พักนี้ไม่ใคร่มีโอกาสได้ไปทักทายใคร ๆ เท่าใดนัก เพราะเป็นผลพวงของการเดินทางอันต่อเนื่องและยาวเหยียดของชีวิต..
เฉกเช่นล่าสุด หลังปิดกล่องการสัมมนานอกสถานที่เมื่อวันที่ 9 - 10 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผมได้พักฟื้นในบรรยากาศของการทำงานแค่วันเดียวเท่านั้น .. จากนั้นก็มีอันต้องเก็บสัมภาระออกเดินทางมายังกรุงเทพฯ และไปต่อที่นครนายก
.......
ผมเพิ่งกลับมาถึงมหาสารคามเมื่อเย็นย่ำของเมื่อวาน (15 ก.พ.)
ผมเข้านอนตั้งแต่ละครหลังกล่าวยังไม่เปิดม่านการแสดง -
นั่นเป็นผลพวงของความอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด และผมเองก็รู้สึกตัวว่าร่างกายตนเองมีอาการผิดปกติติดต่อกันมาเป็นเวลา 4 - 5 วัน
ผมมักปลอบใจตัวเองเสมอมาว่าตนเองเป็นคนสุขภาพแข็งแรง มีพลังกายและพลังใจหลากล้นกับการเผชิญชะตากรรมอย่างแสนสนุก ทั้ง ๆ ที่บางครั้งก็รู้สึกเหมือนกันว่า นั่นเป็นเพียงการปิดหูปิดตาปลุกปลอบตัวเองดี ๆ นั่นเอง
โดยภาพที่คนส่วนหนึ่งรับรู้และสัมผัสเกี่ยวกับตัวผมก็คือ ...การเป็นมนุษย์งานที่ "อึด" และ "บ้าบิ่น" สามารถทำงานต่อเนื่องได้เป็นเวลานาน ๆ โดยไม่ต้องวิตกคำนึงว่าจะมีอะไรตกท้องหรือไม่ .... จนระยะหลังมีคนทักติงบ่อยครั้งในทำนองว่า ...ให้รู้จักที่จะผ่อนเบาโลกแห่งการงาน เพื่อคืนเวลาหลาย ๆ ส่วนกลับคืนไปให้ชีวิตของตนเองเสียบ้าง อย่างน้อยก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้คนของความรักได้รับรู้ว่า "ผมยังรักที่จะมีชีวิตอยู่กับพวกเขา.."
เป็นคำแนะนำที่ฟังดูเปลี่ยวเศร้าอยู่มากโข แต่ทุกครั้งที่ได้ฟัง ผมกลับมีรอยยิ้มและสัมผัสได้ชัดเจนว่า หัวใจของผมได้ตื่นตัวและเบิกบานขึ้นมาอย่างน่ารัก !
........
พักหลังผมเริ่มมีอากาหน้ามืดอยู่บ่อยครั้ง... และพยายามลดปริมาณกาแฟลงให้มาก เพื่อหันเหไปหาอาหารในมื้อต่าง ๆ พยายามที่จะทานอาหารให้ตรงเวลา (บ้าง) และเป็นความโชคดีที่น้องในสำนักงานท่านหนึ่งได้ทำหน้าที่บอกกล่าวเล่าชวนให้ลงไปทานข้าวในช่วงพักเที่ยงอย่างสม่ำเสมอ และนั่นก็คือหนึ่งในกระบวนการของการพรากเราออกไปจากโต๊ะทำงาน ...
ผมเองก็รู้ดีว่ากระบวนการนั้นไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง แต่กลับยิ่งรู้สึกว่า ตัวเองก็ทำตัวราวกับเด็กที่ต้องมีใคร ๆ มาเฝ้าดูแลและเตือนสติให้รู้จักที่จะเคารพในสังขารของตนเองอยู่ร่ำไป ...
....
วันนี้ ...(อันที่จริงต้องเรียกว่า 3 - 4 วันที่ผ่านมาด้วยเหมือนกัน) ผมมีอาการเจ็บบริเวณหน้าอกด้านซ้ายเป็นระยะ ๆ ราวกับหัวใจกำลังบีบตัวอย่างผิดปกติ บางจังหวะทำเอาผมถึงขั้นต้องหยุดเคลื่อนไหวตัวเองอย่างกระทันหัน เพื่อให้อาการเจ็บนั้นคลี่คลายไปอย่างรวดเร็ว
ผมเริ่มผิดสังเกตมาตั้งแต่ปลายเดือนที่แล้ว... แต่ก็ไม่คาดคิดว่าอาการเช่นนั้นจะยังเกาะติดตัวเองมาอย่างน่ารักและน่าชังเช่นนี้ และไม่ได้วิตกกังวลใด ๆ เพราะผมสรุปเองราวกับผู้ชำนาญการว่า ไม่มีอะไรน่าวิตก เพราะมันคือผลพวงของการพักผ่อนไม่เพียงพอ และเป็นอาการของคนที่ไม่ออกกำลังกายดี ๆ นี่เอง...
ก่อนออกเดินทางไปราชการในคืนวันที่ 12 ก.พ. ที่ผ่านมา....
ผมยังคงนั่งเคลีย์แฟ้มจนถึงที่สุด และกลับเข้าที่พักพร้อม ๆ กับคว้ากระเป๋าออกเดินทางอย่างรีบเร่ง ขณะที่นังเอนกายบนเบาะรถบัสที่ดูจะแสนสบาย ผมเองก็เริ่มรู้สึกเจ็บหน้าอกเป็นพัก ๆ .... และเป็นเช่นนั้นจนเผลอหลับไปในที่สุด
ผมมาถึงกรุงเทพฯ ในเช้ามืดของวันที่ 13 ... ทิ้งตัวลงนอนในโรงแรมด้วยอาการแสนเหนื่อย แต่ก็รู้ว่าอาการดังกล่าวยังไม่จากหายไปเสีนทีเดียว เพราะดูราวกับว่า นาน ๆ ทีมีมือเล็ก ๆ ของเด็กคนหนึ่งแวะเวียนมาทุบหน้าอกของผมเล่นอย่างสนุกและเป็นกันเอง -
ในบ่ายของวันเดียวกัน ผมออกเดินทางต่อเนื่องไปยังนครนายก ขณะที่นั่ง หรือเอนตัวอยู่บนรถบัสคันหรู ผมมีอาการเช่นนี้ถี่ครั้งขึ้น พร้อมกับอาการวิงเวียนหน้ามืดอย่างเห็นได้ชัด จนคนนั่งข้าง ๆ อดถามไม่ได้ว่า .... ผมกำลังเป็นอะไร...?
.....
ผมกลับมาถึงบ้านในตอนเย็นของเมื่อวาน...
และไม่ลังเลที่จะนอนพักอย่างไม่ดื้อดึง คนรอบข้างในครอบครัวก็ดูประหนึ่งเข้าใจว่าผมต้องการเช่นนั้น
ผมตื่นอีกครั้งในราวตี 2 เศษ ๆ .. ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะคิดว่าร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่แล้ว แต่ส่วนหนึ่งที่หลอกตนเองไม่ได้เลยก็คือ .. การถูกปลุกด้วยอาการเจ็บเดิม ๆ นั่นเอง...
ผมไม่แน่ใจนักว่า นันคืออาการผิดปกติที่ควรต้องวิตกใด ๆ หรือไม่ ..มันเป็นอาการของคนที่กินกาแฟแทนข้าว, มันเป็นอาการของคนที่พักผ่อนน้อยหรือเปล่า, มันเป็นอาการของคนถือดีที่ไม่เคยออกกำลังกายหรือไม่ และอื่น ๆ อีกก่ายกองที่ผมไม่อาจเฉยชาได้ต่อไป และคิดว่าบางทีอาจถึงเวลาที่ต้องไปหาใครสักคนที่พอจะให้ "คำตอบ" กับเราได้ดีกว่า "ตัวเอง.."
.....
วันนี้....
อีกไม่กี่อึดใจผมต้องเดินทางไกลไปยังหนองคาย ... กำลังคิดว่าจะรับมือกับอาการเจ็บที่หน้าอกอย่างไรดี จะให้ยกเลิกภารกิจก็ดูจะเห็นแก่ตัวเกินไป ภารกิจที่ว่านั้นอาจไม่สำคัญใหญ่โตนัก แต่การไปเพื่อให้กำลังใจกับลูกน้องมือใหม่สองคนนั้นก็ดูจะเป็นสิ่งที่ผมละวางไม่ได้ -
และนี่คือ อาการเจ็บของหัวใจในห้วงเทศกาลวันแห่งความรักของผม .. นึกแล้วก็น่าน้อยใจไม่ใช่เล่น ... เพราะอาการเช่นนี้ เป็นของขวัญที่ผมควรได้รับจากวันวาเลนไทน์, กระนั้นหรือ !
สวัสดีค่ะน้องชาย
รักษาสุขภาพนะคะ..สงส้ยเราพี่น้อง..เอ้อ..อ้วนมากมั้งคะ
ดูแลสุขภาพด้วยนะครับ...
รักและเป็นห่วงครับ
น้องแผ่นดินที่รู้สึกเป็นห่วงอย่างยิ่ง
อาการไม่ใช่เกิดจากการไม่พักอย่างเดียวแล้วน้องเอ๋ย...อาการเจ็บตรงซีกซ้ายอาจใช่กล้ามเนื้อ แต่ถ้าเจ็บเหมือนเด็กทุบหน้าอกแล้วหน้ามืดด้วย....ต้องหาหมอแล้วนะคะ
ยกเลิกภาระกิจชั่วคราวเพื่อรักษาตัว...คงไม่เห็นแก่ตัวหรอก..เพราะยังมีภาระกิจอีกหลากหลายที่คงตามมา
แต่หากเลี่ยงงานไมได้ กรุณาแวะไปหาหมอสักคนแถวๆหนองคายก็ได้ หรือถ้าในการสัมมนามีหมอสักคนให้ท่านฟังอาการและตรวจด้วย...พี่จะสบายใจขึ้นนะน้องนะ
เท่าที่อ่าน คงเป็นเพราะตรากตรำทำงานและคาดหวังกับงานมากเกินไปรึเปล่าคะ สุขภาพสำคัญค่ะ เราต้องรักษาสุขภาพของเราให้ดีก่อนที่จะไปช่วยเหลือคนอืนได้ นี่เป็นพระดำรัสของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯที่พระองค์ได้ประทานแก่ชาว พอ.สว. ถ้าเรานำมาคิดแล้วจะพบว่า จริงๆด้วย คงจะถึงเวลาแล้วที่คุณจะต้องไปหาหมอ ค่ะ อย่างน้อยก็จะได้ป้องกันอะไรที่จะตามมาได้ คนแห่งความรักของคุณ เค้าคงอยากเห็นคุณมีสุขภาพดีๆ
สวัสดีครับ . ครูอ้อย แซ่เฮ
สวัสดีครับ... จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร
ยังไงก็ยังต้องเดินหน้าต่อไป... แต่คงต้องเพิ่มความใส่ใจกับตัวเองให้มากกว่านี้
ขอบคุณครับ
สวัสดีค่ะ อ.แผ่นดิน
ในฐานะที่เคยเป็นพยาบาลห้องโรคหัวใจ (ซีซียู)
ฟังอาการเเล้วน่าเป็นห่วงค่ะ
อยากให้อ.ไปตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือไปวิ่งสายพานดูสักที
แล้วตรวจดูไขมันในเส้นเลือดดูสักหน่อย...น่าจะดีนะคะ
...เป็นห่วงค่ะ ดูแลตัวเองบ้างนะคะ
สวัสดีครับ...จันทรรัตน์
ก่อนอื่นต้องขอบพระคุณอย่างสูงกับความห่วงใยและคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ ปัญหาใหญ่ที่ผมรับรู้และตระหนักเสมอมาก็คือ การไม่ค่อยดูแลตนเอง ทั้งในเรื่องการกิน, การนอน, และการทำงาน .. รวมถึงการไม่ยอมที่จะตรวจร่างกาย เพื่อเช็คสภาพทั่วไปของตนเอง
ระยะหลังก็เห็นชัดครับว่า ความ "อึด" นั้นเริ่มโรยราจากหายไปอย่างเห็นได้ชัด .. แต่ก็ยังละเลยอยู่วันยังค่ำ
ในสมัยที่เกิดอุบัติเหตุ หมอก็แนะนำให้พักฟื้นเป็นเดือน แต่สุดท้ายก็ละเลยที่จะปฏิบัติตามคำแนะนำของหมอฯ ทุกวันนี้เลยมีอาการสะสม และทรุดโทรมเกินให้อภัย...
....
ขอบพระคุณครับ
อาการน่าเป็นห่วงนะคะ .. ขอรบกวนให้ดูแลสุขภาพตัวเองด้วย
สวัสดีครับคุณแผ่นดิน
เป็นห่วงครับ ต้องระวังสุขภาพแล้วละครับ นอกจากรักงานแล้วต้องรักตัวเองด้วยครับ ผมผ่านจุดนั้นมาแล้ว วันนี้สุขภาพดีขึ้นอีกเยอะ ผลการตรวจร่างกายปกติทุกอย่างแล้วครับ ไม่เครียดด้วย
เล่านิทานให้ฟัง
มีชายคนหนึ่ง เป็นผู้ช่วยพยาบาลอยู่ดีๆ
เกิดนึกอยากทรมารตัวเอง
ไปสอบเอนทรานซ์เข้าคณะเกษตรศาตร์
กลางวันเรียนหนังสือกับเด็กๆรุ่นน้อง ทำกิจกรรม ลาพักร้อนไปออกค่าย
กลางคืนมาขึ้นเวรที่โรงพยาบาล
นอนบนเก้าอี้วันละสามชั่งโมง กินกาแฟผสมโค๊กแทนน้ำ กินขนมแทนข้าว
ทำอยู่สี่ปี เรียนจบแล้วยังบ้าดีเดือด เรียนโทต่ออีก
คราวนี้รับงานสอนเด็ออาชีวะ งานสอนเด็กป.ตรีด้วย
ระหว่างนั้นก็เข้านอนห้อง CCU เป็นระยะๆ ด้วยอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ
รวมเวลาทั้งหมดที่ทรมารตัวเองกว่าสิบปี
ทุกวันนี้ ชายคนนั้น เต็มไปด้วยโรคภัย หัวใจเอย เบาหวานเอย ตับเอย
วันๆ แค่ประคองตัวเองให้รอดถึงวันพรุ่งนี้เท่านั้น
อ่านแล้วโปรดพิจารณา อย่าเอาเป็นเยี่ยงอย่าง
ฝากคิดถึงหลานน้อยสองคนด้วยครับ
มาตามอ่าน...ดูแลสุขภาพด้วยเด้อ! เรายังต้องดูแลใครอีกหลายคน...นะคะ...เป็นห่วงค่ะ
อาจารย์ มีคนรัก คนเป็นห่วง มากมาย
แต่ลืม รักตัวเอง ลืมรักอวัยวะทุกส่วนของตน รึเปล่า
รักตัวเอง มั่ง รึเปล่า คะ
รักคนอื่นๆ รับใช้ โดยรีบเร่งใช้ตัวเองมาก ทรมานตน นะคะ
เราเลือกได้ค่ะ ที่จะดูแลให้ใช้ไปต่อได้นานๆ
ไหมคะ ?
อาจารย์แผ่นดินคะ....
งานก็คืองานน่ะค่ะ.....แต่ร่างกายของคนทำงาน ไม่ใช่เครื่องจักรนะคะ....ดูแลสุขภาพเพื่อคนของความรักของอาจารย์และหลานๆ ทั้งสองด้วยนะคะ....เป็นห่วงนะคะ
วันนี้พอมีเวลา(ปรกติอ่านบันทึกคนอื่น ๆ แต่ไม่ค่อยแวะทัก..เพราะต้องดูแลเจ้าตัวเล็ก..)
อ่านแล้วเป็นห่วงเหมือนคุณพยาบาล จึงขอโค้ตลงมาย้ำ..แกมขอร้อง
"อยากให้อ.ไปตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือไปวิ่งสายพานดูสักที
แล้วตรวจดูไขมันในเส้นเลือดดูสักหน่อย...น่าจะดีนะคะ
...เป็นห่วงค่ะ ดูแลตัวเองบ้างนะคะ"
อาจเป็นเพียงอาการของโรคกระเพาะอาหาร(อักเสบ,แผล...)
แต่..นะคะ..ฟังเขาบ้าง รัก และดูแลเขาบ้าง...ร่างกายของเราแท้ ๆ
สวัสดีค่ะ อ.แผ่นดิน
ได้รับFW mail มาจากเพื่อน อ่านเเล้วรู้สึกดี อยากนำมาบอกอาจารย์ค่ะ
" ปริญญาวิชาชีพกับปริญญาชีวิต"อยากให้ทุกคนได้อ่านบทความดีๆ เสี้ยวหนึ่งจาก ท่าน ว.วชิรเมธี
ที่เมืองไทยปีที่แล้วมีข่าวเกรียวกราวมาก
คือมีดาราคนหนึ่งซึ่งมีชื่อดังมาก
เป็นคนดำเนินรายการคนค้นคน
ดร.อภิวัฒน์ วัฒนางกูร มาเรียนที่อเมริกา
เป็นคนเพอร์เฟคชั่นนิส
ทำงานทุกอย่างต้องดูดีที่สุดแม้กระทั้งล้างจาน
ล้างเสร็จแล้วแกต้องเอามาดมดู
ว่าสะอาดจริงมั้ย
กลับไปเมืองไทยก็ไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย
มีแฟนก็จีบดาวมหาวิทยาลัยเลย
ต้องให้ดีที่สุด
เวลาแกไปเสนองานอะไรต่าง ๆ
เขียนไว้สามแผน
แผนที่หนึ่งลูกค้าไม่ซื้อ
แกเสนอแผนที่สอง
แผนที่สองลูกค้าไม่ซื้อแกเสนอแผนที่สาม
ใครไปดีลงานกับแกติดทุกราย
แกมีบ้าน มีรถ มีลูก มีภรรยา
มีธุรกิจ
มีชื่อเสียงทุกอย่าง
แกมีทุกอย่าง
วันหนึ่งแกพักผ่อน
หลังจากที่ทำงานแบบไม่ได้พักเลย
ลูกเมียไปขอพบ
บอกไปเจอพ่อที่ออฟฟิต
วันหนึ่งแกไปพักที่ปากช่อง
ตื่นขึ้นมากลางวันล้มฟุบลงไป
ภรรยาพาเข้าโรงบาล
ตรวจพบมะเร็ง
พอพบปุ๊บเป็นระยะสุดท้ายเลย
จริง ๆ เค้าก็เตือนตลอด
แต่พอไม่มีเวลาไปตรวจมันก็แก้ไม่ได้
แกไปนอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล
แล้วก็สารภาพให้รายการคนค้นคน
บันทึกชีวิตแก
ก่อนจะเสียชีวิต
แกก็ไปนอนให้พ่อแม่เช็ดเนื้อเช็ดตัว
แกก็บอกว่าสังเวชตัวเองมากแทนที่ลูกจะได้ดูแลพ่อแม่
กลับมาเป็นว่าพ่อแม่ต้องมาดูแลลูก
......................
ก่อนจะเสียชีวิตแกให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์คมชัดลึกว่า
พ่อผมเคยบอกว่า
เกิดเป็นคนต้องได้ปริญญาสองใบ
ปริญญาใบที่หนึ่ง
" ปริญญาวิชาชีพ"
เราจะต้องทำมาหากินเป็น
กินอิ่ม นอนอุ่น พูดง่าย ๆ
อยากจะนอนมีบ้านเป็นของตัวเอง แค่นี้คือปริญญาวิชาชีพ
แต่"ปริญญาวิชาชีวิต"
ซึ่งเป็นปริญญาใบที่สองที่พ่อแกบอกไว้
แกบอกว่าผมสอบตกโดยสิ้นเชิง
ผมเป็นดอกเตอร์จากอเมริกาได้ปริญญาวิชาชีพ
แต่ปริญญาวิชาชีวิตสอบตก
เพราะอะไร
เพราะทำงานจนป่วยตาย
………………..
ก่อนที่จะเสียชีวิตแกได้สารภาพว่าผมได้เตรียมทุกอย่าง
บ้าน รถ
มอบมันให้กับลูกและภรรยา
แต่ในวันที่ผมมีทุกสิ่งทุกอย่าง
ผมกลับลืมมอบหนึ่งอย่างให้กับลูกและภรรยา
สิ่งนั้นคือสิ่งที่ผมลืมและทำให้ผมล้มเจ็บใหญ่ครั้งนี้
สิ่งที่ว่านี้คือผมลืมมอบตัวเองเป็นของขวัญให้กับลูกและเมีย
เพราะทำงานหนักจนกระทั่งป่วยตาย
นี่คือปริญญาวิชาชีวิต …………………
ธรรมะเราจะต้องมี
ถ้าเราไม่มีธรรมะ
เราจะกลายเป็นหุ่นยนต์เท่านั้นเอง
ที่ทำงานแทบล้มประดาตายแล้วสุขภาพไม่ดี
ดังนั้นเมื่อเราทุกคนทำงานแล้ว
อย่าลืมชั่วโมงสุขภาพของตัวเองในแต่ละวันนะ
แต่ละวันควรจะมี
ให้ดูแลตัวเอง ดูจิต ดูใจตัวเอง
ว่าเราเอ๊ะมันทุกข์
มันทุกข์มากเกินไปรึเปล่า
แบกเรื่องโน้นเรื่องนี้
เกินไปหรือเปล่า
พยายามลดลงในแต่ละวัน ๆ
เพื่อที่ว่าอะไร
เพื่อที่ว่าเราจะได้ปริญญาสองใบในชีวิต
หนึ่งปริญญาวิชาชีพ
เราทำมาหากินจนประสบความสำเร็จร่ำรวยมั่งคั่ง
มีเงินมีทองใช้มีบ้านอยู่
แต่ต้องไม่ลืมปริญญาใบที่สอง
คือวิชาธรรมะ
สำหรับจะดูแลชีวิตให้ดำเนินอยู่ในทางสายกลาง
ไม่ทุกข์เกินไปไม่เดือนร้อนเกินไป
ทำอะไรให้พอดี
พอดีอยู่ดีมีสุข
อยากเที่ยวให้ได้เที่ยว
อยากพักให้ได้พัก
อยากทำบุญให้ได้ทำบุญ
ลูกหลานมาหาก็ให้ได้มีเวลากับลูกกับหลานบ้าง
อย่าวิ่งไปจนซ้ายสุด ขวาสุด
และมารู้สึกตัวอีกทำจนล้มเจ็บใหญ่ไม่ดี
เพราะอะไร
เพราะว่าสิ่งสูงค่าทีสุดในชีวิตของเรา
.........
เคยมีคนไปทูลถามพระพุทธเ้จ้า
ว่าอะไรคือสิ่งสูงค่่าที่สุด
บางคนก็ตอบเงิน
บางคนก็ตอบเพชร
บางคนก็ตอบทอง
บางคนก็ตอบอำนาจ
บางคนก็ตอบราชบัลลังก์
พระพุทธเจ้าบอกไม่ใช่
สิ่งสูงค่าที่สุดในชีวิตของพวกเธอคือสุขภาพและชีวิต
สุขภาพก็คือการที่เราไม่เจ็บไข้ได้ป่วย
คนที่สุขภาพดีดื่มน้ำธรรมดาก็อร่อยนะ <p> </p>
สวัสดีครับ...ใบบุญ
เพิ่งกลับจากวัดหินหมากเป้ง...(หนองคาย) มีน้องดินนั่งไปเป็นเพื่อน คุยกันไปเรื่อย ๆ เหนื่อยก็ให้ลูกพัก บ่อยครั้งลูกถามว่าผมเป็นอะไร ผมก็บอกว่าไม่สบาย ..แน่นหน้าอก ... ลูกก็ยังอุตส่าห์บอกให้กิน 150 ....
ตารางงานและชีวิตเดือนนี้เต็มและล้นเลยก็ว่าได้ ... ต้นเดือนเลยปลงใจว่าจะเดินเข้าโรงหมอให้หมอได้ตรวจร่างกายให้สักหน่อย...ปลายเดือนมีนาคม จะพาครอบครัวไปพักผ่อน หลังจากไม่เคยได้พักมาเกือบ 5 - 6 ปี
คงถึงเวลาต้องพักจริง ๆ แล้วล่ะครับ...
ขอบพระคุณอย่างมหาศาล...
สวัสดีครับ...little cat
ขอบคุณมาก ๆ สำหรับความห่วงใยและกำลังใจที่ส่งมายังผม...
สักประมาณ 4 ปีที่แล้ว.. ผมประสบอุบัติเหตุรถบัสชนกับรถบรรทุก ผมไม่ได้ดูแลตนเองตามที่หมอแนะนำ ตอนนี้ขาซ้ายจะมีอาการแผ่ว ๆ ... อาการปวดหลังมีอย่างต่อเนื่อง ศีรษะซีกบนด้านขวา มีอาการปวดเล็ก ๆ น้อย ๆ เหมือนกระตุกเป็นระยะ ๆ ...
สิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นผลพวงเกี่ยวพันกันหรือเปล่าผมก็ไม่แน่ใจ ... แต่ทุกอย่างก็คงต้องหันกลับมาดูแลตนเองอย่างจริงจังเสียแล้วล่ะครับ
ขอบคุณครับ