อาการเช่นนี้ เป็นของขวัญที่ผมควรได้รับจากวันวาเลนไทน์, กระนั้นหรือ !

พักนี้ไม่ใคร่มีโอกาสได้ไปทักทายใคร ๆ เท่าใดนัก    เพราะเป็นผลพวงของการเดินทางอันต่อเนื่องและยาวเหยียดของชีวิต.. 

เฉกเช่นล่าสุด  หลังปิดกล่องการสัมมนานอกสถานที่เมื่อวันที่ 9 - 10  กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา   ผมได้พักฟื้นในบรรยากาศของการทำงานแค่วันเดียวเท่านั้น ..  จากนั้นก็มีอันต้องเก็บสัมภาระออกเดินทางมายังกรุงเทพฯ  และไปต่อที่นครนายก  

 

.......

 

ผมเพิ่งกลับมาถึงมหาสารคามเมื่อเย็นย่ำของเมื่อวาน (15 ก.พ.)
ผมเข้านอนตั้งแต่ละครหลังกล่าวยังไม่เปิดม่านการแสดง -
นั่นเป็นผลพวงของความอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด  และผมเองก็รู้สึกตัวว่าร่างกายตนเองมีอาการผิดปกติติดต่อกันมาเป็นเวลา 4 - 5 วัน

 

ผมมักปลอบใจตัวเองเสมอมาว่าตนเองเป็นคนสุขภาพแข็งแรง   มีพลังกายและพลังใจหลากล้นกับการเผชิญชะตากรรมอย่างแสนสนุก    ทั้ง ๆ ที่บางครั้งก็รู้สึกเหมือนกันว่า   นั่นเป็นเพียงการปิดหูปิดตาปลุกปลอบตัวเองดี ๆ นั่นเอง

 

โดยภาพที่คนส่วนหนึ่งรับรู้และสัมผัสเกี่ยวกับตัวผมก็คือ  ...การเป็นมนุษย์งานที่ "อึด"  และ "บ้าบิ่น"   สามารถทำงานต่อเนื่องได้เป็นเวลานาน ๆ   โดยไม่ต้องวิตกคำนึงว่าจะมีอะไรตกท้องหรือไม่  ....   จนระยะหลังมีคนทักติงบ่อยครั้งในทำนองว่า   ...ให้รู้จักที่จะผ่อนเบาโลกแห่งการงาน   เพื่อคืนเวลาหลาย ๆ ส่วนกลับคืนไปให้ชีวิตของตนเองเสียบ้าง   อย่างน้อยก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้คนของความรักได้รับรู้ว่า   "ผมยังรักที่จะมีชีวิตอยู่กับพวกเขา.."

 

เป็นคำแนะนำที่ฟังดูเปลี่ยวเศร้าอยู่มากโข   แต่ทุกครั้งที่ได้ฟัง   ผมกลับมีรอยยิ้มและสัมผัสได้ชัดเจนว่า  หัวใจของผมได้ตื่นตัวและเบิกบานขึ้นมาอย่างน่ารัก ! 

........

 

พักหลังผมเริ่มมีอากาหน้ามืดอยู่บ่อยครั้ง...  และพยายามลดปริมาณกาแฟลงให้มาก  เพื่อหันเหไปหาอาหารในมื้อต่าง ๆ   พยายามที่จะทานอาหารให้ตรงเวลา (บ้าง)   และเป็นความโชคดีที่น้องในสำนักงานท่านหนึ่งได้ทำหน้าที่บอกกล่าวเล่าชวนให้ลงไปทานข้าวในช่วงพักเที่ยงอย่างสม่ำเสมอ   และนั่นก็คือหนึ่งในกระบวนการของการพรากเราออกไปจากโต๊ะทำงาน ...

 

ผมเองก็รู้ดีว่ากระบวนการนั้นไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง   แต่กลับยิ่งรู้สึกว่า  ตัวเองก็ทำตัวราวกับเด็กที่ต้องมีใคร ๆ  มาเฝ้าดูแลและเตือนสติให้รู้จักที่จะเคารพในสังขารของตนเองอยู่ร่ำไป    ...

 

....

วันนี้ ...(อันที่จริงต้องเรียกว่า 3 - 4 วันที่ผ่านมาด้วยเหมือนกัน)    ผมมีอาการเจ็บบริเวณหน้าอกด้านซ้ายเป็นระยะ  ๆ   ราวกับหัวใจกำลังบีบตัวอย่างผิดปกติ   บางจังหวะทำเอาผมถึงขั้นต้องหยุดเคลื่อนไหวตัวเองอย่างกระทันหัน  เพื่อให้อาการเจ็บนั้นคลี่คลายไปอย่างรวดเร็ว

 

ผมเริ่มผิดสังเกตมาตั้งแต่ปลายเดือนที่แล้ว...  แต่ก็ไม่คาดคิดว่าอาการเช่นนั้นจะยังเกาะติดตัวเองมาอย่างน่ารักและน่าชังเช่นนี้    และไม่ได้วิตกกังวลใด ๆ  เพราะผมสรุปเองราวกับผู้ชำนาญการว่า   ไม่มีอะไรน่าวิตก  เพราะมันคือผลพวงของการพักผ่อนไม่เพียงพอ  และเป็นอาการของคนที่ไม่ออกกำลังกายดี ๆ นี่เอง...

 

ก่อนออกเดินทางไปราชการในคืนวันที่  12  ก.พ. ที่ผ่านมา.... 
ผมยังคงนั่งเคลีย์แฟ้มจนถึงที่สุด   และกลับเข้าที่พักพร้อม ๆ กับคว้ากระเป๋าออกเดินทางอย่างรีบเร่ง   ขณะที่นังเอนกายบนเบาะรถบัสที่ดูจะแสนสบาย   ผมเองก็เริ่มรู้สึกเจ็บหน้าอกเป็นพัก ๆ ....  และเป็นเช่นนั้นจนเผลอหลับไปในที่สุด

 

ผมมาถึงกรุงเทพฯ ในเช้ามืดของวันที่ 13 ...  ทิ้งตัวลงนอนในโรงแรมด้วยอาการแสนเหนื่อย   แต่ก็รู้ว่าอาการดังกล่าวยังไม่จากหายไปเสีนทีเดียว  เพราะดูราวกับว่า  นาน ๆ ทีมีมือเล็ก ๆ  ของเด็กคนหนึ่งแวะเวียนมาทุบหน้าอกของผมเล่นอย่างสนุกและเป็นกันเอง -

 

ในบ่ายของวันเดียวกัน   ผมออกเดินทางต่อเนื่องไปยังนครนายก   ขณะที่นั่ง หรือเอนตัวอยู่บนรถบัสคันหรู    ผมมีอาการเช่นนี้ถี่ครั้งขึ้น  พร้อมกับอาการวิงเวียนหน้ามืดอย่างเห็นได้ชัด  จนคนนั่งข้าง ๆ  อดถามไม่ได้ว่า   .... ผมกำลังเป็นอะไร...? 

 

.....

 

ผมกลับมาถึงบ้านในตอนเย็นของเมื่อวาน...
และไม่ลังเลที่จะนอนพักอย่างไม่ดื้อดึง   คนรอบข้างในครอบครัวก็ดูประหนึ่งเข้าใจว่าผมต้องการเช่นนั้น

 

ผมตื่นอีกครั้งในราวตี  2 เศษ ๆ ..  ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะคิดว่าร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่แล้ว   แต่ส่วนหนึ่งที่หลอกตนเองไม่ได้เลยก็คือ  ..  การถูกปลุกด้วยอาการเจ็บเดิม ๆ นั่นเอง...

 

ผมไม่แน่ใจนักว่า   นันคืออาการผิดปกติที่ควรต้องวิตกใด ๆ หรือไม่   ..มันเป็นอาการของคนที่กินกาแฟแทนข้าว,  มันเป็นอาการของคนที่พักผ่อนน้อยหรือเปล่า,  มันเป็นอาการของคนถือดีที่ไม่เคยออกกำลังกายหรือไม่   และอื่น ๆ อีกก่ายกองที่ผมไม่อาจเฉยชาได้ต่อไป  และคิดว่าบางทีอาจถึงเวลาที่ต้องไปหาใครสักคนที่พอจะให้ "คำตอบ"  กับเราได้ดีกว่า "ตัวเอง.."

 

.....

วันนี้....
อีกไม่กี่อึดใจผมต้องเดินทางไกลไปยังหนองคาย ...   กำลังคิดว่าจะรับมือกับอาการเจ็บที่หน้าอกอย่างไรดี    จะให้ยกเลิกภารกิจก็ดูจะเห็นแก่ตัวเกินไป    ภารกิจที่ว่านั้นอาจไม่สำคัญใหญ่โตนัก    แต่การไปเพื่อให้กำลังใจกับลูกน้องมือใหม่สองคนนั้นก็ดูจะเป็นสิ่งที่ผมละวางไม่ได้ -

 

และนี่คือ   อาการเจ็บของหัวใจในห้วงเทศกาลวันแห่งความรักของผม ..  นึกแล้วก็น่าน้อยใจไม่ใช่เล่น   ...   เพราะอาการเช่นนี้  เป็นของขวัญที่ผมควรได้รับจากวันวาเลนไทน์,  กระนั้นหรือ !