burn-out เผาจนเหี้ยน
วันนี้ได้มีโอกาสไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับวิทยากรสองท่าน ท่านหนึ่งเป็น professor จากอเมริกา อีกท่านหนึ่งเป็น consultant จากประเทศอังกฤษ หัวข้อคือ How to apply palliative care in critical illness หรือ "จะนำเอาหลักการทำชีวันตารักษ์มาใช้ใน ICU ได้อย่างไร?" เนื่องจากท่านหนึ่งเป็นกูรูทางการวัด การวิจัย อีกท่านหนึ่งทำงานในประเทศต้นกำเนิดของ Palliative Medicine จึงเป็นกิจกรรมที่ตื่นตาตื่นใจมาก (สำหรับผม)
เมื่อมีโอกาสผมจึงยกมือขึ้นถาม เนื่องจากพยาบาลแพทย์ในหออภิบาล (ICU) นั้นก็มีงานหนักอยู่แล้ว หากขอให้ทำงานเพิ่มเขาจะไหวหรือไม่ หรือจะเป็นการเพิ่มภาระหน้าที่บนผู้ใช้แรงงานมากขึ้นอีกรึเปล่า ก็ได้รับคำตอบ confirm ว่า ตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญที่ต้อง address เพราะใน textbook หรือ รายงานการศึกษาทั่วไป burn-out หรือ "เผาจนเหี้ยน (พลัง)" นั้น เป็นประเด็นคุกคามที่มีรายงานออกมามากขึ้นๆ
คำถามก็คือ "ทำความดีจนหมดพลังนั้นได้ด้วยเหรอ (เนี่ย)?"
คำตอบก็คือ ได้ครับ ถ้าทำโดยมีความคาดหวังสูง
ในรายงานที่ลงตีพิมพ์ มีรายงานที่เปรียบเทียบผลงานของหออภิบาลผู้ป่วยจากหลายๆโรงพยาบาล มีค่าเฉลี่ยกลาง และมีตำแหน่งของสถาบัน หรือแต่ละโรงพยาบาลแสดงให้เห็นในรายงาน เพราะฉะนั้น บางโรงก็จะดีมาก ดี พอใช้ จนไปถึงตำกว่า mean เตี้ยติดดิน ซึ่งใครที่ได้เห็นผลต่ำๆของตนเอง ก็จะ (หวังว่า) ได้พัฒนาตนเอง
สิ่งหนึ่งที่จริงแท้แน่นอนก็คือ "เมื่อไรก็ตามที่เราตั้งนิยามความสำเร็จ เมื่อนั้น เราได้ (แอบ) ตั้งนิยามความล้มเหลวไว้ด้วยเสมอ" ปัญหาอยู่ที่ว่า การ ranking นั้น ไม่ว่าจะจัดอย่างไรก็ตาม จะมีการกระจายแบบ bell-shape เสมอตามธรรมชาติ แต่การที่มีคน top หรือคนบ๊วย ยังไม่สามารถบ่งบอกถึง raw or absolute value คุณค่าที่แท้จริงของคนๆนั้นได้
ในโรงพยาบาลที่มี resource จำกัด ก็จะเป็นเรื่องธรรมดาที่จะหย่อนคุณภาพกว่าที่ที่มีแหล่งปัจจัยสูงมากๆ แต่จะเป็นการไม่แฟร์หรือไม่ หากเพระเหตุนี้เราจะวิจารณ์ว่าคุณภาพของคุณไม่ดี โดยไม่สนใจใน "ความพยายามอย่างหนัก" เพื่อสิ่งนั้นๆ แต่เขาทำได้แค่นี้?
อันว่า "ความดี" นั้นเกิดตอนกระทำ ไม่ได้เกิดขึ้นกับผลลัพธ์ การทำความดีถึงที่สุด ผลลัพธ์อาจจะไม่ดีก็เป็นไปได้ แต่สภาวะจิตแห่งการทำความดี ขณะทำความดีนั้น ที่จะก่อเกิดเป็นเมล็ดพันธุ์อันงอกงามสืบต่อไป คนทำความดีไม่ควรเลยที่จะ burn-out เพราะทำไม่ได้ตาม "เกณฑ์" หรือ "ความคาดหวัง" ซึ่งมีอิทธิพลจากปัจจัยภายนอกมากมายมหาศาล ขณะที่พยาบาลของประเทศไทยยังขาดอยู่อีกประมาณ 80,000 คน เราจะพยายามไปเทียบเปรียบให้ทัดเทียมกับองค์กรอื่น สถาบันอื่นที่มี ratio พยาบาลต่อผู้ป่วย 1:1 ก็เป็นการหาเรื่องใส่ตัวเอง แถมผลลัพธ์ยังอาจจะก่อให้เกิดความท้อแท้ ความน้อยเนื้อต่ำใจ ไม่อาจจะหาคุณค่าของตนเองทั้งๆที่ได้ทุ่มกาย ทุ่มใจไปเท่าที่มีจนหมดแล้ว
ทำได้เท่าไร ก็จงชื่นชม และเสพย์รสแห่งความพยายามนั้น
การทำความดี เราสมควรจะได้ความดีกลับคืน ความดีสมควรจะถูกชื่นชม และชมเชย มากกว่าการจัด ranking และพูดสั้นๆ ห้วนๆ ว่าคุณยังเปรียบเทียบกับ St Christopher ไม่ได้ ยังเปรียบเทียบกับ Harvard ไมได้ ต้องทำให้ได้มากกว่านี้
หรือไม่? มั้ง?
แวะมาอ่านครับ
ขอเป็นกำลังใจให้กับคนที่คิดดี…ทำดี… ช่วยกันเพาะปลูกเมล็ดพันธ์แห่งความดีต่อไปค่ะ…
อ่านเรื่องนี้แล้ว ทำให้กระตุ้นต่อมคับข้องและคับแค้นใจจนประทุอีกครั้ง
เพราะมันอดถามตัวเองและโทษตัวเองอยู่ตลอดเวลาไม่ได้ว่า การบาดเจ็บเมื่อสี่เดือนที่แล้วมันเกิดเพราะอะไร ... เพราะสงสารกลัวคนไข้เจ็บใช่หรือเปล่า ?
สี่เดือนมานี้ต้องคอยตอบคำถามคนที่เห็นเราใส่ whist splint ว่าโดนอะไรมา พอบอกว่า acident ตอนยกเลื่อนตัวคนไข้ แต่ละคนก็ทำหน้าแปลกๆว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร มีความรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นตัวประหลาด ทำเรื่องผิดพลาดที่คนอื่นเขาไม่พลาดกันเลย
เป็นเพราะบ่อยครั้งที่คนไข้บอกว่าเวลากลับจากห้องผ่าตัดแล้วเลื่อนตัวกับแผ่นสไลด์เร็วๆ เขาจะเจ็บ ดังนั้นจึงมักจะคอยเตือนทีมที่ช่วยเลื่อนบอกให้เขาค่อยๆเลื่อนนะ แต่วันนั้นมันผิดพลาดตรงที่ตนเองปวดไหล่ เลยมัว keep ระวังไหล่ แล้วอีกฝั่งตรงข้ามเขากระชากแรงแล้วปล่อยทันที (ไม่โทษหรอกเพราะเขาเป็นสามีคนไข้ที่เข้ามาช่วย จึงอาจจะไม่รู้จังหวะ) แต่แรงกระชากบวกน้ำหนักประมาณ 70 โล ของคนไข้หลังคลอด C/S มันก็ดึงกระชากเอาเอ็นหลังมือบาดเจ็บ และเอ็นโคนนิ้วกลางหลุดเลื่อนจากตำแหน่ง
ช่วงหลังแม้อาการปวดจะทุเลา แต่ใช้มือขวาก็มีปัญหา กำคลายมันจะล็อคอยู่เป็นจังหวะ บางทีลืมตัวเวลาใช้กรรไกรตัดพลาสเตอร์ก็เจ็บ สุดท้ายจึงต้องเลือกรับการผ่าตัดเพื่อซ่อมแซม
ปัญหาความคับข้องใจ ไม่ได้อยู่ที่เราต้องบาดเจ็บเพราะช่วยคนไข้ แต่อยู่ที่เมื่อ ถ้ามันเกิดขึ้นแล้วจะมีใครมาเหลียวแลเราบ้างไหม นอกจากเราต้องเจ็บตัวจากการปฏิบัติงานแล้ว ทำไมเรายังต้องสูญเสียอะไรอีกมากมาย
ทั้งความมั่นใจในตัวเองที่มือขวามันทำอะไรไม่สะดวก ทั้งความเจ็บปวดหลังผ่าตัดที่โดนฉีดมอร์ฟีนหลายวันจนเมายา มาตอนนี้ก็เหมือนคนพิการชั่วคราวที่เหลือแขนข้างเดียว แล้วอนาคตก็ไม่รู้ว่ามือมันจะกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิมไหม เพราะตอนนี้แม้ขยับนิ้วก็ยังเจ็บและลำบาก
อีกทั้งช่วงที่บาดเจ็บใหม่ๆ เพราะทำงานขาดไปแค่วันเดียว (คือขึ้นปฏิบัติงานเดือนนั้นได้แค่ 14 วัน เนื่องจากปวดมากจนทำไม่ไหว หมอจึงให้พักมือครึ่งเดือน) จึงถูกตัดเงินค่าขาดแคลนไป อีก 3 เดือนต่อมา พอมาผ่าตัด และต้องลาพักต่ออีก 6 สัปดาห์ ก็ต้องถูกตัดเงินส่วนนี้อีก 2 เดือน ที่ยังหวั่นๆอยู่คือ วันลาป่วยถ้าเกินกำหนด คงถูกแป๊กเงินเดือน (ที่ให้ความรู้สึกเหมือนถูกทำโทษเลย)
ถูกทำโทษในความผิดที่ปฏิบัติงานโดยไม่ประมาณตนเอง ?
ถ้าผู้ปฏิบัติงานรู้สึกถึงความไม่มั่นคงต่อการทำงานแล้ว ต่อไปใครจะยอมเสียสละ หรือทำงานหนักเพื่อคนไข้ เพราะทำไปถ้าเกิดอะไรขึ้นก็ต้องรับผิดชอบตัวเอง และก็คิดว่าเรื่องลักษณะนี้คงไม่ใช่เกิดกับตนเองเคสเดียว มันยังมีเคสที่บาดเจ็บหรือเจ็บป่วยเพราะงาน เพราะทำงานหนักเกินตัว แต่ก็ไม่มีใครเห็นหรือเหลียวแล สิ่งที่ทำได้เมื่อหมดคุณค่า คือพิจารณาตัว..ลาออกไป
ทำดี บางครั้งก็ไม่ได้ตั้งเป้าต้องการผลดีตอบแทนกลับมา แต่อย่างน้อยก็อย่าทำให้เราต้องสูญเสียได้ไหม ?
มันเหมือนสมน้ำหน้าตัวเองเลย เพราะได้ยินคนอื่นเตือนกรอกหูอยู่บ่อยแล้วว่า จะทำอะไรก็ต้องนึกถึงตัวเองไว้บ้าง เรื่องอะไรต้องเอาชีวิตไปเสี่ยง ถ้าเราเป็นอะไรไป ไม่มีใครมาเห็นใจเราหรอก และถ้าเราบาดเจ็บทำอะไรไม่ได้ ก็จะหมดคุณค่า หมดประโยชน์
ตำรวจทหาร พลาดพลั้งถูกคนร้ายยิงบาดเจ็บ ถือเป็นการบาดเจ็บในหน้าที่ คือวีรบุรุษ แต่หมอ พยาบาลดูแลคนไข้แล้วบาดเจ็บ หรือติดโรคมา ถือว่าเป็นความผิดพลาดที่ควรถูกตำหนิ ว่าเป็นหมอเป็นพยาบาลประสาอะไร ไม่รู้จักดูแลป้องกันตัวเอง ขนาดตัวเองยังดูแลไม่ได้ แล้วจะไปดูแลคนอื่นได้อย่างไร
เฮ่อ... ขอสงบนิ่งไว้อาลัยและร้องไห้สักสามนาทีค่ะ T_T