บันทึกฉบับนี้.. ขออนุญาตเขียนยาวในส่วนของความเห็นต่อๆลงไป เพื่อให้รวมไว้ในบันทึกฉบับเดียวนะคะ

ห่างหายไปจากการเขียน blog เสียนาน เพราะว่าไม่รู้จะเขียนอะไรดี  ที่บอกว่าไม่รู้จะเขียนอะไรดีนั้น ไม่ใช่เพราะไม่มีอะไรจะเขียน แต่เป็นเพราะมันมีเรื่องราวมากมายที่อยากจะเขียน แต่ก็ไม่รู้จะเริ่มขึ้นต้นตรงไหน บวกกับสารภาพว่าทั้งที่มีหัวข้อและเรื่องราวมากมายอยู่ในใจ  หากแต่ยังไม่สามารถเรียบเรียงออกมาเขียนไม่ได้เลย 

คงเพราะหลายเดือนมานี้ ยอมรับว่าจิตใจสับสนวุ่นวายจริงๆ สับสนจนบอกไม่ถูกเลย 

“….เปรียบจิตใจคนเราคงเหมือนน้ำในขวดแก้ว ซึ่งมนุษย์ทุกรูปนามก็คงมีขวดแก้วน้ำนี้กันทุกคน  เมื่อแรกเกิดลืมตาดูโลกน้ำในขวดแก้วของทารกแต่ละคนล้วนใสสะอาด แต่เมื่อเมื่อเติบใหญ่ขึ้นผ่านเรื่องราวประสบการณ์ต่างๆมากมายในชีวิต  น้ำในขวดก็ราวถูกเติมใส่ด้วยสิ่งของต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นก้อนหิน ดินกรวด เศษใบไม้  หากเรารู้จักวางตัวนิ่งต่อแต่ละสิ่งที่ถูกเติมลงมา  สักพักมันก็จะตกตะกอน เห็นน้ำใสอยู่ข้างบนอีกครั้ง….”

 แต่หากเราหวั่นไหวไปกับเรื่องราวหรือประสบการณ์มากระทบ ก็คล้ายขวดน้ำถูกเขย่าไปมาตามความแรงของสิ่งที่มากระทบ  ต่อให้มีเศษตะกอนอยู่เพียงเล็กน้อย ก็ยังสามารถทำให้น้ำขุ่นมัวขึ้นมาได้ ...

และตราบใดที่ไม่รู้จักการหยุดพักวางขวดไว้นิ่งๆ หาที่สงบวางพักจิตใจลงเสียบ้าง... ใจของเราก็จะสับสนเป็นน้ำขุ่นอยู่เช่นนั้นตลอดไป  หรือหากว่าเราไม่หาหนทาง ตักตะกอนเหล่านั้นทิ้งออกไปเสียบ้าง  สักวันมันคงทับถมกันจนหนาเต็มขวดไม่เหลือน้ำใสไว้อีก หรือไม่ก็เน่าเสียส่งกลิ่นเหม็นไม่อาจคืนกลับเป็นน้ำบริสุทธิ์ได้เลย 

เมื่อขวดน้ำในใจมัวขุ่น มันก็ทำให้คนเรามองอะไรไม่เห็น ขัดขวางการกระทำกิจหรืองานใดให้สำเร็จลงไม่ได้  และมันยังเป็นตัวการสำคัญ ที่ฉุดดึงตัวเราให้ยิ่งดำดิ่งลง ...ลึกลงไปสู่ก้นมหาสมุทรแห่งอวิชชาและทุกขเวทนา

 หลายเดือนมานี้ขวดน้ำในใจของฉัน มันขุ่นมันจนฉันมองอะไรด้วยความลำบาก อย่าว่าแต่จะมองหาความใสของมันเลย  แม้ว่าจะค้นหาว่าอะไรที่แขวนลอยอยู่ในขวด ฉันก็มองไม่เห็น  ถึงแม้ว่าแรงเขย่าจะหยุดกระทำไปนานแล้ว แต่ขวดก็ยังแกว่งไปมาเพราะแรงเฉื่อยที่ยังคงทำให้วัตถุมีการเคลื่อนที่อยู่ต่อไปอีกระยะหนึ่ง 

ฉันพยายามจะค้นหาวิธีการมากมาย ที่จะค้นหาตัวเอง.. แต่ตราบใดที่ขวดยังแกว่งไปมาไม่นิ่งอยู่เช่นนี้ มันคงจะยากที่ฉันจะทำน้ำในขวดให้กลับใสขึ้นมาอีกครั้ง 

จนกระทั่ง...... ....... 

 

 

 (1) ....... 

 

 

สองวันมานี้ คือวันที่ 28-29 มกราคม 2551  ทางฝ่ายบริการพยาบาล รพ.สงขลานครินทร์ ได้จัดให้มีการอบรมในโครงการ พัฒนาจิต พัฒนาคน พัฒนางาน สู่การบริการด้วยหัวใจแห่งมนุษย์ ฉันได้มีโอกาสเข้าร่วมรับการอบอรมในโครงการนี้ด้วย ซึ่งรุ่นนี้เป็นรุ่นที่ 4 แล้ว ผู้เข้ารับการอบรมเป็นพยาบาลวอร์ดต่างๆและ OPD ของโรงพยาบาลสงขลาครินทร์ จำนวนสี่สิบกว่าคน

 และวิทยากร หรือในการอบรมนี้ใช้ศัพท์เรียกหาว่า กระบวนกร”  มี 2 ท่านคือ ทพญ. ฉลอง  เอื้องสุวรรณ ซึ่งก็เป็น blogger ท่านหนึ่งใน G2K แห่งนี้ด้วย กับ คุณชวัลนุช  ชัววัลลี 

การอบรมนี้จัดขึ้นที่ สวนสายน้ำ  ต.พะตง  อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา   เป็นเวลา 2 วันกับ 1 คืน   

ฉันแทบไม่ได้เตรียมตัวกับการเข้ารับการอบรมนี้เลย  เคยถามพี่ในวอร์ดที่เคยผ่านการอบรมมาแล้ว ว่าต้องเตรียมอะไรบ้าง และเขาอบรมกันแบบไหน ก็ได้รับคำตอบมาเพียงแค่ว่า

 

  แต่งตัวด้วยเสื้อกางเกงที่นุ่งสบาย เพราะเขาให้นั่งพับเพียบบนพื้นฟังคำบรรยาย เขาให้ฝึกนั่งสมาธิ กำหนดลมหายใจ รำมวยจีน กินมังสวิรัสกัน.. สำหรับที่พัก มีห้องพักให้ แต่เป็นพักรวมกัน ห้องละแปดคนบ้าง สิบคนบ้าง.. แต่ไม่ต้องกังวลหรอก รับรองว่าสนุก .. อ้อ.. อย่าลืมเตรียมไฟฉายไปด้วยล่ะ  เพราะว่าเวลาเดินกลับที่พักดึกๆมันมืด  ส่วนร่มอาจจะไม่ต้อง เพราะช่วงนี้ไมใช่หน้าฝน

พี่คนนั้นแถมกำชับมาในตอนท้าย

แต่สุดท้าย...ฉันเตรียมเสื้อผ้าและของใช้ลงกระเป๋า  ตอนหัวรุ่งก่อนขึ้นรถเดินทางแค่ชั่วโมงกว่าๆเอง

แล้วฉันก็ลืมสิ่งที่พี่เขาย้ำในตอนท้าย คือ ไฟฉาย  จนได้  ที่บอกว่าลืมคือหาไม่เจอ ไม่รู้ว่าวางไว้ตรงไหน เนื่องจากไม่ได้เตรียมหามาวางไว้แต่แรกตั้งแต่เมื่อคืน 

 ฉันไม่เพียงไม่ได้เตรียมตัวอะไรเท่าไรนักกับการอบรมครั้งนี้  อีกทั้งไม่ได้คาดหวังอะไรเกี่ยวกับการอบรมนี้สักเท่าไหร่  ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้อะไร  

ในสมองเหมือมีแต่ความว่างๆโล่งๆ   เหมือนการซื้อตั๋วเดินเข้าโรงหนังไปเสี่ยงดวง  ที่ไม่ได้ดูด้วยซ้ำว่าหนังชื่อเรื่องอะไร  แนวไหน เกี่ยวกับอะไร ใครนำแสดงบ้าง

รู้เพียงแค่ว่า.. ไปดูหนังเท่านั้น

 การอบรมครั้งนี้ก็เช่นกัน แค่รู้ว่าไปอบรมที่สวนสายน้ำ  (เขาบอกว่า) อบรมจิตฯ  แต่ก็ไม่รู้หรอกว่าชื่อเต็มๆว่าอะไร

 แล้วพอถูกถามว่าสวนสายน้ำอยู่ที่ไหน ก็ไม่รู้เหมือนกัน

………………