เพิ่งออกจาก รพ. มาได้ 2 วันค่ะ ช่วงนี้มือขวายังปวดและใช้งานไม่ได้เลย เหมือนคนพิการชั่วคราวยังไงยังงั้น อยู่เบื่อๆเซ็งๆ เพราะไปไหนไม่สะดวก เลยลองเข้าเนตเข้ามาอ่านอะไรเรื่อยเปื่อย
เพราะต้องใช้เม้าส์มือซ้าย และพิมพ์ด้วยมือซ้ายเพียงข้างเดียว จึงทำให้จิ้มช้าและไม่สะดวกเลย ดีนะที่เป็นโน๊ตบุ๊ค ใช้นิ้วเขี่ย pad แทนเม้าส์ได้ เลยค่อยสะดวกขึ้นอีกนิด
ตอนแรกกะว่าจะเข้ามาอ่านอย่างเดียว คงเขียนบันทึกใหม่ไม่ไหว แต่ว่าแต่ละเรื่องที่อ่านมันอดเข้าไปร่วมแสดงความคิดเห็นไม่ได้ พอจิ้มพิมพ์ไปนานๆ ชักคล่องแล้วสะดวกขึ้นแฮะ
ยิ่งพอเข้าไปอ่านเรื่อง จิตตปัญญาเวชศึกษา 31: burn-out เผาจนเหี้ยน ของอาจารย์หมอฟีนิกซ์เรื่องนี้แล้ว ทำให้กระตุ้นต่อมคับข้องและคับแค้นใจจนประทุอีกครั้ง จนทำให้จิ้มพิมพ์ได้ซะยืดยาว จากที่ไม่คิดว่าจะเข้ามาเขียนบันทึกเพิ่ม เลยขอ copy มาตรงนี้เป็นบันทึกเสียเลย เผื่อว่ามีบางท่านที่อาจจะเคยผ่านสถานการณ์และความรู้สึกแบบนี้ จะได้เข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันดู
เนื่องเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมันอดถามตัวเองและโทษตัวเองอยู่ตลอดเวลาไม่ได้ว่า การบาดเจ็บเมื่อสี่เดือนที่แล้วมันเกิดเพราะอะไร ... เพราะสงสารกลัวคนไข้เจ็บใช่หรือเปล่า ?
สี่เดือนมานี้ต้องคอยตอบคำถามคนที่เห็นเราใส่ whist splint ว่าโดนอะไรมา พอบอกว่า acident ตอนยกเลื่อนตัวคนไข้ แต่ละคนก็ทำหน้าแปลกๆว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร มีความรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นตัวประหลาด ทำเรื่องผิดพลาดที่คนอื่นเขาไม่พลาดกันเลย
เป็นเพราะบ่อยครั้งที่คนไข้บอกว่าเวลากลับจากห้องผ่าตัดแล้วเลื่อนตัวกับแผ่นสไลด์เร็วๆ เขาจะเจ็บ ดังนั้นจึงมักจะคอยเตือนทีมที่ช่วยเลื่อนบอกให้เขาค่อยๆเลื่อนนะ แต่วันนั้นมันผิดพลาดตรงที่ตนเองปวดไหล่ เลยมัว keep ระวังไหล่ แล้วอีกฝั่งตรงข้ามเขากระชากแรงแล้วปล่อยทันที (ไม่โทษหรอกเพราะเขาเป็นสามีคนไข้ที่เข้ามาช่วย จึงอาจจะไม่รู้จังหวะ) แต่แรงกระชากบวกน้ำหนักประมาณ 70 โล ของคนไข้หลังคลอด C/S มันก็ดึงกระชากเอาเอ็นหลังมือบาดเจ็บ และเอ็นโคนนิ้วกลางหลุดเลื่อนจากตำแหน่ง
ช่วงหลังแม้อาการปวดจะทุเลา แต่ใช้มือขวาก็มีปัญหา กำคลายมันจะล็อคอยู่เป็นจังหวะ บางทีลืมตัวเวลาใช้กรรไกรตัดพลาสเตอร์ก็เจ็บ สุดท้ายจึงต้องเลือกรับการผ่าตัดเพื่อซ่อมแซม
ปัญหาความคับข้องใจ ไม่ได้อยู่ที่เราต้องบาดเจ็บเพราะช่วยคนไข้ แต่อยู่ที่เมื่อ ถ้ามันเกิดขึ้นแล้วจะมีใครมาเหลียวแลเราบ้างไหม นอกจากเราต้องเจ็บตัวจากการปฏิบัติงานแล้ว ทำไมเรายังต้องสูญเสียอะไรอีกมากมาย
ทั้งความมั่นใจในตัวเองที่มือขวามันทำอะไรไม่สะดวก ทั้งความเจ็บปวดหลังผ่าตัดที่โดนฉีดมอร์ฟีนหลายวันจนเมายา มาตอนนี้ก็เหมือนคนพิการชั่วคราวที่เหลือแขนข้างเดียว แล้วอนาคตก็ไม่รู้ว่ามือมันจะกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิมไหม เพราะตอนนี้แม้ขยับนิ้วก็ยังเจ็บและลำบาก
อีกทั้งช่วงที่บาดเจ็บใหม่ๆ เพราะทำงานขาดไปแค่วันเดียว (คือขึ้นปฏิบัติงานเดือนนั้นได้แค่ 14 วัน เนื่องจากปวดมากจนทำไม่ไหว หมอจึงให้พักมือครึ่งเดือน) จึงถูกตัดเงินค่าขาดแคลนไป อีก 3 เดือนต่อมา พอมาผ่าตัด และต้องลาพักต่ออีก 6 สัปดาห์ ก็ต้องถูกตัดเงินส่วนนี้อีก 2 เดือน ที่ยังหวั่นๆอยู่คือ วันลาป่วยถ้าเกินกำหนด คงถูกแป๊กเงินเดือน (ที่ให้ความรู้สึกเหมือนถูกทำโทษเลย)
ถูกทำโทษในความผิดที่ปฏิบัติงานโดยไม่ประมาณตนเอง ? (จะบอกว่าประมาทก็ไม่เชิง เพราะพยายามระวังอยู่แล้ว )
ถ้าผู้ปฏิบัติงานรู้สึกถึงความไม่มั่นคงต่อการทำงานแล้ว ต่อไปใครจะยอมเสียสละ หรือทำงานหนักเพื่อคนไข้ เพราะทำไปถ้าเกิดอะไรขึ้นก็ต้องรับผิดชอบตัวเอง และก็คิดว่าเรื่องลักษณะนี้คงไม่ใช่เกิดกับตนเองเคสเดียว มันยังมีเคสที่บาดเจ็บหรือเจ็บป่วยเพราะงาน เพราะทำงานหนักเกินตัว แต่ก็ไม่มีใครเห็นหรือเหลียวแล สิ่งที่ทำได้เมื่อหมดคุณค่า คือพิจารณาตัว..ลาออกไป
ทำดี บางครั้งก็ไม่ได้ตั้งเป้าต้องการผลดีตอบแทนกลับมา แต่อย่างน้อยก็อย่าทำให้เราต้องสูญเสียได้ไหม ?
มันเหมือนสมน้ำหน้าตัวเองเลย เพราะได้ยินคนอื่นเตือนกรอกหูอยู่บ่อยแล้วว่า จะทำอะไรก็ต้องนึกถึงตัวเองไว้บ้าง เรื่องอะไรต้องเอาชีวิตไปเสี่ยง ถ้าเราเป็นอะไรไป ไม่มีใครมาเห็นใจเราหรอก และถ้าเราบาดเจ็บทำอะไรไม่ได้ ก็จะหมดคุณค่า หมดประโยชน์
ตำรวจทหาร พลาดพลั้งถูกคนร้ายยิงบาดเจ็บ ถือเป็นการบาดเจ็บในหน้าที่ คือวีรบุรุษ แต่หมอ พยาบาลดูแลคนไข้แล้วบาดเจ็บ หรือติดโรคมา ถือว่าเป็นความผิดพลาดที่ควรถูกตำหนิ ว่าเป็นหมอเป็นพยาบาลประสาอะไร ไม่รู้จักดูแลป้องกันตัวเอง ขนาดตัวเองยังดูแลไม่ได้ แล้วจะไปดูแลคนอื่นได้อย่างไร
เฮ่อ... ขอสงบนิ่งไว้อาลัยและร้องไห้สักสามนาทีค่ะ T_T
เห็นใจมากเลยครับ
<div class="content">
</div> </div>
นึกถึงเมื่อสักสิบปีที่แล้ว..มีตัวอักษรโตๆ ติดอยู่ที่ผนังห้องคลอด รพ มหาราชนครเชียงใหม่
คนไม่ใช่เครื่องจักร ต้องการความรักความเข้าใจ
คำไม่เคยล้าสมัย...และยังคงรอการหันกลับมาดูแลซึ่งกันและกัน....และจากระดับนโยบาย
ด้วยความเข้าใจอย่างยิ่งค่ะ..สามนาทีผ่านไปแล้ว...ข้างหน้าคือเส้นทางที่ต้องอยู่และเผชิญกับมัน...ขอให้มีกำลังใจค่ะ
ให้กำลังใจนะครับ..
อย่างไงก็ขอให้พี่สู้เต็มกำลังที่สู้..และมีความสุขในการทำงาน
ถือเสียว่าเป็นบทเรียนครับ
ยิ้มให้ตัวเองนะครับ สู้ สู้
ขอให้หายเร็ว ๆ นะค่ะ แม้จะทราบว่าการบาดเจ็บส่วนนี้จะต้องใช้เวลาในการซ่อมแซมนานแค่ไหน ก็ขอเอาใจช่วยภาวนาให้น้องหายเร็ว ๆ ปวดน้อยลง ๆ จนไม่ปวดคะ
พี่เคยเจอเหตุการณ์อย่างนี้เหมือนกันในช่วงที่พี่เป็นพยาบาล
หายเร็ว ๆ นะค่ะ
สวัสดีค่ะคุณจูน
ขอเป็นกำลังใจให้ ขอให้มือขวาหายปวดและกลับมาแข็งแรงเร็วๆนะค่ะ...เห็นใจคุณจูนมากๆๆค่ะ ...
ทำอย่างไร ระบบราชการเราจะดูแลข้าราชการที่ปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ แล้วเกิดปัญหา เกิดอุบัติเหตุ จนมีผลต่อสุขภาพแบบนี้ ไม่ใช่ละเลย หรือ ทำตามระเบียบซะจนไม่พิจารณาตามเหตุผลที่แท้จริง
ขอส่งกำลังใจและดอกไม้สวยๆให้ค่ะ
สีชมพูเป็นสีแห่งสุขภาพค่ะ
สวัสดีครับพี่จูนจิรา
สวัสดีครับอีกครั้งครับพี่
พี่ไม่ต้องตอบนะครับ เขียนให้พี่อ่านครับ พักผ่อนเฉยๆ นะครับ
ขอบคุณมากครับ มีอาการดีขึ้นและหายเป็นปกติในเร็ววันครับ
อะไรจะเกิด มันก็ต้องเกิด ห้ามกันไม่ได้เนาะ! แต่บางครั้งสิ่งที่เราอยากจะให้เกิดกลับไม่เกิดเช่นเรื่องการดูแลเอาใจใส่ทั้งสุขภาพกายสุขภาพจิตจากองค์กรที่เรารัก องค์กรที่เราพร้อมจะทุ่มเทศักยภาพของตัวเองทั้งหมดให้ไปกับการพัฒนาองค์กร....
ไม่เป็นไรเนาะ...พี่เม่ยเป็นกำลังใจให้คุณจูนเสมอ ขอให้หายจากอาการเจ็บที่ข้อมือโดยเร็วนะคะ
หลังๆ ไม่ค่อยได้เข้ามาบันทึกเท่าไร แต่พออ่านบันทึกนี้ของคุณจูนต้องรีบเข้ามาเขียน
เข้าใจความรู้สึกกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณจูนดีครับ มันเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดครับ ขอให้กำลังใจนะครับ หายไวๆ นะครับ ด้วยความคิดถึง /
คุณจูนค่ะ
เพิ่งทราบว่าคุณจูนป่วย อ่านแล้วเห็นใจมากๆ ค่ะ บางครั้งผู้บริหารองค์กรก็ไม่ได้มองในบางจุด ผู้ปฏิบัติงานในส่วนที่รับผิดชอบก็ทำตามกฎระเบียบเป๊ะ หมอคิดว่า อย่างน้อย กรณีของคุณจูน ผู้บริหารก็น่าจะรับทราบข้อมูล ในเบื้องต้น หมอจะนำเรื่องไปหารือกับอาจารย์หมอพิชญา ผู้เชี่ยวชาญด้านการบาดเจ็บจากการทำงาน
ขอให้คุณจูนใช้มือได้คล่องๆ ไวๆ นะคะ
ขอขอบพระคุณทุกท่านเป็นอย่างยิ่งค่ะ สำหรับกำลังใจ และแง่คิดดีๆที่ให้มา
ขออภัยที่ไม่ได้เข้ามาหลายวัน เนื่องจากไม่ค่อยสะดวกเรื่องการเข้าอินเตอร์เนต
ตอนนี้มือซ้ายใช้งานได้ดีขึ้น น่ารักวันน่ารักคืน เสียก็แต่เพราะใช้มากเกินไป (บวกกับใช้เขาไม่ตรงกับความถนัด เลยได้รับแผลและเริ่มงอแง ปวดขึ้นมานิดหน่อย) ส่วนมือขวายังทำอะไรไม่ได้เลย ขยับนิ้วเองยังลำบากต้องใช้อีกมือช่วยเหลือทำ exercise เบาๆบ้าง กันข้อติด
ปัญหาใหญ่ตอนนี้ยังคงเป็นเรื่องปวดค่ะ เมื่อวันจันทร์ปวดมากทั้งวันเลย pain score อยู่ที่ 6-8 คะแนน Cerebrax (400) กับ paracet 1 gm ทุก 6 ชม. ก็เอาไม่อยู่ สุดท้ายตอนเย็นมา ER ฉีด Dinastat 1 เข็มค่อยยังชั่วขึ้นมาบ้าง ได้นอนหลับยาวตั้งแต่หัวค่ำถึงเช้าเป็นคืนแรก
เมื่อวานวันอังคารไป Follow up ตัดไหม แพทย์เปลี่ยน slab ให้ suuport ข้อมือมากขึ้น และปล่อยปลายนิ้วเป็นอิสระบ้าง ไม่ fix ตรงแหน่วเหมือนเมื่อก่อน เฝือก slab ใหม่ทำให้รู้สึกสบายขึ้น พร้อมกับเพิ่มยาแก้ปวดเป็น Neurontin อีกตัว pain เลยลดลงบ้าง นอนนั่งอยู่เฉยๆก็เหลือประมาณ 3-4 คะแนน ถ้าลุกทำ activity ก็ขึ้นมาที่ 4-5 คะแนน แต่ถ้าถอด slab ออกมาขยับบริหารนิ้ว และข้อมือเบาๆ ยังปวดมากอยู่ที่ 7-9 คะแนนเลย
ขอบพระคุณทุกท่านอีกครั้งค่ะ ไว้มีโอกาสค่อยเข้ามาใหม่
ขอกราบขอบพระคุณอาจารย์หมอปารมีอย่างยิ่งสำหรับความช่วยเหลือค่ะ
คิดว่าหากสิ่งนี้กระทำได้สำเร็จ หากองค์กรเราได้จัดให้มีหน่วยงานที่รับดูแลและพิจารณาเรื่องตรงนี้ก็คงจะดีอย่างยิ่ง อานิสงฆ์นี้คงเผื่อแผ่ถึงคนอีกมากมายที่ประสบปัญหา เพิ่มขวัญและกำลังใจแก่บุคลากรที่จะทำงานทุ่มเทให้กับองค์การยิ่งกว่าเดิม
ขอบพระคุณอีกครั้งค่ะ
กำลังคิดว่า ทำไมเราถึงต้องยอมรับสภาพที่น้องจูนได้รับอยู่ตอนนี้โดยไม่พยายามแก้ไข พี่โอ๋คิดว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่เราควรยอมรับและปล่อยให้เป็นไปตามระบบนะคะ เรื่องนี้ควรจะได้รับการดูแลแก้ไขและ เรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้น ขวัญและกำลังใจคือสิ่งที่สำคัญ หากเราปล่อยให้คนที่ทุ่มเททำงานท้อแท้ แล้วสิ่งที่เราทำได้คือเพียงให้กำลังใจนั้น ไม่น่าจะใช่หนทางค่ะ เพราะเราจะมีเหตุการณ์แบบนี้ให้เราสูญเสียทั้งคนและ"ใจ"ไปจากองค์กร และทำลาย"ความตั้งใจดี"ที่มนุษย์พึงมีแก่กันจากคนที่ทำงานเพื่อผู้อื่น กำลังคิดว่าจะต้องนำเรื่องนี้ไปหารือกับใครที่จะต้องทำอะไรได้บ้างในโรงพยาบาลของเราอยู่ที่เดียว
ดีใจที่ทราบว่าอ.หมอปารมีของเรานี่เอง ที่คิดเหมือนกัน เชื่อว่าอาจารย์หมอปารมีคือ ผู้บริหารที่จะไม่ยอมให้เรื่องแบบนี้ผ่านไปโดยไม่ทำอะไรแน่นอนค่ะ เรื่องนี้ต้องการมากกว่าความเห็นใจและกำลังใจนะคะ
มีหลายๆ ครั้ง ที่เหตุการณ์หรืออะไรบางอย่างทำให้คนทำดีทดท้อใจ
ขอเป็นกำลังใจให้ค่ะ ^^ หายไวๆ นะคะ
โห...เพิ่งทราบข่าวพี่จูน
หนิงก็มีประสบการณ์คล้ายๆกันค่ะพี่ แต่ของหนิงคนไข้PP ค่ะ หลังคลอดในเวรเช้า พอเวรดึก ช่วงเช้าก็ให้เขาลุกไปห้องน้ำเพื่อมาเตรียมอบ เราก็เตรียมยาฉีดต่อ เขาไปสักพักก็ได้ยินเสียงล้ม หนิงไปอุ้มเขามาที่เตียงเลยค่ะ
จากนั้นมาหนิงก็มีอาการปวดหลังตะหงิดๆ ปวดจนต้องฉีดยา ในที่สุดทนไม่ไหว หมอเลยส่งออโธฯ หุหุ Rupture disc เลยค่ะ
ดีใจที่พี่จูนหายแล้ว ขอให้กลับมาเหมือนเดิมไวไวนะคะ