ความเห็นล่าสุด


รู้ตัวว่าโดนเอามาขายซะแล้ว!!!

อยากเชิญชวนทุกท่านให้ช่วยกันแลกเปลี่ยนวิธีการเรียนรู้ในบริบทต่างๆ เพื่อประโยชน์ของสมาชิกและผู้อ่านกันอีกรอบหนึ่ง ขอบคุณครับ

คุณแม่เป็นผู้จัดหา และฝากผมมาถวายครับ (คุณแม่ถนัดขวา) คราวหลังถวายแอปเปิ้ลปอกแล้วดีไหมครับ

ครูบา: มีองค์กรการกุศลหันมาทำเรื่องนี้กันมากขึ้นครับ แต่ผมยังคิดว่าผิวเผินและเน้นเอาที่ปริมาณมากกว่า โดยไม่เข้าใจว่าในแต่ละพื้นที่นั้นแตกต่างกัน ไม่เหมาะที่จะทำแบบเดียวกัน (คิดคล้ายๆกับราชการ จึงแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ซะที)

คุณปู: ยังอยู่ที่เดิม และชีวิตก็มีความสุขสนุกสนานดีครับ

ผมเห็นว่าการใช้ e-communications ไม่ว่าจะเป็นอีเมล บล็อก IM หรืออะไรก็ตาม ก็สะท้อนสะภาพของสังคมครับ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ เป็นเพียงเครื่องมือ ส่วนจะดี/จะเหมาะหรือไม่ ขึ้นกับวุฒิภาวะ และ self-esteem ของผู้ใช้ ทั้งด้านการให้ข่าวสาร และรับข่าวสาร

ผมว่าถ้านายมีอย่างนี้หมดนะครับ นายคนนั้นคงจะคิดว่า ถ้าลูกน้องจะสู้ตาย สู้เอาแบบสู้แล้วรอดกลับมาเป็นเป็นดีกว่าครับ

ควรจะเพิ่ม ข้อ 0 คือจริงใจ กับข้อ -1 คือประโยชน์ของส่วนรวมมาก่อนอย่างอื่นทั้งหมดครับ

ผมเห็นว่าไม่ "ต้อง" และไม่ต้อง "ทน" ด้วยครับ เราเลือกและรับผลของการที่เราเลือกด้วยตัวเอง จึงควรเข้าใจเสียก่อนว่าทางเลือกคืออะไร ถึงจะเลือกได้อย่างฉลาดครับ

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพประกอบไปด้วยเงินสามส่วนคือ (1) เงินที่ลูกจ้างจ่ายสบทบเข้ากองทุน (2) เงินที่นายจ้างสมทบ และ (3) ดอกผลที่เกิดจากการ "ฝาก" เงินทั้ง (1)+(2)+(3) ไว้กับกองทุนเป็นระยะเวลานาน

โดยทั่วไป ภาษีที่จ่ายมักจะไม่เกินส่วนที่นายจ้างสมทบ ส่วนที่อยู่หลังจากภาษีก็ยังมี (1)+(3)+เศษของ(2)

แต่ถ้าจะได้รับประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วย ก็ต้องเป็นไปตามเกณฑ์การยกเว้นภาษีครับ

มีความพยายามในการจัดตั้งกองทุนบำเน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) มาหลายปี แต่เท่าที่รู้ก็ยังไม่คลอดครับ

อ.ธวัชชัย: คนทำงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครับ

คุณปู: คุณปูอีกตั้งนานกว่าจะครบ 55 แต่ศึกษาไว้ล่วงหน้าก็ดีครับ

ถ้าเลิกทำงานก่อนอายุ 55 จะไม่เรียกว่าเกษียณอายุ แล้วเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ -- ซึ่งตั้งใจจะให้เป็นเงินออมเอาไว้เป็นทุนรอนในการดำรงชีวิตในเวลาที่เรี่ยวแรงถดถอย -- กลับจะต้องเอามารวมกับเงินได้ประจำปีที่ออกจากงานนั้น แล้วเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

บางทีแม้เงินเดือนไม่สูงแต่อยู่ในระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมานาน ก็จะมีเงินเก็บมาก ทำให้ต้องเสียภาษีเงินได้มากไปด้วย ดังนั้นเมื่อจะออกจากงาน ควรทำงานต่อกับองค์กรที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพต่อไปจนอย่างน้อยอายุ 55 ครับ กองทุนโอนจากงานที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งได้

หลายๆ เรื่องในชีวิตที่ได้ทำไปแล้ว แก้ไขได้ยาก อาจต้องนึกเสียใจไปตลอดคิดว่าไม่น่าทำอย่างนั้นเลย ปัญหาอยู่ตรงที่ "คิด" นั่นล่ะครับ

แทนที่จะเป็นการตรึกตรองจากแง่มุมต่างๆ คนที่มีอัตตาและความเชื่อมั่นในตนเองสูงกลับคิดแต่เรื่องของตัวเอง มองสิ่งต่างๆ จากมุมของตนเอง มองเห็นแต่ "ความผิดพลาด" ของผู้อื่นเพียงเพราะเขาแตกต่างออกไป เชื่อถือในสิ่งที่ "อยาก" จะเชื่อเท่านั้นไม่แปลกว่าจะจริงหรือไม่ ("ความจริง" ก็มีหลายมุมเหมือนกล่องเปล่าในบันทึก)

สัปปุริสธรรม = ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แบบที่ทำได้เลยให้เป็นปกติตามธรรมชาติ ไม่ต้องรับการอบรม

ขอบคุณสำหรับบันทึกนะครับ

ยอดมากเลยครับอาจารย์ ผมว่านี่แหละครับความเป็นครู

ความรู้และความเป็นมนุษย์ ไม่ได้ถ่ายให้เหมือนน้ำที่ไหลจากที่สูงลงไปที่ต่ำด้วยแรงดึงดูด แต่ "สอน แนะ หล่อหลอม" ช่วยให้ผู้เรียนเปิดอายตนะแห่งการรับรู้ให้เข้ากับ (relate) ประสบการณ์ชีวิตของเขา เพื่อที่เขาจะเป็นคนที่สมบูรณ์ขึ้น ดีกว่าครูบาอาจารย์

จะดีมากเลยครับหากผู้สอนเป็นผู้เรียนไปในเวลาเดียวกัน ทั้งผู้สอนและผู้เรียน (คง)จะดีขึ้นเรื่อยๆ ทั้งสองฝ่าย -- แถมครับ มีลิงก์ไปที่เรื่องย่อของหนังสือ School that learn ในความคิดเห็นที่ 6

ขอบคุณอาจารย์สำหรับบันทึกนี้ครับ (ความจริงอยากขอบคุณสำหรับบันทึกอื่นๆ ด้วย)

"ความจริง" บางทีก็โหดร้ายและรับได้ยากนะครับ เพียงแต่เปลี่ยนมุมมอง สิ่งที่มั่นใจว่าเป็นความจริง บางทีก็ไม่จริงซะแล้ว ภาพถ่ายยังขึ้นกับมุมกล้อง ถ้ามองภาพถ่ายแล้วเชื่อทันที บางทีเราอาจจะไม่ได้เห็นอะไรที่แท้จริงเลยครับ

  • Johan Galtung เป็นชาวนอร์เวย์ครับ เรื่อง Transcend ที่บรรยายไว้ น่าสนใจ การประนีประนอมไม่ใช่ทางออก เพราะว่าไม่มีฝ่ายใดพอใจเลย
  • Structural violence
  • ความขัดแย้งเป็นเรื่องของอัตตา ที่จะเอาสิ่งที่เราคิด+เราเชื่อ+สิ่งทำเพื่อประโยชน์ของเรา ไปยัดเยียดบังคับคนอื่นให้เป็นไปอย่างที่เราต้องการ

ยินดีที่อาจารย์กลับมาเขียนอีกครับ

เสียดายที่อาจารย์ไม่ได้ถามผมตอนที่คุยกันเมื่อวานนะครับ แต่ถึงอาจารย์ไม่ถาม ผมก็จะตอบอยู่ดี (:

การพัฒนา KnowledgeVolution สำหรับเว็บไซต์ในเครือข่าย GotoKnow เป็นการตัดสินใจที่เหมาะสมมาก เพราะว่าระบบที่เกี่ยวเนื่องกับคน จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนไปตามความต้องการและสภาวะแวดล้อม หากอยู่นิ่งก็เหมือนระบบที่ตายแล้ว -- ได้ Blog posting API แบบ Journal posting ก็ดีนะครับ แหะๆ

คำว่า "เหมาะสม" ลึกซึ้งกว่า "ถูกหรือผิด"; ถูกหรือผิดคือการเลือก แต่เราจะเลือกได้ดีได้อย่างไรในเมื่อยังไม่เข้าใจว่าแต่ละทางเลือกมีข้อดีข้อเสียอย่างไร กล่าวคือยังไม่ได้พัฒนา KV หรือลงมือ customize WP

ที่จริงแล้วการลงมือพัฒนา KV หรือการ hack WP อาจไม่ได้ดั่งใจทั้งคู่ ถึงอย่างไรก็ไม่สมบูรณ์แบบด้วยกันทั้งคู่ แต่เมื่อได้พิจารณาเลือกอย่างดีแล้ว ก็ต้องยืนหยัดกับทางเลือกไปจนถึงที่สุด เพียงแต่อย่าปิดใจปฏิเสธคุณลักษณะที่ข้ามมาจากสิ่งที่เราไม่ได้เลือก (เช่น WP API ซึ่งมี client สนับสนุนอยู่เป็นจำนวนมาก หรือ trackback/pingback ซึ่งบล็อกมาตรฐานจะสนับสนุนเสมอ)

ผมดีใจที่มี KV ตามหลัง MemeExpress ออกมาเป็น GotoKnow V2 นะครับ -- ถ้าเป็น WP ซึ่งผมช่วย hack ได้ ระบบอาจจะปั่นป่วนมากเลย

เพื่อน -- ลึกซึ้งครับ ยินดีกับครูบาจริงๆ

ส่งข้อความไปกราบอวยพรป้าจุ๋มตั้งแต่ 10 น. หลังจากรู้จากบันทึกของอาจารย์เม้งแล้วนะครับ

สังคมไทยเรียกร้องความสมานฉันท์ แต่ตัวเองไม่เคยทำความเข้าใจเหตุการณ์จากมุมของคนอื่นบ้าง ยึดถูกผิดจากมุมของตัวเองเท่านั้น จึงเหลือเพียงรูปแบบที่ต้องการให้ผู้อื่นยอมรับ

ความสมานฉันท์จึงไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเอง แต่เป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม เข้าใจในทางเลือกต่างๆ ก่อนที่จะเลือก หนักแน่น ยอมรับในความแตกต่าง จัดการกับความขัดแย้งอย่างมีวุฒิภาวะเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม

ขอแสดงความยินดีกับนักเรียนโข่งรูปหล่อด้วยครับ

ทุกปีที่เคยมาก็ได้พูดอยู่ซ้ำซากว่าผู้ที่มีวิชาการก็ควรที่จะช่วยกัน แลกเปลี่ยนความคิดความเห็นกัน เพื่อที่จะจัดให้สังคมให้ประเทศชาติมีความก้าวหน้ามีความสงบเรียบร้อย และก็คงต้องซ้ำไปอีกหลายปี เพราะว่าจะเห็นได้ว่าแม้จะมีผู้ที่มีความรู้ดีๆ ในประเทศมากมาย แต่ประเทศก็ยังมีความสับสนอลหม่านยิ่งขึ้น อาจเป็นเพราะว่าความรู้มาก แต่ละคนก็จะแสดงความรู้ แล้วก็เห็นช่องทางมาก จึงทำให้ช่องทางต่างๆ นี้ชนกัน ไม่ค่อยยอมรับกัน เพราะเหตุว่าแต่ละคนที่มีวิชาการในแขนงหนึ่งก็นึกว่าแขนงของตัวใหญ่ที่สุด แขนงอื่นก็เช่นเดียวกัน เมื่อเป็นเช่นนั้นก็จะมีการกระทบกระเทือนกัน แต่ว่าถ้าได้ศึกษาลึกซึ้ง รวมทั้งศึกษาตามที่ศึกษาในห้องเรียน และตามความคิดคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์ แล้วก็มาคิดพิจารณาก็ควรจะลดการขัดกันได้มาก เพราะว่าความเจริญ ความจริงมีทางเดียว คือการที่จะไม่ให้มีการเบียดเบียนกัน ความเจริญนั้นจะประกอบด้วยความอยู่ดีกินดี สบาย และความแน่นอนว่าความสบายของตัวจะไม่หายไป ฉะนั้นถ้าหากว่าผู้ใดจะไปทางไหนถ้ามีอะไรขวาง ถ้าไปชนสิ่งนั้นก็จะไปกระทบกัน ก็การจัดจราจรนี้ที่จริงสำคัญ ผู้ที่มีความรู้สูงถ้าหากว่าไม่ดูรอบด้านของตัว ย่อมจะไปชนกับคนที่เดินโดยที่ไม่ดูรอบด้านแน่ละคือการจราจรไม่ดี นี้ก็หน้าที่ของท่านต้องจัดจราจรให้ดี คือดูรอบตัวแล้วก็หลบ แล้วก็หลีกให้เรียบร้อย จึงจะไม่มีการปะทะกัน ถ้าไม่เช่นนั้น ถ้ามีการปะทะความเจริญที่เราต้องการก็ไม่ได้ นั่นก็เป็นจุดสำคัญ พูดแค่นี้ก็คงเข้าใจ เพราะว่าท่านทั้งหลายก็มีปัญญาเฉียบแหลมอยู่แล้ว

พระราชดำรัส ในโอกาสที่ประธานชมรมนักเรียนทุนมูลนิธิอานันทมหิดล พร้อมด้วยคณะเฝ้า ฯ ทูลเกล้า ฯ ถวายเงิน โดยเสด็จพระราชกุศลสมทบทุนมูลนิธิอานันทมหิดล ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน
วันพุธ ที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๓๕

บันทึกนี้เป็นบันทึกแนะนำในวันที่ 26 มิ.ย. 2551 ขอให้อาจารย์หายไวๆ นะครับ

ต่อไปอาจเกิดเป็นข้อสังเกตว่าตรงไหนประท้วงเยอะ ก็ชวนให้สงสัยว่าจะเป็นจริง ยิ่งต้องฟังให้ได้เลยครับ อย่าเบื่อเพราะว่านั่นน่าจะเป็นเจตนาของการประท้วง ถ้าเพ้อเจ้อไม่เข้าประเด็น คนเค้าก็ไม่ฟังเอง

แล้วก็น่าจะมีอีกคำหนึ่งคือ ทั้งหมดนี้ ไม่เอาเท่าไหร่ (ไม่เบื่อแต่ไม่เอา)

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี