ประสบการณ์ส่วนตัวตอนตรวจคนเข้าเมืองที่ดีทรอยท์ มิชิแกน

เนื่องจากนั่งอยู่แถวหน้ามากๆ พอลงจากเครื่องมาปุ๊บ ก็เตรียมถือเอกสารพาสปอร์ตกับ I94 แล้วก็ใบ customs immigration ไว้เรียบร้อย เดินไปตามทางที่ชี้ว่าตรวจคนเข้าเมือง แต่อย่างไรก็หนีไม่พ้นอยู่แล้ว เพราะเครื่องลำนี้เข้าประเทศสหรัฐจุดแรกที่เมืองนี้ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็น citizen หรือไม่ ก็ต้อง ตม. อยู่ดี

ตอนเข้าคิว คนที่เป็นซิติเซ่นก็ไปเข้าแถวของเขา ซึ่งสั้นกว่าคนต่างชาติมาก และเครื่องบินก็ลงหลายลำติดกัน ดังนั้นแถวจึงไม่มีว่าง แต่ตัวเองโชคดี ตอนเดินผ่านเจ้าหน้าที่เขาเปิดแถวใหม่พอดี ก็เลยได้คิวที่สองของแถวนั้น ก็เหมือนของเมืองไทยค่ะ คือไปยืนรอที่เส้น พอคนก่อนหน้าเราเสร็จ ถึงจะเดินไปที่เคาท์เตอร์ได้ พอไปถึงก็ทักทายสวัสดี (เราพูดก่อน) เสร็จแล้วก็ยื่นเอกสารให้เขา เอกสารเข้าเมืองของตัวเองนอกจาก passport, visa, I94, และ customs immigration แล้ว ก็จะมีใบDS2019 ซึ่งเป็นใบที่ทาง Fulbright ส่งมาให้ ในนั้นจะระบุว่าเราเป็น visitor ประเภทไหน มาทำงานเรื่องอะไร หน่วยงาน/มหาวิทยาลัยใดเป็นคนจ้างเราหรือให้เราเข้ามาทำงาน ระยะเวลาทุน ฯลฯ ใบ DS2019 นี้จะคล้ายๆ กับใบ I-20 ซึ่งก็คือเอกสารตอบรับของมหาวิทยาลัยที่รับเราเข้าเรียนต่อนั่นเอง ใบ DS2019 หรือ I-20 นี้จะต้องนำไปยื่นตอนขอวีซ่าที่สถานทูตอเมริกัน แล้วเขาจะเอาเอกสารนี้ใส่ซองปิดผนึกเรียบร้อยแล้วเย็บติดกับพาสปอร์ตเราไว้ เขียนหน้าซองว่า "ให้เปิดซองโดยเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเท่านั้น" (To be opened by immigration officer)

พอดิฉันยื่นเอกสารพร้อมพาสปอร์ตให้กับเจ้าหน้าที่ ตม. เขาก็เปิดซองออกดูเอกสารแล้วก็ถามว่าดิฉันทำงานอะไร มีวัตถุประสงค์ใดในการเข้าประเทศของเขา ดิฉันก็บอกว่าเป็นอาจารย์มาทำงานวิจัย เขาก็แสตมป์และลงลายมือชื่อเขา ๓ ที่ด้วยกันคือที่หน้าที่มีวีซ่า ที่ใบ I94 ขาออก (ใบขาเข้าเขาฉีกออกไป) แล้วก็ที่ DS2019 เป็นอันเสร็จพิธี ประมาณนาทีกว่าๆ ลืมบอกไปว่าเขาคืนใบ customs immigration มาด้วย 

ดิฉันก็ดีใจมากเสร็จเร็ว รีบเดินออกมาตรงสายพานที่จะมารับกระเป๋าที่อยู่ใกล้ๆ กันคราวนี้แหละค่ะ รอนานเลย แถมเครื่องบินเครื่องเดียว ดันเปิดสายพานสองสายพานพร้อมกัน คราวนี้คนก็มายืนออตรงกลางระหว่างสายพานสองอัน คอยจ้องซ้ายจ้องขวา ตอนแรกก็ไปรอๆ กับเขาอยู่หรอก แต่ตอนหลังคิดว่าจะไม่แย่งเพราะเวลา transit ของเราเกือบสองชั่วโมง สบายๆ เพราะคงไม่โดนค้นกระเป๋ามากมาย ไม่ได้เอาอะไรผิดกฎหมายมาด้วย รอประมาณ ๒๐ นาที ได้กระเป๋า เอาขึ้นรถเข็น แล้วก็เข็นไปตรวจกระเป๋าต่อ คราวนี้แหละคิวยาวเป็นดีสนี่แลนด์ ๕-๖ แถวได้ ตอนไปเข้าคิวก็จะมีเจ้าหน้าที่มาถามว่าเราเอาผักผลไม้ เนื้อ ข้าว สารพัดใส่มาในกระเป๋าไหม เราก็บอกว่าไม่มี เขาก็กาตัว A บนใบ customs ของเรา ก็นึกว่าโชคดี เขา Rate เรา A เดี๋ยวคงไม่ต้องทำอะไรมาก เพราะมองไปข้างหน้าแถว เห็นบางคนผ่านเคาท์เตอร์ก็ผ่านไปเลย บางคนก็โดนเรียบไปค้นกระเป๋าเพิ่ม บางคนก็ถูกเรียกไป x-ray กระเป๋าเพิ่ม บางคนดีแคล์รว่าเอาของบางอย่างเข้ามา เขาก็จะเรียกไปค้นเลย แต่สำหรับตัวเองคิดว่าตัวเองคงจะผ่านฉลุยแน่นอน

 

 

Detroit1

พอถึงเคาท์เตอร์ก็เข็นรถเข้าไป เขาก็ถามอย่างเดิมอีก เราก็บอกว่าเราได้ทุนฟูลไบร์ทมา ไม่มีของต้องห้าม เขาก็บอกยินดีด้วย เสร็จแล้วก็บอกให้เราเดินตามเส้นสีเขียวบนพื้น..อ้าวมองไป สีเขียวมันโดนตรวจกระเป๋าเพิ่มนี่น่า เข้าใช้คำว่า secondary examination (ถ้าจำไม่ผิด) อ้าว...เป็นงั้นไป!   ก็เดินตามเส้นเขียวไปให้เขาตรวจเพิ่ม ใจคิดว่าเดี๋ยวต้องเปิดกระเป๋าและต้องจัดกระเป๋าใหม่แน่ แล้วคราวนี้นึกออกแล้วว่าไอ้เจ้า A นั้นต้องหมายถึงเป็นคนเอเซี่ยนแน่เลย ^ ^

พอไปถึงจุดเขาก็ให้ x-ray กระเป๋า เจ้าหน้าที่จะถามว่าแพ็คของเองไหม ใช่กระเป๋าของเราไหม มีใครฝากอะไรมาหรือเปล่า กระเป๋าอยู่กับเราตลอดไหม ก็ตอบไป..  ของที่ติดตัวมาเช่นแลปท๊อป รองเท้าก็ต้องถอดให้ x-ray แล้วก็ให้เดินผ่านประตูตรวจอาวุธหรือโลหะแบบเท้าเปล่า(กับถุงเท้า)กับพาสปอร์ตเท่านั้น ตอนนี้เขาก็มาเก็บใบ customs จากเรา แล้วเราก็จัดการเก็บสมบัติทั้งหลาย ใส่รองเท้า ฯลฯ โชคดีไม่ต้องเปิดกระเป๋า (ขี้เกียจมาก ^ ^ แล้วก็ต้องไปโหลดกระเป๋าขึ้นเครื่องไป ดีซี ต่อด้วย เดี๋ยวไม่ทัน)

พอหลุดจากตรง customs มาก็รีบมาโหลดกระเป๋าต่อ เขาเรียกว่า recheck luggage ก็เดินตามป้าย recheck ไปเรื่อยๆ ไปถึงสายพานก็เอากระเป๋าขึ้นใส่สายพานไป ตรงนี้มีเจ้าหน้าที่มาดูความเรียบร้อยของการโหลดด้วย เขาจะดูว่ากระเป๋ามี Tag บาร์โคดเรียบร้อยไหม ไม่งั้นเดี๋ยวคนงงโหลดผิดโหลดถูก หรือ Tag หายก็จะตามหาเจ้าของไม่เจอด้วย แล้วก็ไม่รู้จะส่งกระเป๋าไปที่ไหน

กระบวนการข้างต้นกินเวลาสักชั่วโมงนึงหลังจากออกจากเครื่อง พอ recheck กระเป๋าเสร็จก็รีบเดินออกมาเพื่อไปต่อ flight เดินไปตามทางที่เขียนว่า To all  connecting flights พอเดินจะถึงก็จะมีเจ้าหน้าที่มีตรวจ boarding pass เพราะเขากลัวว่าจะมีคนที่จะเข้าเมืองดีทรอยท์หลงไปบริเวณที่ต่อเครื่อง พอเห็น boarding pass เราก็บอกว่า You are all set. เราก็แต้งกิ้วไปตามเรื่องแล้วก็รีบเดินออกไป

พอมาถึงตรงจุดนี้ก็จะเจอป้ายบอก flight กับ gate อันใหญ่มาก แต่มีข้อมูลเป็นร้อยบรรทัดได้ (หลายกระดาน) ก็ยืนหา flight ตัวเองอยู่ตั้งนาน ปรากฎว่ามันไม่ได้เรียงตามเวลาออก (แปลกว่าที่อื่นที่เขาเรียงข้อมูลเที่ยวบินตามลำดับที่จะออกก่อนหรือหลัง) ที่นี่เรียงตามชื่อเมืองที่เป็นจุดหมาย พอรู้แกวก็พบว่า flight ตัวเองอยู่ A75 เดินออกไป แล้วก็หาป้ายที่ชี้ไป A 75 ก็เจอให้ขึ้นบันไดเลื่อนไปข้างบน ขึ้นไปถึงก็เจอ indoor tram เขาเรืยกว่า express tram ตามรูป ที่ขึ้นไปนั้นเป็น platform (ท่าเทียบรถไฟ) มีสองด้าน ด้านหนึ่งไป A เบอร์ไกลๆ ประมาณ A 56 ถึง A 78 ได้ อีกด้านหนึ่งก็ไป B ไกลๆ (รถไฟมีสองเลน สองขบวนวิ่งสวนทางกันมาเจอกันตรงกลาง) ก็เลยขึ้นรถไฟ แล้วก็ถ่ายรูปมาให้ดูกันเนี่ยแหละค่ะ

Detroit2

Detroit3

Detroit4 

หลังจากนั้นไปถึงสุดทาง (น่าจะประมาณ 200-300 เมตร) ก็ลงจากรถ ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกแล้วก็ลงบันไดเลื่อน แล้วเดินไปที่เกท เสร็จแล้วก็นั่งรอ แล้วก็เขียนบันทึกได้หน่อยนึง แป็บเดียวก็เรียกขึ้นเครื่องแล้วล่ะค่ะ

แล้วจะมาเล่าให้ฟังตอนต่อไปนะคะว่าจากดีทรอยท์ไป ดีซี แล้วไปบ้านพัก เป็นยังไงบ้าง ^ ^