ปกติในหน้างานฉันต้องทำหน้าที่หลายหมวกปนเปกัน บางเวลาฉันต้องเป็นคุณเอื้อ บางเวลาฉันต้องเป็นคุณอำนวย บางเวลาฉันก็ต้องเป็นคุณกิจ บางเวลาฉันก็ต้องเป้นคุณลิขิต
วันนี้ขอบันทึกไว้ในหมวกที่คุณเอื้อมองระบบเพื่อเปิดมุมมองใหม่ให้กับบรรดา FA ทั้งหลาย เผื่อจะช่วยให้ทำงานเชิงระบบง่ายขึ้น หลุดจากการติดกับกับกิจกรรมซึ่งทำให้หัวฟูและหัวบวมอยู่เรื่อย
ร.พ.กระบี่มักจะได้รับเกียรติจากหลายร.พ. ขอไปศึกษาดูงานโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ (HPH) ด้วยแรงจูงใจว่า "ร.พ.กระบี่ทำเรื่องการเชื่อมโยงได้ดี" คำพูดนี้ทำให้ฉันต้องมาทบทวนมอง top view ลงไปในองค์กรใหม่ว่า เหตุใดจึงมีคำชมเราเช่นนี้เผยแพร่ออกไป แล้วก็ถึงบางอ้อว่า เออ! จริงของเขา เราทำงานของเราแบบธรรมดาๆ ต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างมีอาณาจักรงานของตนนี่แหละ แต่พอเอามาเชื่อมกันแบบต่อจิ๊กซอว์ให้เห็นเป็นระบบ สิ่งที่เราต่างคนต่างทำล้วนแต่เชื่อมโยงอยู่ในระบบงานขององค์กรทั้งสิ้น
ถามว่าทำไมต่างคนต่างทำแล้วองค์กรได้ดี ฉันว่า เป็นเพราะทุกคน "พัฒนาตน" เพื่อ "พัฒนางาน" เมื่อมีวงจรคุณภาพเหล่านี้เกิดขึ้นในที่สุด องค์กรเลยได้ประโยชน์ในเรื่อง "พัฒนาองค์กร"
เพื่อพิสูจน์ว่า "พัฒนาตน พัฒนางาน พัฒนาองค์กร" ส่งผลกันเป้นทอดๆ ฉันจะลองใช้โจทย์ของ Agility กับ the silver line เรียนรู้ 6 ระบบคุณภาพที่เกี่ยวข้องดู
ในระบบ IC เรื่องของ needle stick injury ทำกันมาเนิ่นนาน การทำให้คนรู้ว่า UP ( Universal coverage) เป็นอย่างไร ต้องพัฒนาคน ระบบที่เกี่ยวข้องการพัฒนาคน คือ HRD ความรู้เรื่อง UP คือผลงานที่ส่งมอบจากระบบ HRD ในระดับร.พ. โดยมี ICN เป็นคุณกิจให้กับระบบนี้
ในระบบงานดูแลผู้ป่วย การทำให้คนปฏิบัติงานใช้ UP ทำงานในระดับหอผู้ป่วย จึงต้องมีการมอบหมายงานการจัดการเรื่องของ UP ในเรื่องหลายเรื่อง เช่น เครื่องมือป้องกัน การรายงานเป็นรายบุคคล
ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องมือป้องกัน ก็คือ ระบบการจัดการเรื่องเครื่องมือ equipment
การมอบหมายงานก็ไม่พ้นต้องใช้ HRM
การรายงานก็ไม่พ้นเป็นเรื่องที่ต้องทำเพื่อใช้บริหารความเสี่ยง
หัวหน้าหอเป็นคุณอำนวย เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการเป็นคุณกิจ ICN จึงเป็นคุณเอื้อ (เพราะเป็นคนกำหนดระบบ IC ระดับร.พ.) ทั้งหมดทำงานเป็นทีมในระดับหอผู้ป่วยที่จะส่งมอบผลงาน UP ที่ดีที่สุดให้กับระบบ IC
ผลลัพธ์การที่เจ้าหน้าที่มีทักษะเรื่อง UP ที่ถูกต้อง เป็นผลลัพธ์ที่ IC ส่งมอบให้กับระบบงานส่งเสริมสุขภาพเจ้าหน้าที่ (HPH) อีกทอด
เมื่อร.พ. จำเป็นต้องให้เจ้าหน้าที่ รู้จัก UP ก็ต้องทำให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าถึงความรู้ของ UP ผู้ดูแลระบบ HRD ก็ต้องเป็นคุณเอื้อกำหนดให้สามารถมีงบประมาณสำหรับดำเนินการได้เพียงพอ ผลงานที่ส่งมอบคืนกลับมา คือ ทักษะบุคลากรที่ร.พ.ต้องการ (HRD)
ความไม่ปลอดภัยในการใช้ UP เป็นความเสี่ยงที่ร.พ. ไม่ต้องการ RMT ก็ต้องทำหน้าที่คุณเอื้อ กำหนดความเสี่ยงนี้ไว้ให้ระบบร.พ.เฝ้าระวัง RM จึงเป็นอีกระบบที่รับมอบผลงานนี้ และกำหนดเงื่อนไขที่ต้องบริหารตอบสนองเมื่อมีเหตุการณ์พลาด
RM จึงสำคัญเพราะทำหน้าที่คุณกิจในการดูแลความปลอดภัยของผลงานที่ส่งมอบให้กับเจ้าหน้าที่และผู้รับบริการ หากไม่ต้องการให้เกิดพลาด การรับรู้ของระบบ RM จึงต้องไวพอที่จะจับปัญหาได้
เมื่อเกิดพลาด RM ก็ต้องไวพอที่จะตามแก้ปัญหาเพื่อไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน ซึ่งในที่นี้ คือ การเสียขวัญและกำลังใจในการทำงานจากโอกาสเป็นไปได้ของการติดเชื้อ HIV จาก Needdle stick ร.พ.จึงต้องมีระบบที่ไวพอที่จะส่งมอบความปลอดภัยให้ได้หลังเกิดพลาด เพื่อดึงขวัญกำลังใจของผู้ทำงานให้ได้คืนมา
การมอบความปลอดภัยนี้ ทำได้โดยการให้ยา ARV ให้เร็ว ระบบงานของ PTC และ Labจึงเข้ามาร่วมเพื่อใช้ 6R แล้วผู้รับยาปลอดภัย
เมื่อมีการใช้ Lab มีการดูแลผู้ป่วย ของใช้แล้วที่ปนเปื้อนกลายเป็นขยะติดเชื้อก็ต้องมีการทำลายที่ถูกต้อง จึงไม่มีภาวะเสี่ยงเพิ่มขึ้นให้บริหาร ENV จึงมาเกี่ยวข้อง ก่อนเกิดพลาด หากมีความไม่สะดวกในระบบการดูแลผู้ป่วย โอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ RM ไม่ต้องการก็จะเกิดง่ายขึ้น RM จึงเป้นผู้รับผลงานความเร็วในการจัดการปัญหาของ ENV
งานประจำที่มีระบบสนับสนุนยา ARV ให้เจ้าหน้าที่ที่ประสบเหตุ needle stick injury ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมระบบ lab ระบบให้คำปรึกษาอัตโนมัติ จึงเป็นผลงานที่ได้รับมอบเพราะคุณค่าหลัก คือ Agility ซึ่งเป็นผลงานที่ส่งมอบจากปฏิสัมพันธ์ของ 6 ระบบร่วมเป็น teamwork ในองค์กรในลักษณะสหวิชาชีพ ที่ต่างมีบริบทของตนเอง ได้แก่ IC HRM&HRD Lab ENV HPH PTC ที่เชื่อมบทบาททีมของตนได้เหมาะสม
นี่แหละ ตัวอย่างของการพัฒนาคน พัฒนางาน และ พัฒนาองค์กร ที่เป็นผลพวงส่งมอบกันมาเป็นทอดๆ ผ่านการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ( CQI )
เหตุที่เราทำให้การพัฒนาคนส่งผลไปจนถึงการพัฒนาองค์กรนั้น ฉันคิดว่า เพราะFA ของเราสอนให้คนของเราเข้าถึง Plan do check act และรับรู้ร่วมกันว่า ผลงานที่ต้องการให้เกิด คือ ไม่มีใครติดเชื้อ HIV จากการทำงาน
PDCA1 Plan คือ การใช้ UP ให้เป็น
Do คือ ใช้ UP
Check คือ เกิด needle stick injury หรือไม่
Act คือ ไม่เกิดอุบัติการณ์
PDCA2 Plan คือ มียาสำหรับการป้องกัน
Do คือ บริหารยาถึงมือผู้ต้องใช้
Check คือ รวดเร็วพอที่จะป้องกันการติดเชื้อได้ทัน
Act คือ ให้ยาทันตามข้อกำหนดการบริหารยา ARV กรณี needle stick injury
PDCA3 Plan คือ คนทำงานปลอดภัยจาก needle stick injury
Do คือ ทำตามข้อกำหนดของ IC
Check คือ อุบัติการณ์ของ needle stick injury อุบัติการณ์ของการได้รับยาไม่ได้มาตรฐาน
Act คือ คนทำงานไม่ติดเชื้อ HIV จาก needle stick injury
ฉันเพียงตามผลของ 3 ระบบนี้ ฉันก็ลดการเกิดหัวบวมเพราะตัวเลขไปตั้งหลายตัวแล้ว ก็ตัวที่เหลือเกิดที่ไหน ตรงนั้นควรใช้เองเพื่อประเมินตัวเองและ CQI ไม่ใช่หรือ
29 มกราคม 2551