การคิด ประกอบด้วยเหตุการณ์ต่อไปนี้คือ (1) มีปัญหาเข้ากระตุ้น, (2)เกิดกระบวนการคิด,(3) มุ่งไปสู่คำตอบ

เหตุการณ์ใน(2)กระบวนการคิด ข้างบนนี้นั้น เกิดขึ้นในระบบความจำระยะสั้น(STM)

ลักษณะสำคัญของเหตุการณ์ใน STM ก็คือ (ก) กิจกรรมของกลุ่มนิวโรน และ(ข)เกิดการรู้สึกคิด(Conscious)

ถ้าปัญหาที่เข้ากระตุ้นเป็นประเภทให้คิดหาคำตอบถูกเพียงคำตอบเดียว  ก็เรียกความคิดที่เกิดขึ้นนั้นว่า  ความคิดเอกนัย (Convergent Thinking)   ถ้าให้คิดหาคำตอบถูกหลายคำตอบ  ก็เรียกว่า ความคิดอเนกนัย(Divergent Thinking)  หรือ ความคิดสร้างสรรค์(Creative Thinking)  ถ้าคืดหาคำตอบมโนทัศน์ ก็เรียกว่า  ความคิดมโนทัศน์(Conceptual Thinking)  ถ้าคิดหาเหตุผล  ก็เรียกว่า  ความคิดเหตุผล(Reasoning Thingking) ฯลฯ  ดูปัญหาต่อไปนี้

(1) ข้อใดเป็นกิริยาสะท้อน(Reflex)?

     ก. การเดิน  ข. การกระโดด  ค. การกระพริบตา  ง. การกลืนอาหาร

(2) ถ้า  3  เป็นค่าเฉลี่ยของ 2, 5, 3, 4, x, แล้ว  x  จะมีค่าเท่าไร?

     ก. 1        ข. 2         ค. 0         ง. -1

(3) คนเกิดในกรุงเทพฯทุกคนเป็นคนดี  นายดำเป็นคนกรุงเทพฯ   ฉะนั้น.......

     ก. นายดำอยู่ที่กรุงเทพฯ  ข. นายดำเป็นคนดี  ค. นายดำเป็นพ่อค้า  ง. ยังสรุปไม่ได้

(4) แมว,   นายแดง,  ปากกา, เด็กชายขาว, ครู, ปลา, พระ, ดอกบัว, ท้องฟ้า,   คำตัวเอนคือ x  ถามว่า  x คือะไร?

     ก. คน       ข. สิ่งมีชีวิต  ค. วัตถุ     ง. สิ่งเดินด้วยเท้า

(5) พฤติกรรมใดบ้าง ที่เรียกว่า  กิริยาสะท้อน (Reflex)  บอกมาให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

ข้อ (1)-(5) ที่เป็นสีแดงนั้น  คือปัญหา  ที่เข้ากระตุ้นทางตา ไปรู้สึกสัมผัส(Sensation)ที่แดนการรู้สึกเห็น(Visual Cortex)  ที่สมองบริเวณท้ายทอย  และเมื่อได้รับความหมายที่ดึง(Retrieval)มาจากระบบความจำระยะยาว(LTM)แล้ว  ก็เกิดการรับรู้(Perception)  และอยู่ในระบบความจำระยะสั้น(STM)  ซึ่งเป็นระบบที่เกิดการรู้สึกตัว(Conscious)   การปฏิบัติการการคิดแก้ปัญหาเกิดในระบบนี้

ข้อ (1) เป็นการคิดแก้ปัญหาง่ายๆ  เพียงแต่ดึงความจำออกมาจากระบบ LTM ได้  ก็จะได้คำตอบแล้ว  ใช้ความจำมาแก้ปัญหา  ความสามารถที่ตอบได้คือ  ความจำ ข้อ (2) เป็นปัญหาที่ลึกมากกว่า (1) เพราะต้องใช้ ความจำ + กฎ(Rules)การคำนวณบางอย่าง ซึ่งเรียกว่า ทักษะทางสติปัญญา หรือ Intellectual Skills ที่เกี่ยวข้อง   ข้อ(3) ต้องใช้ความจำ + กฎทางตรรกะซึ่งเป็นทักษะทางสติปัญญาเช่นกัน  ข้อ(4) ต้องใช้ความจำ + กฎมโนทัศน์(Conceptual rules)  ออกมาปฏิบัติการคิด  แต่มุ่งไปหาคำตอบถูกคำตอบเดียวทุกข้อ

ข้อ(1) ต้องใช้ความจำล้วนๆ

ข้อ(2)-(4) ต้องใช้ความจำ+ทักษะทางปัญญา

ข้อ(5) ใช้ความคิดหลายทิศทาง คือความคิดอเนกนัย ซึ่งเป็นลักษณะหนึ่งของความคิดสร้างสรรค์

ถ้าตั้งแต่อนุบาลมาจนถึงระดับปริญญาเอกเขาสอบและสอบเราตามแบบข้อ(1) นับเป็นพันเป็นหมื่นครั้ง  แล้วให้ปริญญาเรา  เราก็เป็นพวกนักจำ  ปริญญาจำ  ดร.จำ !   หัวของเราคงจะโป่งเป็นโกดังเก็บของ!

แต่ถ้าตั้งแต่อนุบาลมาจนถึงปริญญาเอก  เราถูกสอนและถูกสอบมาด้วยข้อสอบแบบ (1)-(4) โดยมีแบบ (2)-(4) มากๆแล้วละก้อ  อะแฮ้ม !  เราก็มีปัญญญาเหมือนกัน !

แต่เราไม่ค่อยพบการสอนและการสอบแบบข้อ(5) ซึ่งวัดความสามารถด้านความคิดสร้างสรรค์ครับ ข้อสอบแบบ(1)-(4) ไม่ได้วีดความคืดสร้างสรรค์โดยตรงครับ  จะวัดติดไปบ้างก็เป็นแบบไม่ได้ตั้งใจ  ข้อสอบดังกล่าวลืมวัดความสามารถด้านความคิดสร้างสรรค์ไปครับ ! 

ทุกคนมีความคิดสร้างสรรค์ครับ  แต่ระบบการศึกษาของเราลืมวัดและลืมพัฒนา !