ช่วงปลายปีของแต่ละปี นิตยสาร Fortune จะตีพิมพ์รายการ 100 อันดับแรกของบริษัท(ในสหรัฐ) ที่น่าทำงานด้วย ในปี 2007 ที่เพิ่งจะผ่านไป Google เป็นอันดับหนึ่ง

คุณ msmart ได้แปลข่าวนี้ไว้ที่ blognone.com ผมคัดลอกมาให้ดูทั้งหมด (สัญญาสิทธิ์ cc-by-3.0)

กูเกิล บริษัทน่าทำงานที่สุดในปี 2007 - Fortune

tags: Company Google Internet

นิตยสาร Fortune จัดอันดับบริษัทน่าทำงานที่สุดในปีนี้ ซึ่งก็เป็นไปตามคาดสำหรับกูเกิล บริษัทร้อนแรงแห่งปี ได้รางวัลบริษัทที่น่าทำงานที่สุดแห่งปีไปครอง

เราเคยได้ผ่านตากันไปบ้างสำหรับชีวิตความเป็นอยู่ในกูเกิล ที่ให้ความสำคัญกับพนักงานและสภาพแวดล้อมในการทำงานอย่างมาก แต่ก็มีอีกหลายอย่างที่คุณอาจจะยังไม่รู้เช่น

  • ต้องมีขนมหรืออาหารในระยะไม่เกิน 150 เมตรจากโต๊ะทำงานของทุกคน
  • อาหารฟรี, ขนมฟรี, ฉีดวัคซีนฟรี, รถรับส่ง, สปา, สระว่ายน้ำและส่งหมอเข้าไปตรวจไข้ถึงบ้านฟรี
  • ไม่จำกัดวันลาป่วย
  • สามารถใช้เวลา 20 เปอร์เซ็นต์ของเวลางานทำโปรเจ็คส่วนตัวอะไรก็ได้
  • กูเกิลมักจะเลือกจ้างพนักงานที่สนใจกิจกรรมอื่นๆนอกเวลางาน มากกว่าตั้งหน้าตั้งตาทำงานหาเงิน (อันนี้น่าสนใจ)
  • บริษัทได้รับจดหมายสมัครงานกว่า 1,300 ฉบับต่อวัน

ปัจจุบันกูเกิลมีพนักงานในสหรัฐอยู่ 6,500 คนและที่อื่นๆอีก 3,000 คน (ส่วนใหญ่อยู่ในอินเดีย) โดยปีนี้รับเพิ่มจากปีก่อนมากถึง 2,000 คน ส่วนอันดับอื่นๆที่น่าสนใจก็มี ซิสโก้, อโดบี, ยาฮู และไมโครซอฟท์ ตามมาห่างๆ (แอปเปิลหายไปไหน)

ที่มา - 100 Best Companies to work for 2007 : Fortune

จำเป็นต้องให้สวัสดิการอย่างนี้หรือไม่

ผมหวังว่าผู้อ่าน คงไม่ตอบว่าจำเป็น หรือไม่จำเป็น นี่ไม่ใช่การทำข้อสอบ แต่ไม่ว่าท่านจะตอบว่าอย่างไร ผมคิดอย่างนี้:

  1. กิจการบริษัทแสวงหาความมั่งคั่ง เพื่อสร้างผลตอบแทนแก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง (stakeholders) พนักงานก็เป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่มีพนักงาน ก็ไม่มีงาน ไม่มีความมั่งคั่งที่แสวงหา ไม่มีอะไรทั้งนั้น

  2. ค่าใช้จ่ายที่เป็นสวัสดิการ ดูเหมือนเป็นผลประโยชน์ขัดแย้งระหว่างผู้ถือหุ้นกับพนักงาน เพราะสวัสดิการเหล่านี้ เป็นค่าใช้จ่ายที่ทำให้กำไรลดลง แต่ก็กลับมองเป็นการลงทุน หรือแม้แต่การลดค่าใช้จ่ายได้เช่นกัน

    มีบริษัทซอฟต์แวร์ชั้นนำของไทยแห่งหนึ่ง มีที่ทำการอยู่ไกลจากแหล่งชุมชน จึงเลี้ยงอาหารกลางวันพนักงานฟรี ทำไมล่ะ ก็เพราะว่าการพักรับประทานอาหารเที่ยงแล้วขับรถไปกินข้าว กว่าจะเข้ามาก็บ่ายสองโมง เสียเวลาทำงานไปหนึ่งชั่วโมง พนักงานสามารถเขียนโปรแกรมด้วยอัตราชั่วโมงละ US$8 ดังนั้นการเลี้ยงอาหารกลางวันพนักงาน จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าอาหาร 30 บาท ลดค่าใช้จ่ายของพนักงาน และเพิ่มประสิทธิภาพของงานในขณะเดียวกัน

  3. กิจการไฮเทค มีแรงผลักดันด้วยสมองคน (the War for Talents: McKinsey & Co, Harvard Business School, อ่านออนไลน์) มีการแย่งตัว มีการเปลี่ยนงานกันบ่อยมาก

    ในบางเขต เช่น Silicon Valley แทบไม่มีใครเลยที่มีอายุงานเกินสองปี (ยกเว้นเจ้าของหรือมีความผูกพันธ์เป็นพิเศษ) คนที่ไม่เปลี่ยนงาน กลายเป็นคนที่ไม่มีใครเห็นคุณค่า! พิลึกดี แต่บริบทของสังคมกิจการไฮเทคในสหรัฐนั้น แตกต่างกับเมืองไทยมาก

  4. ความเครียด/ความหมกมุ่นของพนักงาน เป็นอุปสรรคขัดขวางความคิดก้าวหน้า กิจการที่สามารถจะก้าวหน้าได้นั้น จะต้องเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นเสียก่อน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

    ในกิจการลักษณะนี้ เป็นเรื่องยากมากที่จะได้ผลลัพท์ที่ดีขึ้นถ้าหากยังทำเหมือนเดิม แต่ทำเหมือนเดิม ก็มักจะดีในลักษณะกิจการผลิต ที่ความชำนาญในการทำซ้ำๆ ช่วยให้ประสิทธิผลสูงขึ้นจนถึงระดับหนึ่ง

    บริษัทบัตรเครดิตชั้นนำของไทย เปลี่ยนตัวเองจากความคร่ำครึเป็นกิจการสมัยใหม่ ที่เชื่อมั่นและปลดปล่อยศักยภาพสูงสุดของพนักงาน มุ่งสู่นวัตกรรมแทนการใช้ระเบียบแบบแผน ตำรา และฟอร์ม

  5. องค์กรของไทยหลายแห่ง ได้พยายามปรับเปลี่ยนตามกำลัง เพื่อก้าวให้พ้นจากความจำเจ

    เรื่องที่ยากที่สุดในการปรับเปลี่ยน คือความคุ้นเคย/ความกลัวของทุกคน บวกกับผู้ที่คิดว่าตนค้นพบสูตรของความสำเร็จแล้ว โดยไม่ได้ตระหนักว่าทุกสิ่งรอบตัวเปลี่ยนแปลงไป อาคารร้านรวงตั้งอยู่บนพื้นโลกที่เคลื่อนไหว โลกหมนุอยู่ตลอดเวลา และโคจรรอบดวงอาทิตย์ ไม่มีอะไรหยุดนิ่งเลยนอกจากความคิดของตัวเอง

    ความกลัวการเปลี่ยนแปลง อาจจะเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดที่ทำให้พนักงานกลายเป็น dead wood

  6. สำหรับท่านที่อยากไปทำงานอยู่กับ Google (หรือที่ไหนก็ตาม) ไม่ผิดหรอกที่ท่านจะศึกษาไปก่อนว่าเขาเป็นอย่างไรและท่านจะได้อะไร แต่เรื่องที่สำคัญกว่าคือเขาจะรับท่านหรือไม่ แล้วท่านมีอะไรให้เขาต่างหากครับ ตัวอย่างข้อสอบคัดเลือกของ Google การจ้างงาน เป็นความพอใจทั้งสองฝ่ายครับ