ในงานหัตถศิลป์สยามนิรมิตเมือง ที่จะจัดขึ้นครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสที่จะนำเสนอหัตถกรรมด้วยวิธีการที่แตกต่างออกไปจากกระแสหลักที่ปฏิบัติกันทั่วไป โดยการนำสินค้าหัตถกรรมอันคัดสรรแล้วว่ามีความประณีตและหลากหลายที่จะมาเป็นตัวแทนของสิ่งที่เป็นสาระสำคัญหลักหรือพลวัตในการที่จะนิรมิตรูปร่างเมือง ซึ่งมีลักษณะ ตามภูมิศาสตร์และวิถีชีวิต ประเพณี วัฒนธรรมของพลเมืองที่เป็นคนไทยและมีความหลากหลายเช่นกัน

อีกไม่กี่วันจะมีงานที่คนชื่นชอบหัตถกรรมต้องไปชม นั่นคืองาน "หัตถศิลป์สยามนิรมิตเมือง"

 

ได้กล่าวถึงแนวคิดการของคนข้างกายซึ่งเป็นผู้วางแนวทางบนความเชื่อของเขาว่างานควรจะสะท้อนภาพอย่างไรให้ปรากฏในงานนี้ไว้ในอีกบล็อก 

  http://gotoknow.org/blog/k-creation/176421

  ผลิใบเลี้ยงแห่งความคิดงาน"หัตถศิลป์สยามนิรมิตเมือง" 

 

แต่วันนี้มาเขียนที่นี่เพราะช่างต่างๆ อย่างน้อย ช่างไม้ ช่างเหล็ก และช่างช่างซ่อมเรือ และช่างที่เก่งเรื่องงานไม้ไผ่ มาชุมนุมที่ลานนอกกำแพงบ้าน ซึ่งเป็นที่ของเราเองส่วนหนึ่ง และเช่าชาวบ้านใช้พื้นที่ให้ช่างทำงานโดยเฉพาะส่วนหนึ่ง ทำงานกันหามรุ่งหามค่ำเพื่องานที่กำลังจะเปิดใน วันพฤหัสบดี ที่ ๒๔ เมษายน ศกนี้

งานเหล็กวิจิตรพวกนี้จะใช้ดอกไม้สดตกแต่ง กว่าจะไปงามอวดผู้ชม คือฝีมือและหยาดเหงื่อของช่างพื้นบ้าน พื้นถิ่น พวกทำงานเหล็กนี้ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นในละแวกตำบลที่เราอยู่ มักมีอดีตปัญหายาเสพติด แต่คนข้างกายผู้เขียนคิดว่าอยากให้โอกาส และได้คนเหล่านี้เป็นรั้วให้เรา แทนที่จะมาคิดร้ายหรือทำร้ายเรา หรืออย่าง "นายแห้ว" หนุ่มคนที่นั่งในภาพขวาบน เป็นคนไม่ค่อยเต็ม แต่ก็ทำงานได้ ให้ทำงานก็ทำได้ดี อย่างตั้งอกตั้งใจ และได้ค่าแรงเหมือนคนอื่นในฝีมือเท่ากัน

 

ควันไฟที่เห็นคือควันจากการเผาถ่านของป้าช้วน สงสารช่างทั้งร้อน ทั้งรมควัน เพราะช่างอยู่ใต้ลม

 

โครงบ้านไทยหลังน้อยที่ขึ้นไว้จะต้องถูกถอดเป็นชิ้นๆไปประกอบในพื้นที่จัดงาน ลุงโชติก็มาซ่อมเรือและใช้ไม้ไผ่สานประทุนเรือ เรือก็จะไปพร้อมบ้าน

 

ไม้ไผ่และรางข้าวหมูก็จะถูกนำไปใช้ตกแต่ง ผู้เขียนก็นึกภาพไม่ออก ต้องไปชมในวันงานเช่นกัน

 

ขอต่อด้วยแนวคิดของคนข้างกายที่เขามีต่องานหัตถกรรม ช่าง และการจัดแสดง "งานหัตถศิลป์สยามนิรมิตเมือง"

 

คนข้างกายผู้เขียนนั้นเรียกตัวเองว่าเป็น นักวิชาการวัฒนธรรมพื้นบ้าน การทำงานที่เป็นความคิดให้ปรากฏนั้นต้องผ่านการออกแบบที่หล่อหลอมจากประสบการณ์ของเขา ทำให้นึกถึงประโยคหนึ่งที่ไปอ่านจากบันทึกของคุณพี่ศศินันท์ ซึ่งได้ยกคำพูดของนักออกแบบคนหนึ่งมาว่า.....

 

Every  designer is inspired in one way or another by his environment.

คนข้างกายผู้เขียนเป็นคนเกิดที่อำเภอเสนา ชนบทอยุธยา เติบโตสลับกันไปมาระหว่างในชนบทกับในเมือง จึงมีมุมมองต่อการประกอบสัมมาชีพของผู้คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของหัตถกรรมเขาคิดว่า ถึงเวลาแล้วที่คนไทยทุกคนไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิต หรือผู้ใช้งานหัตถกรรมจะต้องคิดถึงภาพที่ใหญ่กว่าแค่ตัวชิ้นงาน กล่าวคือ 

·       สิ่งที่มีมาก่อนจะเป็นชิ้นงานหัตถกรรม คือ สิ่งแวดล้อม ธรรมชาติ ความเป็นอยู่ ความเกื้อกูลระหว่างกัน และ ความสุข ของผู้ผลิตและชุมชน

·       หลังจากผลิตชิ้นงานออกมาสู่ตลาด สู่ผู้บริโภคหรือใช้งาน เราควรได้ประเมินว่า ผล อันเป็นภาวะภายหลังการผลิตและจำหน่าย มีผู้คนนำไปใช้นั้นเป็นอย่างไร นั่นคือ หัตถกรรมนั้นได้ช่วยส่งเสริมรูปร่างหน้าตาของประเทศให้ดี สะท้อนถึงความมีเอกลักษณ์และวัฒนธรรมในวิถีไทยหรือไม่ เพียงใด

 

ความเป็นสากล แบบโลกาทัศนะ หรือโลกาภิวัตน์ ได้ทำลายสิ่งที่กล่าวมาสองประการข้างต้นจนหมดสิ้น เท่ากับทำลายสัมพันธภาพของแรงดลบันดาลใจในผู้คนที่มีต่อสภาพภูมิศาสตร์ของตนเอง มีไม่กี่คนที่ให้ความสำคัญ หรือมีความตระหนักต่อความสำคัญและความสัมพันธ์ของ สิ่งที่เป็นมา ก่อน และผลภายหลัง  แห่งชิ้นงานหัตถกรรมนั้นๆ

 

 ในงานหัตถศิลป์สยามนิรมิตเมือง ที่จะจัดขึ้นครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสที่จะนำเสนอหัตถกรรมด้วยวิธีการที่แตกต่างออกไปจากกระแสหลักที่ปฏิบัติกันทั่วไป โดยการนำสินค้าหัตถกรรมอันคัดสรรแล้วว่ามีความประณีตและหลากหลายที่จะมาเป็นตัวแทนของสิ่งที่เป็นสาระสำคัญหลักหรือพลวัตในการที่จะนิรมิตรูปร่างเมือง ซึ่งมีลักษณะ ตามภูมิศาสตร์และวิถีชีวิต ประเพณี วัฒนธรรมของพลเมืองที่เป็นคนไทยและมีความหลากหลายเช่นกัน

 

งานหัตถศิลป์สยามนิรมิตเมือง จัดได้ว่าเป็นการใช้สุนทรียศาสตร์บูรณาการในนิทรรศการสิ่งแวดล้อมที่สะท้อนให้เห็นองค์รวมแห่งชีวิต ของผู้ที่ผลิต และใช้ หัตถกรรม โดยชี้ให้เห็นความสำคัญของทุน ๓ ประเภท

·       ทุนธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นการจัดจำลองสิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริมปัจจัยการสร้างสรรค์ศิลปหัตถกรรม ของชุมชนในภูมิศาสตร์ประเทศไทยจากภูเขา จรดทะเล

·       ทุนแห่งความเป็นมนุษย์ที่มีลักษณะแห่งชาติพันธุ์ของตน เมื่อเกิดในผืนแผ่นดินนี้ มีรูปร่างหน้าตาที่บอกเผ่าพันธุ์ มีการรวมกันเป็นชุมชน เป็นสังคม และเป็นประเทศ คนไทยมีสุนทรียศาสตร์ที่จะอยู่อาศัยในบ้านเรือนที่มีบุคลิกลักษณะ แต่งกาย และดำรงชีวิตที่สอดคล้องกับภูมิศาสตร์ของตนเองอย่างไร

·      ทุนทางความคิด เป็นการรังสรรค์ให้เห็นถึงความมีลักษณะพิเศษหรือสไตล์แห่งยุคสมัย หรือท้องถิ่น เช่นเป็นศิลปะ แบบสุโขทัย แบบเชียงแสน แบบอยุธยา แบบรัตนโกสินทร์ หรือแยกเป็นกลุ่มเช่น แบบล้านนา แบบอีสาน เป็นต้น

การเป็นเมืองที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น ย่อมต้องแสดงบุคลิกที่พิเศษของเมืองให้ปรากฏได้ชัดเจนในภูมิศาสตร์สิ่งแวดล้อมนั้น  สุนทรียศาสตร์ที่มีอยู่ในทุนทั้งสามประเภท จะเปล่งประกายเมือง และหล่อหลอมผู้คนให้สร้างสรรค์หัตถกรรมได้อย่างวิจิตร และในขณะเดียวกันหัตถกรรมก็ช่วยเสริมลักษณะของเมืองให้แข็งแกร่ง มั่นคง บ่งบอกถึงวัฒนธรรมที่หยั่งรากลึก เป็นมหัศจรรย์ใจแก่มนุษย์ อีกทั้งยังเป็นการยืนยันสัมพันธภาพและความมั่นคงในการเคารพภูมิศาสตร์แห่งตน

การเกิดเป็นคนไทย ในภูมิศาสตร์ตรงนี้ จะมีการออมหรือสะสมทุนภายในตนที่เป็นไปอย่างไม่รู้ตัวแสดงให้เห็นถึงการเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างตนเอง ที่มีต่อ สิ่งต่างๆในมิติเหนือธรรมชาติ ตลอดจนผู้คนที่มีอำนาจเหนือกว่า เท่ากัน หรือ ต่ำกว่าตน ทุนที่ออมหรือสะสมนี้มีอยู่ ๓ ขั้น ซึ่งจะส่งผลต่อหัตถกรรมที่ใช้เพื่อเชื่อมโยงความสัมพันธ์

Ø    การออมทุนความสัมพันธ์ทางจิตกับสิ่งเหนือธรรมชาติ แสดงถึงการเข้าใจความสัมพันธ์ของตนที่มีต่อสิ่งที่สูงส่งเหนือธรรมชาติออกมาในเรื่องของการบูชา ต้องจัดการบูชาให้สวย ให้ดี เพื่อให้การบูชาให้ผลตอบสนองที่ดีกลับมา โดยคิดว่าเป็นเป็นการสะสมทุนเพื่อ โลกนี้และโลกหน้า เป็นการกระทำต่อสิ่งที่ทรงพลัง จึงเกิดหัตถกรรมที่ตอบสนองต่อการบูชาในระดับที่เรียกว่า พิธีกรรม

 

Ø    การออมทุนความสัมพันธ์กับอำนาจของบุคคลที่สูงกว่าตน เป็นการแสดงการสยบยอมต่ออำนาจในรูปแบบของความเคารพ หัตถกรรมจึงมักเป็นสิ่งลำยองตกแต่ง สะท้อนความเคารพอำนาจ เช่น การเคารพเจ้านาย เคารพผู้มีบารมี จึงมีของใช้และหัตถกรรมที่เกี่ยวข้องกับพิธีการ

 

Ø     การออมทุนความสัมพันธ์ทางสังคมกับบุคคลทั่วไป  เป็นการแสดงถึงความต้องการให้ผู้อื่นยอมรับนับถือเรา และยังแสดงถึงการที่เรานับถือ ให้เกียรติ หรือเมตตาต่อผู้อื่น จะเกิดหัตถกรรมขึ้นมาเพื่อใช้ใน พิธีรีตอง

 

ของใช้และหัตถกรรมที่เกี่ยวข้องใน พิธีกรรม พิธีการ  และ พิธีรีตอง จึงแตกต่างกัน

 

หัตกรรมที่ถูกนำมาใช้ในการนิรมิตเมือง นับว่าเป็นตัวแทนที่มาแสดงพลังทางทัศนคติ ให้เห็นว่าหัตถกรรมมีที่อยู่ตรงไหน ใช้งานอย่างไรในบริบทอันหลากหลาย

  

นอกจากผู้ชมจะได้ชมผลผลิตหัตถกรรมไทยที่มีคุณภาพสูงจะได้รับการร้อยเรียงเป็นเรื่องราว ให้เห็นบริบทแห่งการใช้งานแล้ว  ยังมีการสาธิตหัตถกรรมที่น่าสนใจหาชมได้ยากให้ได้ชม ตลอดจนการเสวนาด้านหัตถกรรมในแนวคิดที่กล่าวมาแล้วข้างต้น และยังมีสิ่งพิเศษมาเสริมรสชาติ คือ การได้ชมนิทรรศการหัตถกรรมที่มีความเป็นเลิศระดับASEAN(จากสมาคมส่งเสริมและพัฒนาหัตถกรรมอาเซียน หรือ AHPADA) ซึ่งสะท้อนให้เห็นทั้งความเหมือน และความแตกต่าง ซึ่งแต่ละชนชาติได้มีวิถีและวิธีการใช้หัตถกรรมที่แสดงถึง พลังอำนาจแห่งความมีลักษณะเด่นแห่งชาติตนอย่างชัดเจน

 

หัตถกรรมที่ถูกจัดวาง แสดงเรื่องราว กำหนดการใช้สอยด้วยตัวเอง อย่างถูกที่ ถูกทาง ถูกกาลเทศะเป็นความกลมกลืน เป็นพลังบวกเสน่ห์ที่งดงามอย่างไทย และงดงามแม้ท่ามกลางความหลากหลายของชนชาติเพื่อนบ้านด้วยกัน แสดงให้เห็นชัดเจนถึงความหมาย เป็นการถอดรหัสลับของหัตถกรรม และสาระสำคัญ ในงาน

 

 Every  designer is inspired in one way or another by his environment. นั้นจะเป็นจริงเพียงใดขอเชิญทุกท่านไปพิสูจน์กันในงาน(เข้าชมฟรีค่ะ) เพราะตอนนี้ทั้งช่างทั้งหลายแค่บางส่วน(ยังมีช่างเบื้องหลังอีกหลายสาขาที่มาลงมือด้วยกันจะเห็นในวันงาน เช่นช่างดอกไม้วิจิตร ช่างฟ้อน) รวมทั้งชาวบ้านที่ทำเกษตรต่างมีส่วนในความงามที่จะปรากฏ ต่างช่วยกันเพาะต้นข้าว ขุนกล้วย อ้อย และสารพัดพืชพื้นบ้านให้งามได้ขนาดไปตกแต่งสร้างบรรยากาศชนบทเปี่ยมสุขให้คนกรุงชมกัน

 

บันทึกหน้าจะนำบัตรเชิญหน้าตาเป็นเอกลักษณ์ไทยมาเชิญทุกท่านนะคะ