วันที่ 6 พฤศจิกายน 2550
วันนี้เป็นวันอังคารของสัปดาห์สุดท้ายที่นี่ นี่ผมเหลืออีก 7 วันก็จะได้กลับเมืองไทยแล้ว (พูดยังกับว่าจากไปไกลถึงยุโรปนู่นแน่ะ) ผมตั้งนาฬิกาปลุกสายหน่อย เพราะว่านัด round กับอาร์เธอไว้ 8 โมงเช้า เนื่องจากมีคนไข้แค่คนเดียว และคาดว่าจะเมาเมื่อคืน แต่ผมยังสดชื่นครับ ตื่นขึ้นมาได้ดื่มน้ำดำกระตุกวิญญาณก็สดชื่นสุดๆแล้ว แต่พี่พิชัยอาจจะยังคงค้างๆล็กน้อย เพราะหาวบ่อยจริงๆ ฮ่า ฮ่า <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> วันนี้อาร์ลีนมาทำงานแล้ว แต่หน้าตายังไม่สดชื่นเท่าที่ควร เธอบอกว่าเป็นไซนัสอักเสบไข้ขึ้นสูง ตอนนี้กินยา Augmentin อยู่ เธอต้องมาช่วยตรวจที่คลินิกครูลีในช่วงเช้าเพราะว่าเรายังคงขาดคน เฮงฟุกยังอยู่ในช่วงการลา และวันนี้ก็อีกเช่นเคย ผมมีเพื่อนใหม่จากกัมพูชาหมุนเวียนมาอยู่หน่วยเรา ครูลีเลยบอกให้ไปนั่งกับ International trainer ที่ห้อง 12 นู่น ส่วนพี่พิชัยก็ไปนั่งคู่กับอาร์ลีน ผมก็ตรวจไปสอนเพื่อนใหม่ไปบ้าง เขาอยู่ที่พนมเปญครับ ท่าทางล่ำซำ ภาษาอังกฤษดีใช้ได้ครับ (แบบว่าใครคุยกับผมรู้เรื่องแล้วล่ะก็ นับว่าใช้ได้ ฮ่า ฮ่า) <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> บ่ายโมงเราก็มีประชุมที่ภาควิชาเหมือนเดิม วันนี้มีการสรุปความก้าวหน้างานวิจัยของทุกๆคน เลยได้เห็นว่าในหน่วยของเรากำลังมีงานวิจัยอยู่ทั้งหมด 12 เรื่อง เจ๋งจริงๆ ผมต้องนำเสนออีกครั้งวันจันทร์หน้านี้ งานนี้สงสัยรัศมี เพื่อนนักวิจัยของผมต้องเหนื่อยอีกรอบ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> ช่วงบ่ายซึ่งเป็นช่วงวิจัยของผม ครูหาญบอกว่าให้ลงคลินิก (อันนี้ผมเดาได้มานานแล้ว) พี่พิชัยนั่งกับผม เราเจอเรื่องตลกอยู่เรื่องหนึ่ง คนไข้คนนี้เขาผ่าตัดมดลูกทางหน้าท้องไปเมื่อปีที่แล้ว เขาถามผมว่า คนที่ตัดมดลูกไปแล้วยังสามารถท้องได้อีกหรือไม่ ผมก็งงว่าทำไมเขาจึงถามแบบนี้ เธอบอกว่าตอนนี้ท้องเธอโตขึ้นเรื่อยๆ โตขึ้นจนน่าแปลกใจ เธอกับสามีคิดว่าอาจจะท้องมีลูกอีกคน แต่ไม่กล้าถามหมอ ไม่กล้าไปตรวจ ยังไม่ทันอธิบายก็ให้เธอขึ้นเตียงตรวจพุงก่อน และทันทีที่เธอนอนลงผมก็พบว่าพุงของเธอแผละลง แบบว่าเป็นโรคอ้วนน่ะครับ ไม่มีก้อนในท้อง ไม่มีเด็กในท้อง มีแต่ไขมันกับลมในลำไส้ล้วนๆ ผมเลยถามไปต่อว่าทำไมจึงคิดอย่างนั้น เธอบอกว่าหลังผ่าตัด หมอบอกให้งดมีเพศสัมพันธ์ 3 เดือน แต่เธอแอบไปมีกับสามีก่อนหน้า 3 เดือน เลยกังวลมาตลอด เธอคิดว่าที่หมอห้ามนั้น เพราะว่าหมอกลัวว่าอาจจะทำให้ท้องได้ เท่านี้ผมถึงกับร้องอ๋อ เลยบอกหล่อนไปว่า ที่หมอเขาห้ามน่ะ ก็เพราะว่าเวลาตัดมดลูกออกไปจะมีแผลในช่องคลอดอยู่ระยะหนึ่ง ถ้ามีเพศสัมพันธ์อาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อได้ แค่นี้เธอก็เข้าใจ แต่ผมก็เศร้าใจ ว่าทำไมต้องให้เขางดตั้ง 3 เดือน โดยปกติ การมาตรวจหลังจากการผ่าตัดผ่านไปแล้ว 1 เดือน หากไม่มีปัญหา แผลปิดดีแล้ว ผมก็จะบอกคนไข้เสมอว่าเขาสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้แล้ว งานนี้ทำให้ได้ข้อคิดจากการดูคนไข้อีกเช่นเดียวกัน <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> กลับมาที่พักก็ราวๆ 6 โมง ได้แอบงีบไปพักหนึ่ง นี่น่าจะเป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือนที่นี่ ที่ผมหลับตอนเย็น ตื่นขึ้นมาก็มึนๆ พี่พิชัยเพิ่งกลับมาจากการวิ่งออกกำลังกาย แล้วเราก็ไปกินข้าวกัน จบลงไปอีกวันที่มีคุณค่า วันนี้ผมได้มอบผ้าไหมที่นำมาจากบ้านให้ครูลี จิ๋มเลือกผ้าสีน้ำเงินให้ครู สีสดใสมาก ครูดูท่าทางชอบมาก เพราะผมก็สังเกตว่าสีโปรดของครูน่าจะเป็นสีน้ำเงิน ครูให้ผมนั่งคุยกับท่านพักหนึ่ง ท่านถามเรื่องการเรียนที่นี่ว่ารู้สึกอย่างไร ผมก็บอกไปว่า มีเพียงอย่างเดียวที่ผมไม่สบายใจที่อยู่ที่นี่ก็คือความคิดถึงบ้าน นอกจากนั้นผมมีความสุขมากทีเดียว ครูก็บอกว่าเห็นผมกลับบ้านออกจะบ่อย ผมก็บอกไปว่านั่นก็ยังไม่สามารถลดความคิดถึงลงได้หรอก ท่านก็พยักหน้าหงึกประหนึ่งว่าเข้าใจ เพราะหลายครั้งเราก็คุยเรื่องครอบครัวกัน ผมบอกครูเสมอว่าผมไม่ทำคลินิก ไม่มีคนไข้พิเศษ (ก่อนมาสิงคโปร์ได้ประมาณครึ่งปี ผมเลิกทำคลอดไปแล้ว) เย็นๆก็พาลูกถีบจักรยานเล่น ครูบอกเสมอว่าทำอย่างนี้อยู่ที่สิงคโปร์คงได้อดอยากกัน ช่วงเดือนที่ผ่านมาครูลีลาพักผ่อนทุกวันพฤหัสบดี ครูบอกว่า อยากจะใช้เวลาอยู่กับครอบครัวเหมือนอย่างที่ผมเล่าบ้าง เล่นเอาฮากันไปหลายหน <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> ครับ ชีวิตของผมตอนนี้ไม่รวย แต่ก็ไม่อดอยาก เรายังมีเงินเหลือมากพอที่จะพาลูกเที่ยวได้ทุกปี ได้นอนโรงแรมดีๆ เคยคุยกับจิ๋มว่าอยากจะให้ผมเปิดคลินิกไหม เธอบอกว่าไม่อยาก และลูกทั้ง 2 คนก็คงไม่อยาก เวลาที่แป้งอยากได้ของอะไรบางอย่าง ผมถามว่าให้พ่อรับฝากท้องทำคลอดดีไหม จะได้มีเงินซื้อของให้ลูก ครั้งหนึ่งเธอบอกว่า “ไม่เอา ไม่อยากให้พ่อไปทำงาน ไม่เป็นไร เดี๋ยวน้องแป้งโตขึ้น ค่อยทำงานหาเงินซื้อเองก็ได้” แค่นี้ก็เล่นเอาผมกับเมียนอนยิ้มไปได้หลายคืน
มาตามอ่านค่ะ ….ได้ความรู้มากค่ะ…เรื่องใกล้ตัวที่ใครหลายคนไม่เข้าใจ….ชวน อ.มาเขียนที่นี่บ้างนะคะ
http://share.psu.ac.th
สวัสดีครับคุณเมตตา
ผมลองแอบเข้าไปดูแล้ว หน้าตาคล้ายๆกับ G2k เลยนะครับ
แล้วจะตามเข้าไปอ่านอีก น่าสนใจมากครับ
สวัสดีค่ะ
sasinanda
ครอบครัวอบอุ่น น่ารักมากค่ะ
คนเรา ความสุขไม่ได้อยู่ที่เงินเป็นใหญ่นะคะ ลองอ่านบันทึกคถณConductor ค่ะ
ผลงาน มีค่าสูงสุด และผู้ที่มีผลงานและความรับผิดชอบก้าวหน้าได้เสมอ
ขอนอกเรื่องนิดนึง พอเห็นครอบครัวคุณหมอมีความสุข เลยคิดไปไกลค่ะ อย่า งง ค่ะ กำลังมีอารมณ์เขียน อิๆๆๆ... หมู่นี้ ไม่ค่อยมีอารมณ์จะเขียนเลย มีธุระตลอดค่ะ
ปัจจัยที่นำไปสู่ความสุขโดยตรงของคนเรา นอกเหนือจากลมหายใจที่มีอยู่
1. เริ่มจากความสัมพันธ์ที่ดี ระหว่างสมาชิกในครอบครัว
2.คือเรื่องงาน โดยเฉพาะงานที่เมื่อทำแล้วรู้สึกว่าตนเองมีประโยชน์และมีคุณค่าต่อสังคมหรือบุคคลอื่น จะทำให้เรามีความสุขเพิ่มมากขึ้น
แต่เมื่อไรตกงาน ระดับความสุขจะลดลง ซึ่งไม่ใช่เพราะรายได้ลดลง แต่เกิดจากความรู้สึกในประโยชน์และคุณค่าของตนเองลดลง
3.สังคมรอบๆ ตัวและเพื่อนร่วมงาน ถ้าเรามีความรู้สึกว่าคนรอบๆ ตัวเรามีมิตร ที่สามารถที่จะไว้วางใจได้ จะทำให้เรามีความสุขเพิ่มขึ้น
มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งถามว่า ท่านสามารถไว้ใจคนรอบข้างได้หรือไม่?
คำตอบจากประเทศต่างๆ ในโลกนี้ต่างกันมากเลย ในประเทศบราซิลนั้นอยู่ที่ 5% ส่วนประเทศนอร์เวย์อยู่ที่ 64%
นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยที่ผู้วิจัย แกล้งทำกระเป๋าเงินตกลงบนท้องถนน โดยมีชื่อที่อยู่ของเจ้าของกระเป๋าอยู่ และพบว่าในประเทศที่มีอัตราการส่งกลับคืนสูงสุดนั้น เป็นประเทศในแถบสแกนดิเนเวีย เช่นเดียวกัน
อยากจะรู้เหมือนกันว่า อัตราการส่งคืนในเมืองไทยจะเท่ากับเท่าใด
4.เป็นเรื่องของสุขภาพ สุขภาพกลับไม่ได้เป็นปัจจัยอันดับแรก ที่ส่งผลต่อความสุขของคน
เข้าใจว่าเป็นเพราะเราสามารถปรับตัว และยอมรับต่อสุขภาพของเราได้เป็นอย่างดี เช่น คนเป็นเบาหวาน ความดัน ก็ยังมีความสุขดี ถ้าปัจจัยความสุขอื่นๆ ไม่บกพร่อง
พี่มีญาติคนหนึ่ง ใน 1 เดือนหาหมอ 25 วัน เขาก็มีความสุขและอารมณ์ดี อาจเป็นเพราะชอบคนมาดุแลเอาใจ
5.ความอิสระส่วนตัว หรือ Personal Freedom มีคนที่เขียนหนังสือที่เป็นนักเศรษฐศาสตร์คนหนึ่ง เขามองเรื่องของ Personal Freedom เป็นเรื่องมหภาค
จากการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างประเทศต่างๆ จะพบว่าในประเทศที่ประชาชนมีสิทธิมีเสียง รัฐบาลที่มีคุณภาพ (ปราศจากการทุจริตและระบบการบริการที่มีประสิทธิผล) ประเทศปราศจากความรุนแรง ประชาชนในประเทศนั้น จะมีความสุขมากกว่าประเทศที่มีลักษณะตรงข้าม
5.เรื่องค่านิยมของแต่ละคน (Personal Value หรือ Philosophy of Life) ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก
เนื่องจากความสุขของแต่ละคน ย่อมจะมาจากตัวเราเอง คนเราจะมีความสุขเพิ่มมากขึ้น เมื่อพอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อไม่เปรียบเทียบกับผู้อื่น เราจะพบความสุขจากภายในตัวเราเอง
สวัสดีครับคุณครูกั๊จัง
งงงงครับ ..?? คืออะไรครับคุณครู
..?? = 2 ที
..??? = 3 ที ฮ่า ฮ่า ล้อเล่นครับ
เวลาผมสอนนักเรียน ผมจะพูดตรงๆเลยครับครู ไม่มีศัพท์พิเศษ ประเภทที่ว่าพ่อขุนก็ได้ครับ
คำถามของอาจารย์ทำให้ผมคิดว่าอาจารย์กำลังพูดถึงอันตรายของการมีเพศสัมพันธ์กันใช่หรือไม่ครับ
คำตอบของหมอโรคเพศอย่างผมก็คือ เมื่อไหร่ที่ไม่เจ็บก็สามารถมีได้เลยขอรับ อาจารย์ต้องอย่าลืมว่า ชายไทยนิสัยไม่ดีก็มีมากครับ นึกอยากจะมีเพศสัมพันธ์กับภรรยา หากถูกขัดใจเดี๋ยวก็ไปข้างนอก เอาเอดส์มาฝากอีก ดังนั้น ในเวชปฏิบัติของผมมักจะบอกคนไข้เสมอว่า หากไม่เจ็บก็เชิญตามสบายครับ
ซึ่งก็ตรงกับคำแนะนำในหนังสือของฝรั่งที่ผมอ่านตอนสอบบอร์ดเลยครับ
อื้อหือ
คุณศศินันท์ครับ
บันทึกนี้มีคุณค่าเพิ่มขึ้นมากเลยครับ
ปัจจัยที่นำไปสู่ความสุขของคนเรานี่มีอีกหลายอย่างเชียวนะครับ งาน สังคม สุขภาพ อิสรภาพ และค่านิยม
ขอบคุณครับ
สวัสดีค่ะ ตามรอยมาจากบันทึกของคุณโอ๋ ได้อ่านเรื่องที่เป็นความรู้และอ่านสนุกแล้วยังได้มาพบสิ่งน่ารู้จากคุณพี่ศศินันท์อีกด้วย เลยได้ความรู้สองต่อเลยค่ะ ขอบคุณนะคะ
เป็นครอบครัวน่ารักที่มีการสื่อสารให้เกิดความเข้าใจระหว่างสมาชิกได้ดีมาก รู้สึกดีเวลาได้พบเรื่องราวของคนที่เห็นความสำคัญของครอบครัวเป็นสุขจากการได้ใช้เวลาด้วยกัน มากกว่าความสุขที่มาจากเงินเป็นหลัก
สวัสดีครับคุณนายดอกเตอร์
ขอบคุณที่อุตส่าห์ตามรอยพี่โอ๋มาครับ
ผมโชคดี ที่แต่ละคนที่มาฝากรอยไว้นั้น มักจะสื่ออะไรหลายๆอย่างที่เป็นสิ่งดีๆมาให้
เรื่องสุขจากการให้ การใช้เวลาร่วมกันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดที่เราสามารถสอนลูกเราได้ด้วยการกระทำครับ
นี่คือสิ่งที่พ่อแม่ผมปฏิบัติมา และผมก็ปฏิบัติต่อลูกและครอบครัวแบบนี้แหละครับ
มีเพียงเรื่องเดียวที่ผมคิดว่าผมเห็นแก่ตัวไปนิด นั่นก็คือการมาเรียนที่นี่ไงครับ
อ่านที่น้องแป้งพูดแล้ว อดดีใจไปด้วยไม่ได้ค่ะว่า นอกจากอ.แป๊ะจะได้มีเวลาคุณภาพกับครอบครัวในช่วงที่ลูกต้องการเราแล้ว ยังได้สอนให้น้องแป้งรู้จักการวางแผน ความอดทน เห็นคุณค่าของสิ่งต่างๆที่ต้องใช้เงินแลกมา วิธีการพวกนี้สอนเอาด้วยการพูดไม่ได้เลยค่ะ แต่สิ่งที่เราทำ ลูกเก็บไปใช้หมดเลย พี่โอ๋เห็นมาแล้วจาก 3 หนุ่มที่มี และยืนยันมั่นคงว่า เวลาที่ให้ลูกในช่วงที่เขาต้องการเราคือสิ่งที่มีค่ามากมายกว่ามรดกใดๆค่ะ รู้สึกเสียใจแทนพ่อแม่ที่มัวแต่หาเงิน คิดว่าจะได้เอาไว้ให้ลูกและตัวเองสบายในภายหน้า แล้วพอถึงเวลามีเงินเยอะแยะ กลับมาหาลูกเอาเมื่อลูกต้องการแต่เงิน ไม่อยากให้พ่อแม่มาสั่งสอนอบรม กลายเป็นพูดกันไม่รู้เรื่อง พ่อแม่ก็ทวงบุญคุณว่าอุตส่าห์ทำงานเหนื่อยยากมาให้ลูกสบาย ทำไมลูกไม่เห็นคุณค่า ไม่สำนึกในบุญคุณ เรียกว่า ต่อสายใยกันยังไงก็ต่อติดยากเย็น เงินที่มี ซื้อเวลาที่ลูกต้องการเรากลับคืนมาไม่ได้ น่าเศร้าใจแทนมากๆค่ะ
ดีใจที่อ.แป๊ะและคุณจิ๋มคิดไปในทางเดียวกัน เราก็จะได้ 2 สาวสุขภาพจิตดี มีความสุขให้กับบ้านเมืองของเราเพิ่มอีก 2 หน่อเป็นอย่างน้อย ชื่นใจไปด้วยค่ะ
ตามมาชื่นชมค่ะ
ขอแสดงความยินดี
ที่อาจารย์ ธนพันธ์ และคุณจิ๋ม ร่ำรวยมากแล้ว
รวย! เพราะไม่ได้มีมากมาย แต่มีมากพอ
(จาก G2K เนี่ยละค่ะ รู้สึกจะมาจากอ โอ๋มังคะ)
สวัสดีครับคุณหมอแป๊ะ
สวัสดีวัน Deepavali ครับพี่โอ๋
สิ่งหนึ่งที่ให้โดยตามใจก็คือหนังสือครับ ฮ่า ฮ่า
เรื่องการให้เวลาครอบครัวนี่ผมพยายามสื่อสารกับคนอื่นอยู่เรื่อยๆ แต่ก็นั่นแหละครับ มันเป็นปัจจัยที่สำคัญของเขาไปแล้ว บางทีก็ไม่ได้ช่วยอะไร
อ.หน่อยครับ
อาจารย์จ๊าบมาก (รูปใหม่นะครับ)
เดือนหน้าได้เจอกันแน่นอนครับ
เดี๋ยวขอยืมไปใช้หน่อยนะครับ "มีมากพอ" ชอบคำนี้จริงๆเลย
พี่สะมะครับ
วันอาทิตย์หน้านี้ได้ฤกษ์เดินทางแล้วครับ