ผมเพิ่งมีโอกาสได้เจอหน้าลูกชายทั้งสองคนในช่วงเย็นย่ำค่ำมืดของเมื่อวาน ..
น้องแดนส่งเสียงใสมาก่อนประตูถูกผลักให้เปิดว่า “แดนคิดฮอดพ่อ” ขณะที่น้องดินดูจะเขินอายอยู่ไม่น้อย แต่ทั้งสองค่อย ๆ โผเข้าสู่อ้อมกอดอันอิดโรยของผม ขณะที่ผมกลับมีน้ำตารินหยาดอยู่อย่างลึกเร้น

น้องแดนไทไปอยู่กับคุณปู่และคุณย่าตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม และวกกลับมาให้ผมได้ชื่นใจอีกครั้งในการฉลองวันเกิดย้อนหลัง จากนั้นก็พ่วงเอาพี่ชายกลับบ้านไปด้วยอย่างหน้าตาเฉย

การกลับไปอยู่ที่บ้านน่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดสำหรับลูก เพราะช่วงนี้ผมไม่มีวันเวลาแห่งชีวิตให้กับพวกเขาเลยก็ว่าได้ ผมมีราชการยาวยืดต่อเนื่องกันอย่างไม่ว่างวัน ทั้งไปอุดรก็ร่วมสัปดาห์ ตระเวนค่ายก็มีไม่น้อย ซ้ำร้ายก็ลงใต้ล่วงเข้ามาเลเซียอีกคันรบใหญ่
เรียกได้ว่าพักนี้ชีพจรลงเท้าอย่างน่าหนักหน่วง .. และเริ่มรู้แจ้งเห็นชัดแล้วว่า ผมนำเอาวันเวลาของอนาคตมาใช้กับวันนี้เกินความจำเป็นเสียแล้ว
วันนี้, ผมให้สัญญากลับตัวเองว่าจะพักผ่อนให้มากที่สุด ปิดมือถือ นอนพัก (แต่ไม่หลับ) หัวจิตหัวใจคิดโน่น คิดนี่ไปตามประสา “คนไม่นิ่ง” ...
ผมรื้อค้นกองหนังสือหลายเล่มมาอ่าน แต่ทุกเล่มก็ดูไม่น่าอ่านเอาเสียเลย จนท้ายที่สุดก็หันเหไปรื้อคนไฟล์ภาพเก่า ๆ ในคอมพิวเตอร์ออกมาดู จึงพลอยให้ชีวิตดูจะมีรอยยิ้มขึ้นมาบ้าง
ไฟล์ภาพจำนวนมากถูกเปิดขึ้นมาอย่างมีชีวิต
ครั้งหนึ่ง - ผมไม่รู้จะจัดการกับชีวิตส่วนตัวและการงานอย่างไรดี ผมตัดสินใจนำพาลูกชายทั้งสองติดรถลงพื้นที่ไปกับผม ทิ้งให้เพื่อนชีวิตจัดการกับการงานในห้องหับอย่างเต็มที่ แต่ระยะทางแห่งการเดินทางครั้งนั้นไปกลับก็ร่วม 300 กิโลเมตรเลยทีเดียว
ผมอดสงสารลูกไม่ได้ ...
ช่วงนั้นผมไม่ค่อยมีวันหยุดที่จะอยู่ร่วมกับเขาเลย เราแทบไม่ได้ดูละครจักร ๆ วงศ์ ๆ ร่วมกัน ลูก ๆ นอนดึกเพราะมัวแต่วิ่งเล่นอยู่ในเวทีแห่งการงานของผม เช่นเดียวกับครั้งนั้น ทันทีที่พวกเขาขึ้นไปนั่งบนรถ ไม่นานนักต่างคนต่างก็หลับฝันไปในชั่วพริบตา
แต่พอถึงจุดหมาย พวกเขาก็ตื่นขึ้นมาอย่างร่าเริง - พวกเขาวิ่งเล่นอยู่ตามลานหญ้าอันเขียวงาม และร่มรื่นด้วยต้นไม้น้อยใหญ่จำนวนมาก
ผมพยายามบอกกับลูก ๆ ว่าสถานที่แห่งนี้มีความหมายต่อการเป็น “ลูกอีสาน” อย่างแท้จริง
ผมชี้ให้เขาดูบ้านอีสานหลังใหญ่ (น้องแดนเรียกว่า “เถียงนาหลังใหญ่) ชี้ให้ดูรูปปั้นชาวนาที่กำลังทอดแห ...ชี้ให้ดูเกวียนโบราณและเรืออันเก่าแก่ที่ถูกแทนที่ด้วยเครื่องยนต์อันทรงพลัง
นอกจากนี้ ผมยังชี้เขาดูอุปกรณ์ทำนาต่าง ๆ ที่วางเกลื่อนอยู่ใต้ถุนสูงของบ้านหลังใหญ่ รวมถึงคอกควายที่จำลองขึ้นมาอย่างน่าจับต้อง


สิ่งเหล่านี้เป็นภาพชีวิตที่ไม่เคยแห้งหายไปจากตัวผม ...
ผมเติบโต สัมผัสและพบเห็นสิ่งเหล่านี้มาตั้งแต่เด็ก ใต้ถุนบ้านของตนเองก็เคยอัดแน่นไปด้วยวัวและควายหลายสิบตัว ครั้นหน้าฝนกลิ่นสาปแห่งวัวควายโชยคลุ้งขึ้นตัวบ้าน คืนไหนฝนตกหนักใต้ถุนบ้านก็เฉิ่มแฉะไปด้วยมูลวัวและควาย
ครั้นหน้าหนาวเราสุมไฟไล่ยุงให้กับพวกเขา ควันไฟทั้งปวงก็โชยขึ้นตัวบ้าน ทำเอาผมแสบตาไม่เป็นอันนอนมานักต่อนัก
สิ่งเหล่านี้ผมสาธยายให้ลูก ๆ รับฟังโดยลืมไปว่าพวกเขาจะรู้รักและเข้าใจเรื่องราวเหล่านั้นหรือไม่ แต่ทั้งสองคนก็มีปฏิกิริยาตอบสนองอยู่เป็นระยะ ๆ อย่างน้อยก็บอกกับผมว่า “อยู่บ้านพ่อปู่กะมีคือกัน..”

วันนั้น, ผมจำได้ชัดเจนว่า ทั้งน้องดินและน้องแดนมีความสุขกับการได้ท่องเล่นในบริบทของความเป็นอีสานนั้นอย่างมหาศาล ทั้งสองถามโน่น ถามนี่ และรบเร้าให้ผมพาไปดูชมสิ่งต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าจุกของผมนั้นมักจะวนเวียนอยู่ใกล้ ๆ กับคอกควายที่จำลองไว้อย่างไม่ลดละ ทั้ง ๆ ที่ผมและพี่ชายก็ย้ำนักย้ำหนาว่าเขาห้ามมิให้แตะต้องและเข้าไปสัมผัส ...
และนี่คือส่วนหนึ่งของการสนทนาที่ผมพอจะจำได้บ้าง
“ดิน ... แดนอยากขี่ ควายโตที่อยู่ในคอกนั่นโว้ย”
“ขี่บ่ได้ มันบ่แมนควายอีหลี เพิ่น บ่ ให้เข้าไปเล่น ฮู้จัก บ่”
“ฮู้จักอยู่ เจ้าของเพิ่น บ่ เห็นดอก”
“ขี่ บ่ ได้ ..เพิ่นห้าม “
“บ่ฮู้ล่ะ แดนสิเข้าคอก .. ให้แดนเป็นควายกะได้”
“ซังน้องแดนเว้ย เว้า บ่ ฮู้เรื่อง..”
“กะซาง แดนอยากขี่ควาย แดนอยากเข้าคอก”
“มันขี่ บ่ ได้ ... แดนนี่เว้าบ่ฮู้เรื่องเลย”
นั่นคือ การสนทนาอย่างไม่รู้จบของสองหนุ่ม แต่สุดท้ายน้องแดนก็แอบหลบเข้าไปในคอกนั้นจริง ๆ ทำเอาผมกับพี่ชายต้องตามเข้าไปจับกันจ้าละหวั่น มิหนำซ้ำยังมาบังคับให้ผมเป็นควายให้ขี่อีกหลายตลบ ...
อีกไม่นานเขาสองคนจะกลับจากโรงเรียน ถึงแม้จะยังเพลีย ๆ และปวดหลังอยู่อย่างหนักหน่วง ผมก็พร้อมแล้วที่จะพาเขาทั้งสองวิ่งเล่นอีกครั้ง และพร้อมที่จะเป็นช้างให้เจ้าจุกได้ขี่หลังอีกครั้ง หลังจากที่ห่างหายมาแสนนาน
สวัสดีค่ะอาจารยื ครอบครัวที่มีสายใยรักอบอุ่น ติดดิน แม้อาจารย์จะมีภารกิจการงานแทบไม่มีเวลาให้น้องทั้งสอง แต่เมื่อใดที่ได้มีโอกาสใช้เวลาด้วยกัน ช่วงนั้นคือเวลาคุณภาพ ประทับใจในความรักที่อาจารย์มีต่อลูกจังค่ะ
สวัสดีครับ อ.แผ่นดิน
สวัสดีครับ อ.แผ่นดิน
แม้ลูกจะรู้สึกเหงาเมื่อไม่ได้เจอพ่อ แต่พอได้กลับมาอยู่ร่วมกันชีวิตเขามีความหมายมาก ผมว่าผมเข้าใจความรู้สึกนะ เพราะเมื่อผมอายุ ๑๑ ขวบต้องขึ้นไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพ พ่อไปส่งเสร็จแล้วพ่อกลับ เพียงแค่จากพ่อวันเดียวผมรู้สึกเหงามากๆ ทั้งๆที่มีที่กินที่เที่ยวเยอะแยะ แต่มันเหงา...
ผมก็ไม่เคยขี่ควาย ถ้าได้ลองคงน่าสนุกนะ..หรือควายมันจะไม่สนุกถ้าเจอน้ำหนักเกือบร้อยโลอย่างผม อิอิ
บ้านเรือนไทย สวยและน่าอยู่มากครับ
ผ่านมาด้วยความบังเอิญ เห็นภาพแล้วสุขใจในชีวิตครอบครัวที่คล้าย ๆ กัน จนผมต้องมองย้อนอดีตไปในช่วงปี 2534 - 2538 กับการใช้ชีวิตในตักศิลานคร ที่มาศึกษาต่อมศว.มหาสารคาม จนจบมมส.รุ่น 1 ขอบคุณทุกภาพและทุกเรื่องราว ที่ทำให้ผมมีพลังใจเพิ่มในการทำงานต่อไปในยามที่รู้สึกว่างเปล่าในชีวิต
โน่ จามรี 5
สวัสดีครับ
มาอ่านแล้วก็ชอบจังเลย
ภาพน่ารักมาก แต่ละคนหัวกลมเหมือนลูกกระสุนหนังสติ๊ก
เอ หล่อเหมือนใครครับ ;)
ความสุข....ที่ถวิลหา
............................
เหมือนไม่ได้ดังใจ
..........................
แต่ใครบ้างเล่าจะรู้ว่าอยู่เคียงข้าง
........................
ความอ้างว้าง....ตามกาลเวลา
.......................
ผ่านมา.....ผ่านไป
........................
ซึมซับ..ทุกอณูของการรับรู้
.......................
วางงาน....ปิ๊กบ้าน....ผ่องเด้อ
.......................
อุ่นนั้นไซร้.....อยู่ข้าง "ใจ" เรา
สวัสดีค่ะ
มาเยี่ยมค่ะ หายไปนาน คิดถึงหลานๆด้วย ช่างพูดจัง น่ารักค่ะ...
น่ารักจัง
ทั้งภาพ รูปลักษณ์ ของหนุ่มน้อยทั้งสอง
และวิธีพูดจา ดูแลเอาใจใส่กัน
คิดถึงโชเฟอร์ ที่ขับรถให้เมื่อไปประชุมที่เชียงใหม่ พอเขารู้ว่าพี่เป็นหมอ เด็ก
เขาถามว่า หมอครับ
เราลี้ยงลูกอย่างไรดี ให้มันรักกัน ไม่ให้มันตีกัน
ของผมเริ่มเป็นหนุ่ม ลูกชายทั้ง สองคน
มันยังชกกัน ทะเลาะกันอยู่เลย
ตอบยากนะคะ
อยากเอารูป เอาเรื่องราวของ ครอบครัว อ พนัสนี้เป็นคำตอบ
การเลี้ยงดูเด็กๆ เป็นการลงทุนระยะยาว
ดีใจแทนน้องทั้งสอง
มีคุณแม่ที่ดูแล ความสุขในบ้านและจัดระเบียบ ให้
มีคุณพ่อที่ยุ่งงานก็จริง
แต่ให้เวลาคุณภาพแก่ลูก
เอาใจใส่เรื่องความอบอุ่น และการให้เกียรติกัน
ขอชื่นชมค่ะ
มีโอกาสได้อ่านบทความและเรื่องราวที่คุณเขียนอยู่หลายเรื่องเหมือนกันคะ แต่เมื่อได้มาอ่านเรื่องนี้บอกได้เลยว่าชอบมากคะ เพราะแค่ชื่อเรื่องก็ดึงดูดแล้วคะ อ่านแล้วสบายใจ และยิ้มได้...ความไร้เดียงสาของเด็กช่างน่าเอ็นดู......ดีใจด้วยนะคะที่คุณมีครอบครัวที่อบอุ่น...และชอบลักษณะการเลี้ยงลูกแบบคุณมากคะ...เลี้ยงให้เค้าเป็นธรรมชาติ ติดดิน ได้รู้ได้เห็นและเข้าใจบ้านเกิดของเค้า...มันคือส่วนหนึ่งที่จะทำให้เค้ารักและผูกพันกับที่แห่งนั้น...อีกอย่างหลายเรื่องราวที่คุณถ่ายทอดให้ลูกคุณ ณ วันนี้เค้ายังเด็กและอาจไม่เข้าใจในหลาย ๆ อย่าง แต่คุณเชื่อมั๊ยคะสักวันเมื่อเค้าโตเป็นผู้ใหญ่..หลากหลายเรื่องราวเหล่านั้นมันจะย้อนกลับมาเป็นวันวานที่แสนหวาน และเค้าจะรู้เรื่องราวที่คุณเล่าอย่างน่าอัศจรรย์....ที่ฉันเชื่ออย่างนี้เพราะฉันมองจากตัวเองนะคะ....เพราะตั้งแต่ฉันยังเด็ก ยายของฉันจะเล่าเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นในอดีตให้ฉันฟัง...แน่ละมีทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดี...แต่นั่นก็ทำให้ฉันได้รู้อะไรมากมาย..รู้จักคนเยอะขึ้น และรู้จักที่จะอดทนกับอะไรหลายๆ อย่างเพราะที่ผ่านมาบรรพบุรุษได้ทำอะไรไว้ให้เรามากมาย....ยายเล่าถึงความลำบากในการทำนา ทำสวน....ต้องบุกเบิกด้วยตนเองสองตายาย พร้อมจอบเสียม มีสัตว์ร้ายนานาชนิดแต่ต้องทำ....และอะไรอีกมากมาย...ที่ท่านเล่า และแล้วเมื่อวันนี้ที่ท่านจากไปอย่างไม่มีวันกลับ...เสียงและเรื่องราวเหล่านั้นยังคงอยู่กับฉัน...และอย่างน้อยที่สุดทำให้ฉันคิดว่าที่ดินผืนนั้นที่มีค่ายิ่ง...ไม่ได้มีค่าเพียงมรดกที่ฉันจะได้รับ...แต่มันคือสิ่งวิเศษสุดที่ทำให้ฉันได้คิดถึงมันอีก และคิดได้เพียงอย่างเดียวว่าไม่ว่าวันหน้าจะเกิดอะไรขึ้นฉันจะรักษาที่ดินผืนนั้นไว้ด้วยชีวิต......
.......................เห็นมั๊ยคะเรื่องราวของคุณที่ถ่ายทอดให้น้องทั้งสองคนรับรู้มันจะไม่สูญเปล่าเมื่อเค้าโตขึ้น....
ป.ล. น้องสองคนชื่อน่ารักมาก ๆ คะ เก๋ดีไม่ซ้ำใคร
สองหนุ่มน้อยของคุณแผ่นดินคุยกันน่ารักจังเลยค่ะ
ขอให้คุณแผ่นดินมีความสุขมากๆเป็นสิบเท่าในวันที่ได้อยู่กับลูกๆนะคะ : )
สวัสดีจ้ะ
หายไปนานเลยนะค่ะ ... จำได้ถึงวันที่นั่งรถกลับจากพิษณุโลก ที่เราไปร่วมงานมหกรรม KM ในระหว่างนั่งรถกลับ น้องดิน แดน โทรถึงคุณแผ่นดิน...พี่ยังจำน้ำเสียงที่คุณแผ่นดินพูดกับลูก สัมผัสได้ถึงความรัก ความห่วงหาทั้งปวงที่คุณแผ่นดินและลูกๆมีให้กันได้...
อยากให้คุณแผ่นดินเขียน ...คุณคือใคร...เพื่อลงใน เฮฮาศาสตร์ เล่มที่ 1 ... น่าจะขอเพิ่มเป็นกรณีพิเศษได้บ้างนะ....