Fw1
ดอก (อะไรไม่รู้) ที่สวนสายน้ำ

(2.....)

 

 

เจ็ดโมงยี่สิบล้อหมุน รถแล่นออกจากหน้าโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ความจริงในกำหนดการจะออกเร็วกว่านี้ แต่เพราะรถมาช้ากับรอคนที่ยังไม่มา (เพราะเข้าใจผิดกันว่าออกเจ็ดโมงครึ่ง)  นั่งรถเกือบชั่วโมง ไปถึงสวนสายน้ำก็ประมาณแปดโมงครึ่งแล้ว

ระหว่างเดินทาง.. ทุกคนในรถส่วนใหญ่นั่งกันเงียบๆ เหมือนกับต่างคนต่างไม่รู้ชะตากรรม ว่าจะถูกพาไปไหน และจะไปเจอเรื่องราวอะไรกันบ้าง  พอรถเลี้ยวออกจากถนนสายหลัก เข้าสู่ถนนสายเล็กที่สองข้างางเป็นป่ายางพาราอันยาวเหยียด แววตาหลายคู่ก็เริ่มฉายแววกังวล บ้างก็ฉายแววเบื่อหน่าย  หลายคนล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาโทรหาคนใกล้ชิด ก่อนที่คลื่นจะหมดหายไป

พอรถมาถึงป้ายทางแยก ที่มุ่งไปตามทางน้อยที่ตรงไปยังภูเขาข้างหน้า  ป้ายข้างทางเขียนบอกไว้ชัดตา

  สถานปลีกวิเวก สวนสายน้ำ

ก็พลันมีเสียงแว่วอุทานออกมาเบาๆอย่างหวาดๆ  หวาย... สถานปลีกวิเวก  ทำให้ฉันนึกถึงเด็กซนๆ กลุ่มหนึ่ง ที่กำลังถูกส่งตัวเข้าโรงเรียนประจำ  ความกังวลของคนที่เคยชินกับความสะดวกสบายของเทคโนโลยีต่างๆ ที่ถูกปรุงแต่งไว้ในโลกยุคใหม่ พอเจอคำว่า ปลีกวิเวกก็คงรู้สึกอึดอัดกันเป็นอย่างนี้เอง

ตั้งสองวัน จะอยู่ได้มั้ยเนี่ย  เซ็งจังเลย

มีเสียงบ่นแว่วเข้ามาในหูฉันแบบนี้จริงๆ

เสียดายจัง.. จำเลยรักกำลังสนุกเสียด้วย  คืนนี้ไม่ได้ดูจำเลยรักแน่ๆ

ฉันฟังแล้วก็นั่งอมยิ้มขำ พร้อมกับเสียงในใจที่ถามกับตัวเองว่ารู้สึกอย่างไร กับการมาอบรมครั้งนี้ ?

เฉยๆ ” 

สาบานจริงๆ ...ว่านี่คือคำตอบของฉัน

...................................

 

 

เป็นความจริง.. เวลานี้ใจฉันไม่มีอะไรผูกพันกับโลกภายนอก ไม่ติดหนังเรื่องไหนสักเรื่อง  ไม่มีงานค้างคาที่ต้องรีบกลับไปทำ  ไม่มีนัดหมายกับใครที่ไหน ถ้าจะมีห่วง..ก็คือไอ้ลูกชายตัวเล็ก(หมา) แต่ก็เอาไปฝากน้องสาวช่วยดูแลแล้วชั่วคราว ...ไว้วางใจได้ 

ฉันมาที่นี่ด้วยความรู้สึกไม่ยินดียินร้าย  ไม่มีความคาดหวังใดใด  มีเพียงสิ่งเดียวที่อยู่ในใจ นั่นก็คือ ความอยาก  อันได้แก่ อยากรู้ว่าจะมีอะไร และจะได้เจออะไร

และสิ่งเดียวที่ฉันเตรียมมา นั่นคือ จิตใจที่ พร้อมจะเจอ  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ได้

 

....................

 

รถบัสคันใหญ่ของคณะฯ ที่พาพวกเราทั้งสี่สิบกว่าชีวิตในที่สุดก็มาจอดลงที่เชิงเขา  เส้นทางอีกประมาณกิโลกว่าๆที่จะขึ้นไปสวนสายน้ำสูงชันและคดเคี้ยว เกินกว่าที่รถคันยักษ์แบบนี้จะขึ้นไปได้  แต่ก็มีรถกระบะของทางโน้น มารับพวกกระเป๋าสัมพาระขนพาขึ้นไปให้  ส่วน คน ก็คงต้องให้เดินขึ้นไปเอง

มีบางส่วนได้ติดรถกระบะ (มีที่เหลือให้นั่งอยู่บ้าง)  ขึ้นไปได้  ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีฉันรวมอยู่ด้วย  อันที่จริง ตอนแรกฉันก็ตั้งใจจะเดินขึ้นไปนะ แต่พี่ที่มาด้วยกัน (วอร์ดเดียวกัน) ชวนว่า อย่าเดินเลย มันเหนื่อยเมื่อยขา จากนั้นก็ชวนหิ้วฉันขึ้นรถไปด้วยกัน (ปีนขึ้นไปนั่งบนท้ายกระบะ )  ฉันก็ใจง่ายเสียด้วย ..เขาชวนแค่คำเดียว ก็ยอมตามขึ้นไปง่ายๆ ลืมทิ้งความตั้งใจเดิมไปเสียเลย

แต่พอขึ้นนั่งบนรถ ก็ให้รู้สึกสำนึกเสียใจแว่บๆ เพราะเส้นทางขึ้นเขา มันเป็นถนนแคบๆ ทั้งสูงทั้งชัน และหักโค้งหลายจุด  รวมถึงข้างทางที่มองลงไปเป็นเหวลึก พอรถแล่นผ่านก็ให้รู้สึกเสียวหลังวูบวาบ

.......

 

 

 

 

 

ในที่สุดรถกระบะขนสัมภาระ ก็มาจอดลงหน้า officeซึ่งมีลักษณะ กึ่งบ้านกึ่งสำนักงานหลังหนึ่ง ที่นี่ก่อสร้างด้วยไม้และปูน รูปทรงเรียบง่าย อิงแอบกลมกลืนกับธรรมชาติ    ด้านซ้ายมือของ office เป็นโรงครัว ส่วนทางขวามือมีบันไดหินเป็นขั้นเตี้ยๆ ซึ่งลาดปูนแล้วประดับด้วยหินเป็นลวดลายต่างๆบนเนื้อปูน ดูสวยคลาสสิค แบบที่กระเบื้องปูพื้นยี่ห้อดังแทบจะชิดซ้ายไปเลย (สำหรับในความรู้สึกของฉัน)

อาคารหลังนี้สร้างพิงอิงเชิงเขา  สุดปลายทางของบันได พาลงไปยังชั้นล่างของ office ซึ่งเป็นลานระเบียงกว้าง ที่ยื่นให้ออกไปยืนฟังเสียงใบไม้ เสียงนก และเสียงน้ำไหล ที่แว่วมาแต่ไกล

เป็นบรรยากาศที่เรียบง่าย และสัมผัสอย่างใกล้ชิดธรรมชาติจริงๆ

ฉันรู้สึกใจสงบ และชอบที่นี่ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

 

  

จากลานระเบียงมีประตูเข้าสู่ห้องๆหนึ่งซึ่งมีตู้และชั้นวางหนังสือของท่านกฤษณมูรติเต็มไปหมด  จัดวางโต๊ะเก้าอี้ยาวหลายตัว เป็นได้ทั้งห้องอ่านหนังสือ และห้องรับประทานอาหาร   ส่วนด้านหลังเชื่อมต่อกับห้องครัว  และห้องน้ำ

เวลานี้..บนโต๊ะกลางระเบียงแห่งนี้ จัดวางอาหารว่างไว้รอท่าพวกเรา  ประกอบด้วยหัวเผือกหัวมันต้ม มีโถมะพร้าวขูด  และน้ำตาลไว้สำหรับตักโรยหน้าไว้พรักพร้อม

เป็นอาหารที่ทำให้นึกถึงสมัยวัยเด็กเสียจริงๆ  ไม่ได้กินของแบบนี้มานานแล้ว (และที่ไม่ได้กิน ก็เป็นเพราะมันหากินไม่ค่อยได้นั่นเอง)

ตั้งแต่ตื่นนอนเช้าวันนี้ ฉันไม่มีอะไรตกถึงท้องแม้น้ำสักหยด  มันทำให้ฉันยิ่งกินอาหารว่างมื้อแรกของที่นี่ด้วยความเอร็ดอร่อย  จนพี่ที่มาด้วยกันกับฉันมองฉันอย่างขำๆและงงๆ

 

หลังจากกินของว่างมื้อเช้าจนมีแรงกระชุ่มกระชวย พวกเราทุกคนก็ขนสัมพาระของตนเอง ไปยังอาคารอีกหลัง ซึ่งที่นี่คงเป็นอาคารสำหรับจัดกิจกรรมโดยเฉพาะ  มันเป็นอาคารแปดเหลี่ยม ด้านในเป็นห้องโถงโล่งกว้าง ปูพื้นด้วยไม้ปาเก้  เพดานยกสูง ตรงกลางเหมือนเป็นโดมขึ้นไป  มีอะไรไม่รู้เป็นกลมๆ ดูตอนแรกนึกว่ากะลามะพร้าว แต่ดูอีกทีก็คล้ายรังนก แขวนรวมกันอยู่เป็นพวง ห้อยอยู่ตรงกลาง

ฉันมองมันอย่างสงสัย ในใจนึกทายไปต่างๆนานาว่ามันคืออะไร ?

แล้วปริศนาก็มาคลี่คลายเอาตอนกลางคืน เมื่อความมืดมาเยือน พวงกลมๆเหล่านี้ก็ส่องแสงสว่าง ซึ่งที่แท้มันก็คือโคมไฟนี่เอง

ยังมีอีกปริศนาชวนสงสัยอีกข้อหนึ่ง ที่ฉันพบเจอเมื่อเงยหน้าขึ้นมองไปข้างบน  นั่นคือตัวเลขตัวโตๆ ที่เขียนบนกระดาษสี่เหลี่ยมสีขาวแปะอยู่บนผนังบ้าง เพดานบ้าง  มันเป็นตัวเลขที่ไม่ได้เรียงตามลำดับกันเลย   ดังนั้นเมื่อฉันมองเห็น เลข 12   เลข 8  เลข 14  ฉันก็เริ่มมองหาเลขอื่นๆ  และทุกครั้งที่เว้นพักช่วงสั้นๆจากกิจกรรมในการอบรม ฉันก็อดเงยหน้าขึ้นมองหาตัวเลขที่เหลือไม่ได้ แล้วฉันก็เจอ  เลข 2  เลข 4

แล้วเลขอื่นๆล่ะ.. มันซ่อนอยู่ที่ไหนอีก ?

และเจ้าตัวเลขพวกนี้ มันคืออะไร...หมายถึงอะไรกันแน่หนอ ?

พอได้เจอปริศนาให้ค้นหา ชีวิต ณ ที่นี้มันก็รู้สึกมีความหมายขึ้นมานิดหน่อย มันเป็นความสนุกเล็กๆ ที่ฉันเล่นกับมันอยู่คนเดียว นับตั้งแต่ชั่วโมงแรก ที่ก้าวเข้ามาในอาคารหลังนี้....แล้วฉันก็เพิ่งมารู้คำตอบของมัน ในการอบรมวันที่สอง โดยที่ฉันยังค้นหา เลข 1 ไม่เจอ และหาเลขอื่นๆไม่ครบ

เพียงแต่พอฉันรู้ว่ามันคืออะไร  ฉันก็พอจะคาดเดาได้ว่า เลขอื่นๆมันสมควรจะอยู่ที่ไหน ?

ว่าแต่คุณๆพอจะลองทายกันออกไหม .. ว่าตัวเลขเหล่านี้หมายถึงอะไร ?

 

ฉันให้คุณทายกันเล่นๆ  ขอไม่เฉลยก็แล้วกัน

.....................................