สองวัน.. ที่สวนสายน้ำ

k-jira
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ
บันทึกฉบับนี้.. ขออนุญาตเขียนยาวในส่วนของความเห็นต่อๆลงไป เพื่อให้รวมไว้ในบันทึกฉบับเดียวนะคะ

ห่างหายไปจากการเขียน blog เสียนาน เพราะว่าไม่รู้จะเขียนอะไรดี  ที่บอกว่าไม่รู้จะเขียนอะไรดีนั้น ไม่ใช่เพราะไม่มีอะไรจะเขียน แต่เป็นเพราะมันมีเรื่องราวมากมายที่อยากจะเขียน แต่ก็ไม่รู้จะเริ่มขึ้นต้นตรงไหน บวกกับสารภาพว่าทั้งที่มีหัวข้อและเรื่องราวมากมายอยู่ในใจ  หากแต่ยังไม่สามารถเรียบเรียงออกมาเขียนไม่ได้เลย 

คงเพราะหลายเดือนมานี้ ยอมรับว่าจิตใจสับสนวุ่นวายจริงๆ สับสนจนบอกไม่ถูกเลย 

“….เปรียบจิตใจคนเราคงเหมือนน้ำในขวดแก้ว ซึ่งมนุษย์ทุกรูปนามก็คงมีขวดแก้วน้ำนี้กันทุกคน  เมื่อแรกเกิดลืมตาดูโลกน้ำในขวดแก้วของทารกแต่ละคนล้วนใสสะอาด แต่เมื่อเมื่อเติบใหญ่ขึ้นผ่านเรื่องราวประสบการณ์ต่างๆมากมายในชีวิต  น้ำในขวดก็ราวถูกเติมใส่ด้วยสิ่งของต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นก้อนหิน ดินกรวด เศษใบไม้  หากเรารู้จักวางตัวนิ่งต่อแต่ละสิ่งที่ถูกเติมลงมา  สักพักมันก็จะตกตะกอน เห็นน้ำใสอยู่ข้างบนอีกครั้ง….”

 แต่หากเราหวั่นไหวไปกับเรื่องราวหรือประสบการณ์มากระทบ ก็คล้ายขวดน้ำถูกเขย่าไปมาตามความแรงของสิ่งที่มากระทบ  ต่อให้มีเศษตะกอนอยู่เพียงเล็กน้อย ก็ยังสามารถทำให้น้ำขุ่นมัวขึ้นมาได้ ...

และตราบใดที่ไม่รู้จักการหยุดพักวางขวดไว้นิ่งๆ หาที่สงบวางพักจิตใจลงเสียบ้าง... ใจของเราก็จะสับสนเป็นน้ำขุ่นอยู่เช่นนั้นตลอดไป  หรือหากว่าเราไม่หาหนทาง ตักตะกอนเหล่านั้นทิ้งออกไปเสียบ้าง  สักวันมันคงทับถมกันจนหนาเต็มขวดไม่เหลือน้ำใสไว้อีก หรือไม่ก็เน่าเสียส่งกลิ่นเหม็นไม่อาจคืนกลับเป็นน้ำบริสุทธิ์ได้เลย 

เมื่อขวดน้ำในใจมัวขุ่น มันก็ทำให้คนเรามองอะไรไม่เห็น ขัดขวางการกระทำกิจหรืองานใดให้สำเร็จลงไม่ได้  และมันยังเป็นตัวการสำคัญ ที่ฉุดดึงตัวเราให้ยิ่งดำดิ่งลง ...ลึกลงไปสู่ก้นมหาสมุทรแห่งอวิชชาและทุกขเวทนา

 หลายเดือนมานี้ขวดน้ำในใจของฉัน มันขุ่นมันจนฉันมองอะไรด้วยความลำบาก อย่าว่าแต่จะมองหาความใสของมันเลย  แม้ว่าจะค้นหาว่าอะไรที่แขวนลอยอยู่ในขวด ฉันก็มองไม่เห็น  ถึงแม้ว่าแรงเขย่าจะหยุดกระทำไปนานแล้ว แต่ขวดก็ยังแกว่งไปมาเพราะแรงเฉื่อยที่ยังคงทำให้วัตถุมีการเคลื่อนที่อยู่ต่อไปอีกระยะหนึ่ง 

ฉันพยายามจะค้นหาวิธีการมากมาย ที่จะค้นหาตัวเอง.. แต่ตราบใดที่ขวดยังแกว่งไปมาไม่นิ่งอยู่เช่นนี้ มันคงจะยากที่ฉันจะทำน้ำในขวดให้กลับใสขึ้นมาอีกครั้ง 

จนกระทั่ง...... ....... 

 

 

 (1) ....... 

 

 

สองวันมานี้ คือวันที่ 28-29 มกราคม 2551  ทางฝ่ายบริการพยาบาล รพ.สงขลานครินทร์ ได้จัดให้มีการอบรมในโครงการ พัฒนาจิต พัฒนาคน พัฒนางาน สู่การบริการด้วยหัวใจแห่งมนุษย์ ฉันได้มีโอกาสเข้าร่วมรับการอบอรมในโครงการนี้ด้วย ซึ่งรุ่นนี้เป็นรุ่นที่ 4 แล้ว ผู้เข้ารับการอบรมเป็นพยาบาลวอร์ดต่างๆและ OPD ของโรงพยาบาลสงขลาครินทร์ จำนวนสี่สิบกว่าคน

 และวิทยากร หรือในการอบรมนี้ใช้ศัพท์เรียกหาว่า กระบวนกร”  มี 2 ท่านคือ ทพญ. ฉลอง  เอื้องสุวรรณ ซึ่งก็เป็น blogger ท่านหนึ่งใน G2K แห่งนี้ด้วย กับ คุณชวัลนุช  ชัววัลลี 

การอบรมนี้จัดขึ้นที่ สวนสายน้ำ  ต.พะตง  อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา   เป็นเวลา 2 วันกับ 1 คืน   

ฉันแทบไม่ได้เตรียมตัวกับการเข้ารับการอบรมนี้เลย  เคยถามพี่ในวอร์ดที่เคยผ่านการอบรมมาแล้ว ว่าต้องเตรียมอะไรบ้าง และเขาอบรมกันแบบไหน ก็ได้รับคำตอบมาเพียงแค่ว่า

 

  แต่งตัวด้วยเสื้อกางเกงที่นุ่งสบาย เพราะเขาให้นั่งพับเพียบบนพื้นฟังคำบรรยาย เขาให้ฝึกนั่งสมาธิ กำหนดลมหายใจ รำมวยจีน กินมังสวิรัสกัน.. สำหรับที่พัก มีห้องพักให้ แต่เป็นพักรวมกัน ห้องละแปดคนบ้าง สิบคนบ้าง.. แต่ไม่ต้องกังวลหรอก รับรองว่าสนุก .. อ้อ.. อย่าลืมเตรียมไฟฉายไปด้วยล่ะ  เพราะว่าเวลาเดินกลับที่พักดึกๆมันมืด  ส่วนร่มอาจจะไม่ต้อง เพราะช่วงนี้ไมใช่หน้าฝน

พี่คนนั้นแถมกำชับมาในตอนท้าย

แต่สุดท้าย...ฉันเตรียมเสื้อผ้าและของใช้ลงกระเป๋า  ตอนหัวรุ่งก่อนขึ้นรถเดินทางแค่ชั่วโมงกว่าๆเอง

แล้วฉันก็ลืมสิ่งที่พี่เขาย้ำในตอนท้าย คือ ไฟฉาย  จนได้  ที่บอกว่าลืมคือหาไม่เจอ ไม่รู้ว่าวางไว้ตรงไหน เนื่องจากไม่ได้เตรียมหามาวางไว้แต่แรกตั้งแต่เมื่อคืน 

 ฉันไม่เพียงไม่ได้เตรียมตัวอะไรเท่าไรนักกับการอบรมครั้งนี้  อีกทั้งไม่ได้คาดหวังอะไรเกี่ยวกับการอบรมนี้สักเท่าไหร่  ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้อะไร  

ในสมองเหมือมีแต่ความว่างๆโล่งๆ   เหมือนการซื้อตั๋วเดินเข้าโรงหนังไปเสี่ยงดวง  ที่ไม่ได้ดูด้วยซ้ำว่าหนังชื่อเรื่องอะไร  แนวไหน เกี่ยวกับอะไร ใครนำแสดงบ้าง

รู้เพียงแค่ว่า.. ไปดูหนังเท่านั้น

 การอบรมครั้งนี้ก็เช่นกัน แค่รู้ว่าไปอบรมที่สวนสายน้ำ  (เขาบอกว่า) อบรมจิตฯ  แต่ก็ไม่รู้หรอกว่าชื่อเต็มๆว่าอะไร

 แล้วพอถูกถามว่าสวนสายน้ำอยู่ที่ไหน ก็ไม่รู้เหมือนกัน

………………

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สมุดบันทึกของฉัน



ความเห็น (7)

เขียนเมื่อ 

 

 

 

Fw1
ดอก (อะไรไม่รู้) ที่สวนสายน้ำ

(2.....)

 

 

เจ็ดโมงยี่สิบล้อหมุน รถแล่นออกจากหน้าโรงพยาบาลสงขลานครินทร์  ความจริงในกำหนดการจะออกเร็วกว่านี้ แต่เพราะรถมาช้ากับรอคนที่ยังไม่มา (เพราะเข้าใจผิดกันว่าออกเจ็ดโมงครึ่ง)  นั่งรถเกือบชั่วโมง ไปถึงสวนสายน้ำก็ประมาณแปดโมงครึ่งแล้ว

ระหว่างเดินทาง.. ทุกคนในรถส่วนใหญ่นั่งกันเงียบๆ เหมือนกับต่างคนต่างไม่รู้ชะตากรรม ว่าจะถูกพาไปไหน และจะไปเจอเรื่องราวอะไรกันบ้าง  พอรถเลี้ยวออกจากถนนสายหลัก เข้าสู่ถนนสายเล็กที่สองข้างางเป็นป่ายางพาราอันยาวเหยียด แววตาหลายคู่ก็เริ่มฉายแววกังวล บ้างก็ฉายแววเบื่อหน่าย  หลายคนล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาโทรหาคนใกล้ชิด ก่อนที่คลื่นจะหมดหายไป

พอรถมาถึงป้ายทางแยก ที่มุ่งไปตามทางน้อยที่ตรงไปยังภูเขาข้างหน้า  ป้ายข้างทางเขียนบอกไว้ชัดตา

  สถานปลีกวิเวก สวนสายน้ำ

ก็พลันมีเสียงแว่วอุทานออกมาเบาๆอย่างหวาดๆ  หวาย... สถานปลีกวิเวก  ทำให้ฉันนึกถึงเด็กซนๆ กลุ่มหนึ่ง ที่กำลังถูกส่งตัวเข้าโรงเรียนประจำ  ความกังวลของคนที่เคยชินกับความสะดวกสบายของเทคโนโลยีต่างๆ ที่ถูกปรุงแต่งไว้ในโลกยุคใหม่ พอเจอคำว่า ปลีกวิเวกก็คงรู้สึกอึดอัดกันเป็นอย่างนี้เอง

ตั้งสองวัน จะอยู่ได้มั้ยเนี่ย  เซ็งจังเลย

มีเสียงบ่นแว่วเข้ามาในหูฉันแบบนี้จริงๆ

เสียดายจัง.. จำเลยรักกำลังสนุกเสียด้วย  คืนนี้ไม่ได้ดูจำเลยรักแน่ๆ

ฉันฟังแล้วก็นั่งอมยิ้มขำ พร้อมกับเสียงในใจที่ถามกับตัวเองว่ารู้สึกอย่างไร กับการมาอบรมครั้งนี้ ?

เฉยๆ ” 

สาบานจริงๆ ...ว่านี่คือคำตอบของฉัน

...................................

 

 

เป็นความจริง.. เวลานี้ใจฉันไม่มีอะไรผูกพันกับโลกภายนอก ไม่ติดหนังเรื่องไหนสักเรื่อง  ไม่มีงานค้างคาที่ต้องรีบกลับไปทำ  ไม่มีนัดหมายกับใครที่ไหน ถ้าจะมีห่วง..ก็คือไอ้ลูกชายตัวเล็ก(หมา) แต่ก็เอาไปฝากน้องสาวช่วยดูแลแล้วชั่วคราว ...ไว้วางใจได้ 

ฉันมาที่นี่ด้วยความรู้สึกไม่ยินดียินร้าย  ไม่มีความคาดหวังใดใด  มีเพียงสิ่งเดียวที่อยู่ในใจ นั่นก็คือ ความอยาก  อันได้แก่ อยากรู้ว่าจะมีอะไร และจะได้เจออะไร

และสิ่งเดียวที่ฉันเตรียมมา นั่นคือ จิตใจที่ พร้อมจะเจอ  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ได้

 

....................

 

รถบัสคันใหญ่ของคณะฯ ที่พาพวกเราทั้งสี่สิบกว่าชีวิตในที่สุดก็มาจอดลงที่เชิงเขา  เส้นทางอีกประมาณกิโลกว่าๆที่จะขึ้นไปสวนสายน้ำสูงชันและคดเคี้ยว เกินกว่าที่รถคันยักษ์แบบนี้จะขึ้นไปได้  แต่ก็มีรถกระบะของทางโน้น มารับพวกกระเป๋าสัมพาระขนพาขึ้นไปให้  ส่วน คน ก็คงต้องให้เดินขึ้นไปเอง

มีบางส่วนได้ติดรถกระบะ (มีที่เหลือให้นั่งอยู่บ้าง)  ขึ้นไปได้  ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีฉันรวมอยู่ด้วย  อันที่จริง ตอนแรกฉันก็ตั้งใจจะเดินขึ้นไปนะ แต่พี่ที่มาด้วยกัน (วอร์ดเดียวกัน) ชวนว่า อย่าเดินเลย มันเหนื่อยเมื่อยขา จากนั้นก็ชวนหิ้วฉันขึ้นรถไปด้วยกัน (ปีนขึ้นไปนั่งบนท้ายกระบะ )  ฉันก็ใจง่ายเสียด้วย ..เขาชวนแค่คำเดียว ก็ยอมตามขึ้นไปง่ายๆ ลืมทิ้งความตั้งใจเดิมไปเสียเลย

แต่พอขึ้นนั่งบนรถ ก็ให้รู้สึกสำนึกเสียใจแว่บๆ เพราะเส้นทางขึ้นเขา มันเป็นถนนแคบๆ ทั้งสูงทั้งชัน และหักโค้งหลายจุด  รวมถึงข้างทางที่มองลงไปเป็นเหวลึก พอรถแล่นผ่านก็ให้รู้สึกเสียวหลังวูบวาบ

.......

 

 

 

 

 

ในที่สุดรถกระบะขนสัมภาระ ก็มาจอดลงหน้า office ซึ่งมีลักษณะ กึ่งบ้านกึ่งสำนักงานหลังหนึ่ง ที่นี่ก่อสร้างด้วยไม้และปูน รูปทรงเรียบง่าย อิงแอบกลมกลืนกับธรรมชาติ    ด้านซ้ายมือของ office เป็นโรงครัว ส่วนทางขวามือมีบันไดหินเป็นขั้นเตี้ยๆ ซึ่งลาดปูนแล้วประดับด้วยหินเป็นลวดลายต่างๆบนเนื้อปูน ดูสวยคลาสสิค แบบที่กระเบื้องปูพื้นยี่ห้อดังแทบจะชิดซ้ายไปเลย (สำหรับในความรู้สึกของฉัน)

อาคารหลังนี้สร้างพิงอิงเชิงเขา  สุดปลายทางของบันได พาลงไปยังชั้นล่างของ office ซึ่งเป็นลานระเบียงกว้าง ที่ยื่นให้ออกไปยืนฟังเสียงใบไม้ เสียงนก และเสียงน้ำไหล ที่แว่วมาแต่ไกล

เป็นบรรยากาศที่เรียบง่าย และสัมผัสอย่างใกล้ชิดธรรมชาติจริงๆ

ฉันรู้สึกใจสงบ และชอบที่นี่ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

 

  

จากลานระเบียงมีประตูเข้าสู่ห้องๆหนึ่งซึ่งมีตู้และชั้นวางหนังสือของท่านกฤษณมูรติเต็มไปหมด  จัดวางโต๊ะเก้าอี้ยาวหลายตัว เป็นได้ทั้งห้องอ่านหนังสือ และห้องรับประทานอาหาร   ส่วนด้านหลังเชื่อมต่อกับห้องครัว  และห้องน้ำ

เวลานี้..บนโต๊ะกลางระเบียงแห่งนี้ จัดวางอาหารว่างไว้รอท่าพวกเรา  ประกอบด้วยหัวเผือกหัวมันต้ม มีโถมะพร้าวขูด  และน้ำตาลไว้สำหรับตักโรยหน้าไว้พรักพร้อม

เป็นอาหารที่ทำให้นึกถึงสมัยวัยเด็กเสียจริงๆ  ไม่ได้กินของแบบนี้มานานแล้ว (และที่ไม่ได้กิน ก็เป็นเพราะมันหากินไม่ค่อยได้นั่นเอง)

ตั้งแต่ตื่นนอนเช้าวันนี้ ฉันไม่มีอะไรตกถึงท้องแม้น้ำสักหยด  มันทำให้ฉันยิ่งกินอาหารว่างมื้อแรกของที่นี่ด้วยความเอร็ดอร่อย  จนพี่ที่มาด้วยกันกับฉันมองฉันอย่างขำๆและงงๆ

 

หลังจากกินของว่างมื้อเช้าจนมีแรงกระชุ่มกระชวย พวกเราทุกคนก็ขนสัมพาระของตนเอง ไปยังอาคารอีกหลัง ซึ่งที่นี่คงเป็นอาคารสำหรับจัดกิจกรรมโดยเฉพาะ  มันเป็นอาคารแปดเหลี่ยม ด้านในเป็นห้องโถงโล่งกว้าง ปูพื้นด้วยไม้ปาเก้  เพดานยกสูง ตรงกลางเหมือนเป็นโดมขึ้นไป  มีอะไรไม่รู้เป็นกลมๆ ดูตอนแรกนึกว่ากะลามะพร้าว แต่ดูอีกทีก็คล้ายรังนก แขวนรวมกันอยู่เป็นพวง ห้อยอยู่ตรงกลาง

ฉันมองมันอย่างสงสัย ในใจนึกทายไปต่างๆนานาว่ามันคืออะไร ?

แล้วปริศนาก็มาคลี่คลายเอาตอนกลางคืน เมื่อความมืดมาเยือน พวงกลมๆเหล่านี้ก็ส่องแสงสว่าง ซึ่งที่แท้มันก็คือโคมไฟนี่เอง

ยังมีอีกปริศนาชวนสงสัยอีกข้อหนึ่ง ที่ฉันพบเจอเมื่อเงยหน้าขึ้นมองไปข้างบน  นั่นคือตัวเลขตัวโตๆ ที่เขียนบนกระดาษสี่เหลี่ยมสีขาวแปะอยู่บนผนังบ้าง เพดานบ้าง  มันเป็นตัวเลขที่ไม่ได้เรียงตามลำดับกันเลย   ดังนั้นเมื่อฉันมองเห็น เลข 12   เลข 8  เลข 14  ฉันก็เริ่มมองหาเลขอื่นๆ  และทุกครั้งที่เว้นพักช่วงสั้นๆจากกิจกรรมในการอบรม ฉันก็อดเงยหน้าขึ้นมองหาตัวเลขที่เหลือไม่ได้ แล้วฉันก็เจอ  เลข 2  เลข 4

แล้วเลขอื่นๆล่ะ.. มันซ่อนอยู่ที่ไหนอีก ?

และเจ้าตัวเลขพวกนี้ มันคืออะไร...หมายถึงอะไรกันแน่หนอ ?

พอได้เจอปริศนาให้ค้นหา ชีวิต ณ ที่นี้มันก็รู้สึกมีความหมายขึ้นมานิดหน่อย มันเป็นความสนุกเล็กๆ ที่ฉันเล่นกับมันอยู่คนเดียว นับตั้งแต่ชั่วโมงแรก ที่ก้าวเข้ามาในอาคารหลังนี้....แล้วฉันก็เพิ่งมารู้คำตอบของมัน ในการอบรมวันที่สอง โดยที่ฉันยังค้นหา เลข 1 ไม่เจอ และหาเลขอื่นๆไม่ครบ

เพียงแต่พอฉันรู้ว่ามันคืออะไร  ฉันก็พอจะคาดเดาได้ว่า เลขอื่นๆมันสมควรจะอยู่ที่ไหน ?

ว่าแต่คุณๆพอจะลองทายกันออกไหม .. ว่าตัวเลขเหล่านี้หมายถึงอะไร ?

 

ฉันให้คุณทายกันเล่นๆ  ขอไม่เฉลยก็แล้วกัน

.....................................

 

เขียนเมื่อ 

 

(3) .....

Fw2 

เมื่อทุกคนมารวมกันในห้องโถง กิจกรรมที่ดำเนินโดยกระบวนกรทั้งสองท่าน ทำให้ฉันรู้สึกคุ้นเคยอย่างยิ่ง

เปล่าค่ะ.. ไม่เลย ฉันไม่เคยได้รับการอบรมเรื่องนี้มาก่อน  !

เพียงแต่ที่รู้สึกคุ้น ก็เพราะเคยอ่านมาก่อนจากท่านอาจารย์หมอ phoenix  blooger อีกท่านใน G2K แห่งนี้  ดังนั้นจึงไม่ขอเขียนลึกลงไปในรายละเอียดของเรื่องเนื้อหาการอบรม เพราะรู้สึกว่า  อาจารย์ phoenix ได้เขียนไว้ละเอียดลึกซึ้งแล้ว อยากจะแนะนำให้ท่านไปอ่านได้ที่บันทึกเหล่านี้ดีกว่า

ดังนั้น.. เมื่อได้รับการอบรมและปฏิบัติด้วยตนเอง ก็เหมือนเป็นการทบทวนในสิ่งที่อ่านมา ให้ได้เข้าใจลึกซึ้งยิ่งขึ้น

แต่อย่างไรก็ตาม.. ตอนเริ่มๆชั่วโมงแรก ก็ยอมรับล่ะว่า วูบหนึ่งเมื่อเริ่มต้นชั่วโมงการฝึกอบรมนั้น จิตใจฉันมีการต่อต้านเล็กๆ  ทั้งนี้เพราะกระบวนกร ให้ทุกคนเดินสงบนิ่ง แบบไร้ทิศทางภายในห้อง โดยให้กำหนดจิตไว้ที่ลมหายใจเข้าออกของตนเอง ... ฉันทำตามและเริ่มเดิน

แล้วเมื่อจิตถูกตรึงไว้ที่ลมหายใจไม่ฟุ้งซ่าน  เสียงกระบวนกรก็เอ่ยช้าๆ น้ำเสียงเนิบนาบที่ลอยเข้ามาสู่โสตประสาท... เหมือนมือบางเบาที่คอยจูงสติและความคิดของผู้เข้ารับการอบรม ไปตามเส้นทางที่โจทย์กำหนดไว้

ในตอนแรก..ฉันก็ปล่อยจิตและความคิด ไปตามเสียงจูงที่นำทาง  แต่เมื่อฉันพบว่า..เส้นทางที่ฉันกำลังเดินไปนั้น กำลังพาฉันไปสู่ประตูเล็กๆบานหนึ่ง ที่ฉันเคยพยายามปิดลงกลอนมันไว้  เท้าของฉันก็ชะงัก  เกิดอาการขัดขืนขึ้นวูบหนึ่งทันที

เพราะประตูบานนั้น.. คือช่องทางเปิดไปสู่ความเศร้าในอดีต ที่ฉันไม่อยากคิดถึงมันอีก  ฉันจึงปิดผนึกลงกลอนมันไว้ เพราะทุกครั้งที่เผลอก้าวเข้าไป ต้องรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก  แต่มือบางเบาข้างนั้น..ก็ยังคงผลักให้ฉันเข้าไปให้ได้

วินาทีนั้น ฉันจึงรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาอีกครั้ง...เพื่อปกป้องความรู้สึกของตนเองไว้ ฉันจึงสลัดจากมือที่จูงนำทาง เบี่ยงเบนจิตและความคิดของตนเองไปทางอื่น  ทางที่ฉันเลือกเดินเอง ไม่ขอตามมือที่จูงอีก

และแล้วเมื่อเข้าสู่ภาคทฤษฏี ...ฉันจึงค่อยเข้าใจและสำนึกว่า ที่ผ่านมา ฉันทำผิดมาตลอดเลยจริงๆ

.....................

ในภาคทฤษฏี.. ท่านกระบวนกร ได้สอนพวกเราให้รู้จัก ฐานกาย ฐานใจ  และฐานความคิด   สอนให้รู้จักเกี่ยวกับโหมดปกติ และโหมดปกป้อง โดยเอาทฤษฏีไข่แดงไข่ขาว มาแนะนำให้เรารู้จัก

ท่านสอนให้เรารู้จักฐานกาย  โดยให้เรากำหนดจิตให้ตามลมหายใจเข้าออกของตนเอง  ให้รู้จักฐานใจ โดยการที่ให้เราใช้จิตมองความรู้สึกของเราขณะนั้น และให้เรารู้จักฐานความคิด โดยใช้จิตมองความคิดเวลานั้นของเรา

มีกิจกรรมหลายอย่างที่ให้ทำ... อย่างเช่น พาไปพวกเราออกไปนอกห้องโถง ไปเดินกลางสวน ให้เราหลับตาลง แล้วกำหนดจิตตามลมหายใจเข้าออก จากนั้นก็ให้ใช้ประสาทสัมผัส อันได้แก่ตาและหู มองและฟังไปรอบข้าง พร้อมๆกับถามตัวเองว่า มองเห็นอะไร และได้ยินอะไร   จากนั้นถามตนเองต่อไปว่ารู้สึกอย่างไร

การกำหนดจิตตามลมหายใจ การให้เรามองแค่เห็น  ฟังแค่ได้ยิน  รู้สึกแค่สัมผัสว่าเป็นอย่างไร .. แค่นั้นแล้วก็วางไว้ โดยไม่ให้อารมณ์ของเรา มาปรุงแต่งสิ่งที่ได้เห็น ได้ยิน และได้สัมผัส ให้มันล่วงลึกมากขึ้นไปกว่านั้น ทำให้จิตใจของฉันสงบลงมากๆ

ในวันแรกของการฝึกฉันยังไม่ค่อยเข้าใจหรือเข้าถึงอะไรมาก  แต่พอมาวันที่สอง ฉันก็รู้สึกว่าตนเองทำได้มากขึ้น เหมือนเด็กที่ขี่จักรยาน เมื่อเริ่มฝึกจะล้มลุกคลุกคลาน แต่เมื่อสามารถทรงตัวได้ ต่อจากนั้น..ร่างกายก็จะเกิดความจดจำ ในการทรงตัวบนจักรยานโดยไม่ล้ม หรือคนที่ฝึกว่ายน้ำ ขอเพียงสามารถพยุงตัวในน้ำได้สักครั้ง ต่อก็จะเกิดการจดจำและว่ายน้ำได้

การฝึกให้ตัวเรามองแค่เห็น  ฟังแค่ได้ยิน  รู้สึกแค่สัมผัสว่าเป็นอย่างไร โดยไม่ปล่อยให้อารมณ์มาปรุงแต่งสิ่งต่างๆ  ทำให้เราเกิดปัญญาขึ้น มองและเข้าใจสิ่งต่างๆได้อย่างมีเหตุและมีผล

 

............

 

เกี่ยวกับทฤษฏีไข่แดงไข่ขาว   ได้เปรียบไข่แดงคือโหมดปกป้อง ที่ทำให้คนเราอยู่กับสิ่งเดิมๆ การประทำเดิมๆ ความกลัว ไม่กล้าเผชิญ  โหมดปกป้อง..ทำให้คนเราหยุดพัฒนาการ ตึงเครียด  หดหู่ หยุดการเรียนรู้ต่างๆ  ส่วนไข่ขาว.. คือบริเวณของโหมดปกติ ที่ให้เราหลุดพ้นออกมาจากสิ่งเดิมๆ ให้เรากล้าเผชิญกับสิ่งใหม่ๆ  ณ โหมดนี้ จะช่วยทำให้เราเติบโต สดชื่น ฟื้นพลัง เกิดการเรียนรู้ต่างๆในชีวิต

......

 

 

และเมื่อได้ฝึกฐานแห่งปัญญาทั้งสาม และทฤษฏีไข่แดงไข่ขาว ทำให้ฉันได้เข้าใจถึงตนเองขึ้นมามากขึ้น

ฉันได้เข้าใจว่า..คนเราเกิดมาย่อมต้องมีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นในชีวิต ทั้งสุขและเศร้า  ทั้งพึงพอใจและเจ็บปวด  สำหรับตัวฉัน ฉันได้เก็บความเศร้าเสียใจและความเจ็บปวด ไว้ในห้องๆหนึ่ง หลังเหตุการณ์เหล่านั้น ฉันใช้ความพยายามมากมาย ที่จะปิดประตูของห้องนั้นไว้ 

แต่ฉันกลับลืมไปว่า..ถึงแม้ฉันจะปิดประตูแน่นหนาสักเพียงไหน หากแต่ห้องๆนั้น ก็ยังคงอยู่ในใจของฉันเสมอ  ยามใดที่ฉันเผลอ  ใจล่องลอยเดินผ่านหน้าประตู  หรือมีใครเข้ามาสะกิดประตูให้แง้มเปิด ฉันก็ต้องรู้สึกเจ็บปวดทุกครั้ง

มันจึงทำให้เรา กลัวที่จะเดินผ่านมัน  ..ฉันพยายามหลักเลี่ยง ฉันรู้สึกหวาดกลัว จนตัวเองขังตัวเองไว้ในโหมดปกป้อง เก็บตัวเองไว้ในไข่แดง... อยู่กับความหดหู่ไร้พลัง หยุดการเรียนรู้ต่างๆ เพราะฉันกลัวจะเผลอเดินเข้าไปที่ประตูบานนั้น

แต่เมื่อฉันได้รู้จักฐานแห่งปัญญาทั้งสาม   ฝึกให้ตัวเองมองแค่เห็น  ฟังแค่ได้ยิน  รู้สึกแค่สัมผัสว่าเป็นอย่างไร ฉันลองเอาตัวเองออกจากไข่แดง ออกจากโหมดปกป้อง เพื่อเผชิญหน้าประตูบานนั้น และเปิดมันเข้าไป  ทำให้ฉันเกิดการเรียนรู้ว่า ความรู้สึกต่างๆที่แผ่ออกมาจากในห้องนั้น  ตอนนี้ทำอะไรฉันไม่ได้อีกต่อไป

มันหน้าแปลกจริงๆ...ที่ฉันสามารถเดินเข้าออกห้องฉัน  ทบทวนและพูดถึงอดีตที่ทำให้ฉันเคยรู้สึกเจ็บปวด  โดยไม่รู้สึกเจ็บปวดอีกต่อไป  

..........

แล้วในคืนของวันที่ 28  ท่านกระบวนกร ได้สอนให้พวกเรารู้จักไพ่ในมือ.... ซึ่งไพ่แต่ละใบที่เป็นบางส่วนของตัวเรา ที่เราเคยมีมาแต่เยาว์วัย แต่บางส่วนถูกทิ้งไป บางส่วนถูกเก็บไว้  มันทำให้ฉันเข้าใจได้ว่า ชีวิต ความทุกข์สุข ของคนเรานั้น  ไม่ได้ถูกกำหนดโดยพระเจ้าหรือโชคชะตา  หากแต่ตัวเราเองต่างหากที่จะสามารถกำหนดชีวิตเราเอง ว่าเราจะถือเลือกถือไพ่ใบไหน เก็บไพ่ใบไหนที่เคยทิ้งไป และจะทิ้งไพ่ที่ถือไว้ใบไหนไปเสียบ้าง

ทำไมเราต้องถือไพ่อดีตแห่งความเศร้า ความเจ็บปวดไว้ทำไม ทั้งๆที่เราเลือกที่จะทิ้งมันได้

คงเหมือนกับที่ฉันเก็บห้องแห่งความเศร้านั้นไว้ในใจ  ทำไมฉันถึงไม่เก็บกวาดล้างความเศร้าออกไปจากห้องนั้น แล้วเอาภาพอันน่ายินดี เรื่องราวอันน่าภูมิใจของฉันเข้าไปเก็บ ไปตกแต่งไว้ในห้องนั้นแทน

และถ้าฉันไม่กล้าที่จะเดินไปเปิดประตู แล้วเข้าไปเก็บกวาดห้องๆนั้น เรื่องราวอันเจ็บปวดต่างๆ มันจะถูกชำระล้างไปจากห้องนั้นได้อย่างไร ?

ไพ่ที่ฉัน ถือไว้ เวลานี้

คือความโศกเศร้าที่ มืดสลัว

แผ่เมฆหมอก ความสับสนและหมองมัว

สร้างความกล้ว ความโกรธหลง ขึ้นในใจ

หากฉันทิ้ง มันไปได้ คงประเสริฐ

เพื่อกำเนิดตัวตน เป็นคนใหม่

ขอกุศลผลความดีที่สร้างไว้

ช่วยเหลือฉันทิ้งมันไป ได้ด้วยเทอญ

.....................

 

 

อันที่จริง.. ในการอบรมครั้งนี้ พวกเราได้รู้จักและเรียนรู้เรื่องราวอันประกอบด้วยปรัชญา ธรรมะดีๆมากมาย  แต่เสียดาย ด้วยเวลาอันน้อยนิด ฉันเก็บและจำมาได้เพียงไม่ถึงหนึ่งในสิบเลย   ยังมีการทำ Voice Dialogue , ทฤษฏีตัว U  , คลื่นสมอง 4 คลื่น , ทฤษฏีไข่ไดโนเสาร์ , ผู้นำสี่ทิศ ฯลฯ  

แต่ฉันคิดว่า.. เวลาสองวัน.. แค่ฉันได้รู้จักโหมดทั้งสองของชีวิต ทฤษฏีไข่แดงไข่ขาว  วิธีการเชื่อเข้าสู่ฐานกาย ฐานใจ ฐานความคิดได้ รวมถึงได้รู้จักไพ่ในมือ แค่นี้ก็คุ้มค่ามากมายแล้ว  เพียงแค่ได้แตะถึงยังไม่ได้ลงลึกชำนาญ ก็รู้สึกผ่อนคลายและจิตเบิกบานขึ้น

หากได้ฝีกต่อไปให้มากกว่านี้ ไม่รู้จะบังเกิดสิ่งดีๆขึ้นมากเพียงไหน ?

การเดินทางเข้าสู่สวนสายน้ำในครั้งนี้  ธรรมชาติอันสุขสงบ การอบรมที่ช่วยชี้แนะแนวทาง เหมือนกับการที่ฉันได้เจอวิธีการทำให้ขวดน้ำในใจฉันหยุดกวัดแกว่ง และถูกวางพักลง   ปล่อยน้ำในขวดให้ตกตะกอนนอนก้น  แล้วเราก็จะสามารถเห็นสิ่งที่อยู่ในน้ำ จากนั้นใช้ปัญญาตักมันออกมา  เพื่อจะให้น้ำกลับสู่ความใสกระจ่างต่อไปอีกครั้ง

จึงขอขอบพระคุณการจัดการอบรมครั้งนี้จริงๆ ที่ทำให้ฉันได้อะไรมามากมายเหลือเกิน

..................................................

โอ๋-อโณ
IP: xxx.170.234.20
เขียนเมื่อ 
เป็นบันทึกที่อ่านแล้วเหมือนได้ติดตามจิตวิญญาณของคนเขียน เก็บรายละเอียดรายทางไปเรื่อยๆ เป็น "สุนทรียกิจ" จังเลยค่ะ ขอบคุณมากๆนะคะ
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะพี่โอ๋...

ขอบคุณแวะเข้ามาอ่านค่ะ ^_^

ความจริงบันทึกยังไม่จบ  แต่ทิ้งดองไว้ซะหลายวัน ยังไม่ว่างเข้ามาเขียนต่อเลย

มีอีกหลายเรื่องที่ยังไม่ได้เล่า แต่พอเวลาผ่านไปหลายวัน ชักลืมซะแล้วล่ะ แหะๆๆ

คนอยากไป
IP: xxx.173.155.50
เขียนเมื่อ 

อยากได้เบอร์โทรติดต่อหรือ อีเมล ของสวนสายน้ำค่ะ อยากไปจัดอบรมที่สวนสายน้ำบ้างใครรู้ช่วยบอกทีค่ะ ที่อีเมล [email protected] หรือ โทร 074382860-1 ขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งค่ะ

อทิตยา
IP: xxx.29.144.1
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ บังเอิญว่าหนูเพิ่งกลับมาจากอบรมที่สวนสายน้ำมาเหมือนกันค่ะ เลยอยากขอแสดงความคิดเห็นหน่อยค่ะ หนูก็เป็นนักศึกษา มอ.ค่ะ หนูก็รู้สึกว่าที่สวนสายน้ำเป็นสถานที่ที่น่าจะทำให้คนที่ไปพักผ่อนได้สบายใจ เพราะหนูก็รู้สึกว่าสบายใจมากที่ได้ไปอบรมที่นั่น เป็นสถานที่สบาย สงบ ธรรมชาติก็สวย เลยทำให้คนที่ไปพักรู้สึกสบายใจ ไม่ความวุ่นวายมากวนใจให้ปวดหัวค่ะ หนูประทับใจมากเลยค่ะ

ซอ
IP: xxx.123.180.235
เขียนเมื่อ 

อ่านบันทึกของคุณแล้ว รู้สึกดีจัง ขอแชร์ด้วยคนนะคะ

สวัสดีค่ะหนูเพิ่งกลับมาจากสวนสายน้ำเช่นกันค่ะ(28 -30 ต.ค. 52 )

หนูเป็นศิษย์เก่า มอ. ปัตตานีรหัส 46 ตอนนี้เป็นครูปฐมวัยที่ ต.คูเต่าค่ะ

ไปอบรมสัมนา เรื่องการพัฒนาศักยภาพมนุษย์แบบ (หยั่งรู้)องค์รวม

จัดโดย ศูนย์ส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรม มอ.หาดใหญ่

ผศ.อัมพร ศรประสิทธิ์ ผอ.ศูนย์ฯ ทำหน้าที่วิทยากรได้ดีมากค่ะ

เป็นครั้งแรกที่ได้ไปสวนสายน้ำ รู้สึกประทับใจมากและอยากไปที่นั่นอีก

มีผู้เข้าร่วมทั้งหมดเกือบ 30 คน คือคณะอาจารย์และบุคลากรจาก มอ.ปัตตานี

คณะพยาบาลศาสตร์ มอ.หาดใหญ่ และกลุ่มครูปฐมวัยในจ.สงขลา

ได้ทำความรู้จักกัน บรรยากาศเหมือน คืนสู่เหย้าศิษย์เก่า มอ.ยงไงก้ไม่ร้

ได้ฝึกชีวิตให้อยู่กับตัวเอง การทำสมาธิ การมิสติ

ได้ผ่อนคลาย ปลดปล่อย และระบายอารมณ์

รวมถึงการเข้าใจชีวิตและธรรมชาติที่แท้จริง ฯลฯ

ไว้โอกาสหน้า ค่อยมาเยี่ยมอีกนะคะ