนเชียงใหม่ (บ้านนอก)น่ะครับ
สวัสดีค่ะ อาจารย์
คนเมืองกาญจน์ก็หลงประจำครับ อิอิๆๆ แต่ไม่เคยเหยีบอ่างกะปิ นะ ฮ่าๆๆๆ
สวัสดีครับ อาจารย์จันทรรัตน์ :)
ขอบคุณครับ :)
สวัสดีค่ะ คุณแจ๋วจริงๆ
สวัสดีค่ะ ครูสุ
สองวันก่อน นั่งกินก๋วยเตี๋ยวที่ถนนทางเข้าสนามบิน...ผุ้หญิงคนหนึ่งบอกว่ามาจากเวียงแหงกระเตงลูกมาขอให้ช่วยซื้อถั่วต้ม บอกว่าไม่มีเงินซื้อนมให้ลูกและเงินไม่พอกินข้าว...ถามเธอว่าหิวไหม มานั่งกินก๋วยเตี๋ยวด้วยกันเลย...เธอบอกว่าขอใส่ห่อไปได้ไหม..ก็บอกเธอว่าเธออยู่กี่คน สั่งไปได้เลย..เธอขอ 2 ถุง
ระหว่างที่เธอรอก๋วยเตี๋ยว ได้คุยด้วยนิดหน่อย ถึงรู้ว่า ลงมาหางานทำกับสามี ต้องเช่าบ้านอยู่และสามีต้องผ่อนรถมอเตอร์ไซด์ไว้รับจ้างส่งของ...ทั้งค่าเช่าบ้านค่าผ่อนรถ ไม่พอซื้อข้าวกิน ทุกวันต้องพยายามหาเงินด้วยการหิ้วถั่วต้มเดินขายตั้งแต่เย็นถึงเที่ยงคืนตามร้านอาหารโต้รุ่งต่างๆ ....
ก่อนแยกกันเธอพยายามเอาถั่วต้มให้ สายตาของเธอบอกให้รู้ว่า เธอขอบคุณมาก...
สำหรับตัวเอง...มองว่ามันน่าสงสารมากเหลือเกินกับคนที่ต้องพยายามหางานทำ แต่เป็นคนมือเปล่าที่ไม่มีกำลังต่อรอง ที่กลับต้องเป็นหนี้เพิ่มขึ้นเพราะผลพวงขอความเจริญและค่าครองชีพที่สูงมากๆ ของเชียงใหม่ในตอนนี้น่ะค่ะ
สองวันก่อน นั่งกินก๋วยเตี๋ยวที่ถนนทางเข้าสนามบิน...ผุ้หญิงคนหนึ่งบอกว่ามาจากเวียงแหงกระเตงลูกมาขอให้ช่วยซื้อถั่วต้ม บอกว่าไม่มีเงินซื้อนมให้ลูกและเงินไม่พอกินข้าว...ถามเธอว่าหิวไหม มานั่งกินก๋วยเตี๋ยวด้วยกันเลย...เธอบอกว่าขอใส่ห่อไปได้ไหม..ก็บอกเธอว่าเธออยู่กี่คน สั่งไปได้เลย..เธอขอ 2 ถุง
ระหว่างที่เธอรอก๋วยเตี๋ยว ได้คุยด้วยนิดหน่อย ถึงรู้ว่า ลงมาหางานทำกับสามี ต้องเช่าบ้านอยู่และสามีต้องผ่อนรถมอเตอร์ไซด์ไว้รับจ้างส่งของ...ทั้งค่าเช่าบ้านค่าผ่อนรถ ไม่พอซื้อข้าวกิน ทุกวันต้องพยายามหาเงินด้วยการหิ้วถั่วต้มเดินขายตั้งแต่เย็นถึงเที่ยงคืนตามร้านอาหารโต้รุ่งต่างๆ ....
ก่อนแยกกันเธอพยายามเอาถั่วต้มให้ สายตาของเธอบอกให้รู้ว่า เธอขอบคุณมาก...
สำหรับตัวเอง...มองว่ามันน่าสงสารมากเหลือเกินกับคนที่ต้องพยายามหางานทำ แต่เป็นคนมือเปล่าที่ไม่มีกำลังต่อรอง ที่กลับต้องเป็นหนี้เพิ่มขึ้นเพราะผลพวงขอความเจริญและค่าครองชีพที่สูงมากๆ ของเชียงใหม่ในตอนนี้น่ะค่ะ
ไม่รู้จะช่วยอย่างไร
ขออนุโมทนากับพี่สร้อยด้วยครับ
สวัสดีอีกครั้งครับ
สวัสดีอีกครั้งค่ะอาจารย์
นั่งๆ นึกไปว่าความรู้สึกแบบที่อาจารย์กล่าวมานั้น
แจ๋วเองก็เคยรู้สึกทุกครั้งๆ ที่เดินถนนหลังวัดชนะสงคราม
เหมือนไม่ใช่กรุงเทพฯ หรือกรุงเทพฯ ไม่ใช่บ้านเมืองของเรา เหมือนเราแปลกแตกต่าง
แล้วอีกที่ก็เมื่อครั้งที่ไปเกาะช้างค่ะ เหมือนเป็นตัวประหลาดที่ไม่สวมบิกินีลงทะเล
แต่ใส่กางเกงเลกับเสื้อยืด
แต่ก็ไม่อยากให้เป็นอย่างนี้กับแหล่งศิลปวัฒนธรรมอย่างเชียงใหม่นะคะ
แม้ว่าเราไม่อาจทัดทานอะไรได้ แต่ใจก็ไม่อยากเลยค่ะ
ขอบคุณค่ะ
สวัสดีค่ะ อาจารย์
เคยผ่านไปทางถนนช้างคลานไหมคะ...วันนี้ผ่านไป...ไม่อยากจะเชื่อตาว่าที่ตรงนั้นเคยเป็นทุ่งเลี้ยงวัวมาก่อน...
มหาวิทยาลัยของอาจารย์...สมัยก่อนจัดว่าอยู่ไกลเมืองมากนะคะ...และมีแต่ต้นฉำฉา จะนึกออกไหมว่า เวลาเข้าเขตนั้น อากาศจะเย็นกว่าที่อื่นๆ ทั้งปี กลางคืนไม่มีรถผ่านด้วยซ้ำ!!
วันนี้ขอทำตัวเป็นคนแก่ชอบเล่าเรื่องอดีตให้ฟังสักวันค่ะ
ขอบคุณค่ะ อาจารย์
ขอบคุณค่ะ ครูสุ
สวัสดีครับ อ.จันทรัตน์
สำหรับเมืองที่เปลี่ยนไป ผมเองเข้าใจครับ แล้วก็รู้สึกไม่ดีเหมือนกัน เคยอ่านเรื่องราวที่นั่นก็มีบางชุมชนนะครับที่พยายามคงสภาพดั้งเดิมเอาไว้ให้ได้มากที่สุด ซึ่งแม้เป็นจุดเล็ก ๆ แต่ก็จำเป็นมากครับสำหรับเมืองใหญ่ ๆ ที่ภายหน้าคงจะถูกสิ่งใหม่ ๆ ที่อาจไม่ได้มีคุณค่าอะไรมากมาย มาแทนที่สิ่งเก่าที่แสดงออกได้ถึงสิ่งดีงามในอดีต
แต่อย่างไรก็ตาม มันคงต้องเปลี่ยนแปลงไปนะครับ ถ้าหากจะดึงอะไรไว้ได้คงเป็นเรื่องการอนุรักษ์ หรือกำหนดเขตพื้นที่สำหรับการบอกเล่าถึงประเพณีวัฒนธรรม การดำเนินชีวิต ความเป็นมาของเมือง ในแง่ประวัติศาสตร์ คงเท่านั้น ( กระนั้นยังยากเลยครับ )
ชีวิตในเมืองของหญิงขายถั่วก็บอกสภาพของเมืองให้ชัดลงไปอีกครับ ยิ่งมีสิ่งใหม่ ๆ เข้ามา ยิ่งพัฒนาในแง่เงินทอง ก็ยิ่งมีผู้คนที่กระจัดกระจายออกไปด้วย การห่างโอกาสเข้าถึงเงิน มากออกไปยิ่งขึ้น เพราะแนวโน้มของการหาเงิน ก็คือกำไร และลดต้นทุน คนที่ทุนน้อย แรงน้อย ก็ต้องหลุดออกจากวงจรการแข่งขัน และยากจะพลิกตัวกลับสู่วิถีดั้งเดิม เพราะฐานความคิดถูกเปลี่ยนเป็นเรื่องการต้องวิ่งเข้าหาเงิน อย่างเดียว รู้สึกดีและอนุโมทนาบุญกับอาจารย์ด้วยครับ ในสิ่งที่แย่ บดบัง แร้นแค้น ก็ยังมีสิ่งดีงาม แสงสว่าง และการจุนเจือ ผมเห็นด้วย และร่วมคิด ทำสิ่งเหล่านี้ครับ
สวัสดีค่ะ คุณแจ๋วจริงๆ
ไปทะเลแถวเกาะช้าง ต้องบิกินนี่หรือคะ O-O
ยังไม่เคยไปค่ะ แต่ก็น่าคิดนะคะ...
ขอบคุณสำหรับความห่วงใยจังหวัดเชียงใหม่ค่ะ คิดว่าหลายๆคนจับตามอง แต่ว่า ภาพบางอย่าง...บางทีถ้าคุ้นเคยมากก็ชินตา...นานๆได้ไปเห็นทีก็ใจหาย
เห็นแล้วก็นึกเปรียบเทียบกับเรื่องราวของคนจีนโพ้นทะเลที่หนีร้อนมาพึ่งเย็นเมืองไทยเมื่อยุคก่อน...อาจจะไม่ต่างกันมาก มีทั้งประสบความสำเร็จ มีทั้งล้มเหลวและกลายเป็นฆาตกรแบบซีอุย
มองดูภาพตอนนี้จึงปนเปทั้งสงสาร เสียดาย และไม่คุ้นเคย
ไม่ได้เกิดจากการยึดมั่นนะคะ เพราะอย่างไรก็ห้ามการเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพียงแต่ว่า รู้สึกไม่คุ้นเคยและไม่นึกว่าภาพบางภาพจะปรากฎกลางเมืองเชียงใหม่ในเวลาไม่กลางคืนมากและอยู่ติดรั้ววัด เท่านั้นเองค่ะ =เป็นโลกาวิบัติที่มาเร็วเหลือเกิน
ขอบคุณค่ะ คุณสุมิตรชัย
ในฐานะคนทำงานด้านสาธารณสุขค่ะ เลยเห็นภาพบางภาพเด่นกว่าภาพอื่น เช่นนึกถึงภาพโรคระบาด ภาวะการขาดสารอาหารของเด็ก การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ ฯลฯ
ทำให้รู้สึกว่า การสอนทางการพยาบาลคงต้องเปลี่ยนให้ทันกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแบบก้าวกระโดดด้วย สภาพสังคมที่ซับซ้อนมากขึ้น โรคที่หลากหลายและยากต่อการรักษาพยาบาลก็มากขึ้น
คนยุคอายุ 30 ปีขึ้นไปอาจจะโชคดีในวันนี้ที่มีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยี แต่อาจจะโชคร้ายต้องแบกภาระสังคมที่ขาดระเบียบมากกว่าคนยุคก่อนก็ได้น่ะค่ะ ...
ขอบคุณนะคะที่มาเป็นแนวร่วม...
"ปิงเอ๋ย ปิงล่อง สองฝั่งน้ำปิง
เลี้ยงคน เลี้ยงนา แม่ปิง"
"ใส่เบ็ดละไว้ ก่ได้กิ๋นป่า ไผไปไผมา พาราบ่กั้น
น้ำแม่ปิงยาว บ่ใจ้สั้นๆ ไหลบ่อั้นตลอดแนว"
"ปิงเอ๋ย ปิงเน่า เช้าเย็น เหม็นคาว ทับถม แม่ปิง"
"บะเดี๋ยวนี้ มีไผบ่ฮู้ เป๋นหมู่เป๋นก๊ก แป๋งหม้อนะฮก ปกบ้านปกเวียง
บ่าวสาวไปไหน เป๋นจะไดบ่ว๊าก บ่มีปากบ่มีเสียง หายดักเสี้ยงเย็นวอย"
สวัสดีครับ อ.สร้อยครับ
เอาเพลงเก่าของอ้าย จรัล ตี้จ๋ำได้ขาดๆวิ้นๆมาร่วมจ่มครับผม
สวัสดีค่ะพี่สร้อย
เดี๋ยวนี้ที่ไหนก็ไม่เหมือนบ้านที่เคยอยู่ในอดีตแล้วล่ะค่ะ สมัยก่อนเคยออกไปเล่นว่าวหลังบ้านที่เป็นทุ่งได้ เดี๋ยวนี้ไม่เหลือ แต่ขอร่วมบ่นเรื่องการดูแล infrastructure ของเชียงใหม่ค่ะ ว่าแย่จริงๆ เพราะด้วยความที่คงเป็นเมืองเก่ามาก ระบบอะไรต่างๆ เช่น ท่อระบายน้ำ หรืออื่นๆ จึงยุ่งเหยิง วุ่นวายไปหมด เหมือนกับทาสีทับสีเก่าไปเรื่อยๆ โดยไม่ลอกออก ไม่ดูว่ากำแพงผุหมดหรือยัง โป๊วอย่างเดียว ^ ^ ที่เห็นมีทำใหม่ก็มีแต่สร้างถนนวงแหวนรอบเมืองใหม่ เสียดายเงินค่ะ
เลยกลายเป็นบ่นๆ อย่างเดียวเลย ขออภัยนะคะ มันไหลออกมาจากนิ้วเองค่ะ ^ ^