สวัสดีครับทุกท่าน
สบายดีกันไหมครับ คนไทยส่วนใหญ่ของประเทศ คงเคยเรียนรู้การผันเสียงในภาษาไทยกันได้เป็นอย่างดีนะครับ
โทนเสียง หรือระดับเสียงที่ว่านี้คือ
สามัญ
เอก
โท
ตรี
-
จัตวา
พอเราเรียนสูงขึ้นมาอีกหน่อยทำให้เราได้ยินปริญญาต่างๆ ขึ้นมาได้แก่
ปริญญาตรี
ปริญญาโท
-
ปริญญาเอก
ปริญญาจัตวา หายไปไหนหนอ...และคนที่จบปริญญาเอกนั้นไม่ใช่สุดยอดนะครับ เพราะจะต้องศึกษา ปริญญาสามัญด้วย ซึ่งนับว่าเป็นปริญญาที่สุดยอดของคนแล้วนะครับ เหมือนคำกล่าวที่ว่า สูงสุดสู่สามัญ เพราะไม่ใช่เรียนจบแล้วเป็นดาวค้างฟ้า
จะเห็นว่ามีหลายๆ คนมุ่งหน้าเข้าสู่ ปริญญาสามัญ
ปริญญาสามัญนั้นมีคุณสมบัติดังนี้
ใช้ตัวเอง ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมเป็นครูให้กับตัวเอง
ศึกษาตัวเอง ศึกษาใจ ศึกษาธรรมชาติ เข้าถึงใจของตัวเอง เพื่ออยู่ร่วมกับกับธรรมชาติอย่างสามัญ ธรรมดา
แต่ละคนสามารถเข้าถึงปริญญานี้ได้ด้วยตัวเอง มอบให้กับตัวเองได้ ไม่มีข้อแม้ว่าจะต้องจบปริญญาใดๆ มาก่อน ไม่เหมือนกับปริญญาอื่นๆ ในขั้นต่ำกว่านี้ที่จะต้องไต่ตามระดับบันได
ปริญญาสามารถนั้น สามารถเรียนรู้คู่ขนานไปกับปริญญาระดับอื่นๆ ได้ ไม่ต้องจ่ายเงินซื้อความรู้ ไม่ต้องแก่งแย่งกันสอบ หรือสอบเข้ามหาวิทยาลัย เพราะปริญญาสามัญ มีธรรมชาติเป็นห้องเรียน
ปริญญาสามัญ สามาถเรียนรู้ได้ทั้งชีวิตครับ ไม่มีเงื่อนไขใดๆ
ท่านสามารถคิดและเติมกันต่อได้นะครับผม ว่าจะให้ปริญญาสามัญให้กับตัวเองได้อย่างไร แล้วแต่ตัวท่านเองนะครับ
ผมถือว่าปริญญาสามัญนี้ สำคัญกับคนที่จะต้องเรียนรู้ครับ วิชาหลักๆ คือ การเข้าใจตัวเองและธรรมชาติ
ขอขอบคุณมากๆ นะครับ มีความเห็นใดๆ เพิ่มเติม จักเป็นพระคุณยิ่งครับผม
แรงบันดาลใจของบทความนี้ มาจากบทความนี้ครับ 3 หลักสูตรที่ผมไม่มีวันเรียนจบ...ในมหาวิทยาลัยชีวิต...
ของพี่ชาย
นายขำ

ผมเห็นด้วยกับบทความนี้มากครับ อย่างน้อยก็เตือนตัวเอง เตือนกลุ่มที่ลุ่มหลง อัตตาสูง ...มีไม่น้อยที่ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด หรือรอดก็เอาแต่ตัวเอง ใครจะล่มจมช่างมัน...แบบนี้ก็เยอะ..
ปรากฏการณ์วิกฤตการศึกษาในระบบก็บอกเราหลายอย่าง...บอกถึงคุณภาพการศึกษษา บอกถึงวิธีคิดของนักการศึกษา ที่มองไม่ทะลุ ระบบปัญญาของชาติวุ่นวายไปหมด
ความผยองตนนี่เอง เป็นหลุมดำที่คอยดักผู้ที่อัตตา ไม่ยอมรับผู้อื่น..หลายท่านตกในวังวนของวิธีคิดที่มีปัญหา
ปริญญาไหนก็ตาม...ไม่ได้เป็นสิ่งชีบอกว่าคนๆนั้นเปี่ยมด้วยปัญญา อาจมีความรู้มาก แต่ปัญญาไม่เกิดเลยก็มี
ช่วงสองสามวันมีโอกาสได้รับใช้ปราชญ์ ผมได้มีโอกาสได้รับรู้วิธีคิด และวิถีแห่งปัญญาที่ท่านพร่ำบอกผม ...ทำให้ผมได้ข้อคิดได้แรงบันดาลใจที่ยอดเยี่ยม
ปริญญาไหนไม่สำคัญ เท่า "ปริญญาสามัญ" จริงๆ
ของปลอมเกลื่อนเมือง...กรรมของระบบ!!!
สวัสดีค่ะคุณเม้ง
เห็นด้วยค่ะเราจะต้องเรียนรู้จากธรรมชาติ ในการดำเนินชีวิตของเราจะต้องดำเนินชีวิตไปพร้อมกับธรรมชาติค่ะ การเรียนรู้จากธรรมยกตัวอย่างง่าย ๆ เลยนะคะ ณ ตอนนี้ตัวดิฉันยังไม่ทราบชื่อของต้นไม้หลายชนิดเลยค่ะ ( เกี่ยวข้องกับธรรมชาติไหมค่ะเนี้ย )
ขอบคุณเม้งมากค่ะ
สวัสดีน้องชาย
สวัสดีค่ะ
มาขอแสดงความเห็นด้วยกับสิ่งที่คุณเม้งบอก และอยากให้จบกันมากๆ ขณะนี้ เขากำลังจัดข้าราชการเข้าแท่งระบบกัน ใครจบปริญญก็จะมีค่าวิชาชีพ อะไร ต่ออะไรมากมาย ส่วนคนที่ไม่จบ ดีแต่ปฏิบัติงาน ถึงเก่งขนาดไหน ไม่ได้รับความสำคัญเลย ทำให้ช่วงนี้ คนหนุ่มสาวหนีไปเรียนกัน ทิ้งให้คนแก่ทำงานไป จะเรียนก็สายเกินไปเสียแล้ว
น่าคิดครับ ปริญญาสามัญ เอก โท ตรี จัตวา ผมเดาๆ ว่า อีกหน่อย คงจะมีระดับปริญญาเพิ่มนะครับ เพราะตอนนี้มีคนจบปริญญาเอกเยอะแยะเลย
เห็นด้วยครับ
มีความรู้ท่วมหัว แต่เอาตัวไม่รอด ถ้าไม่รู้จักเรียนรู้เรื่องตัวเอง หรือไม่มีปริญญาสามัญมาไว้ในหัวซะบ้าง
</ul>
</ul>
</ul>
</ul>
</ul>
</ul>
Hi,
From Hue, Vietnam. I will come back to Mukdahan tomorow.
Dear P'Bang Trai,
Wowow, thank you very much for greeting me from Vietnam, have a good trip back to Dongluang. Krap.
Kind regards,
Meng
พี่ตามเข้ามาอ่านถึงกับอึ้งเลย...
น้องเม้งของพี่(ที่แฟนคลับเยอะที่สุดในG2K...อิอิ)ยังคงความเป็นปราชญ์อัจฉริยะรุ่นใหม่ที่ทำใหม่พี่ลำคอตีบตันได้อยู่เสมอ...
ที่จริงต้องขอบคุณมหาชีวาลัยของท่านครูบาสุทธินันท์ ที่สร้างวาทกรรมให้ซึมซับเข้าสู่เส้นสายระบบวิธีคิดของพวกเรา...
การต่อยอดความคิดของน้องเม้งคือกุศลกรรมที่ควรค่าแห่งการนำสืบทอดต่อไปจริง ๆ....
ข้อคิดที่ดีครับ
ปริญญาเอก ผมไม่รู้ว่าแปลว่าอะไร
อาจเป็น "ปริญญา" ระดับชั้นหนึ่งมั้งครับ
แต่ถ้าเป็นแค่นั้น ก็เป็นเชิงเปรียบเทียบเท่านั้น ไม่มีความหมายในตัวเอง
ผมจึงไม่สะดวกใจที่จะพูดถึง คำนี้
แต่ถ้าจะใช้คำว่า "ดุษฎีบัณฑิต" น่าจะสื่อมากกว่า ว่า
เป็นใบรับรองว่าเป็นปริญญาขั้นมองทุกอย่างทะลุปรุโปร่ง (ดุษฎี)
แต่ผมว่า ภาษาอังกฤษ อาจจะชัดเจนกว่า
Doctor of Phylosophy
(หมอแห่งปรัชญา)
หมอ แปลว่า ผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ
ปรัชญา คือ ความรู้ สัจจธรรม
ดังนั้น
หมอแห่งปรัชญา จึงน่าจะ เป็นผู้รู้ และมีปรัชญา ที่ใช้งานได้จริง
นั่น น่าจะเป็นปริญญาขั้นสูงสุด ที่ควรจะเป็น ที่อยู่ในระบบ
(ไม่รวมถึง คนที่จบมาแบบไม่เข้ามาตรฐานที่ว่ามา)
แล้ว สูงกว่านั้น ควรจะมีไหม
ในโลกแห่งความเป็นจริง ผมว่า
ระดับปริญญา เสมือนหนึ่งเป็นช่วงของ visible light เท่านั้น
แต่ ในธรรมชาติ น่าจะกว้างไกลกว่านั้นมากมาย
ปริญญาสามัญ ที่ควรจะมีจึงน่าจะมี เหมือนเป็น
Non visible wavelength
แต่ผมก็เห็นด้วยในหลักการ
แต่ทางปฏิบัติ ยังนึกไม่ออกครับ
</ul>
Doctor of Phylosophy
(หมอแห่งปรัชญา)
หมอ แปลว่า ผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ
ปรัชญา คือ ความรู้ สัจจธรรม
ระดับปริญญา เสมือนหนึ่งเป็นช่วงของ visible light เท่านั้น
แต่ ในธรรมชาติ น่าจะกว้างไกลกว่านั้นมากมาย
ปริญญาสามัญ ที่ควรจะมีจึงน่าจะมี เหมือนเป็น
Non visible wavelength
</ul><p>แต่ผมก็เห็นด้วยในหลักการ</p><p>แต่ทางปฏิบัติ ยังนึกไม่ออกครับ</p><p>สำหรับในทางปฏิบัตินั้น ผมขอไม่อธิบายดีกว่านะครับ แต่จะขอยกคำกล่าวของพระราชบิดามาแล้วกันนะครับ ผมว่าสื่ออะไรได้เยอะมากเลยครับ</p><ol>
“I don't want you to be only a doctor, but I also want you to be a man”
</ol><p>เป็นแนวทางหนึ่งสำหรับการปฏิบัติได้เลยนะครับ เพราะว่าประโยคที่หนึ่งนั้น บอกความเป็นประโยชน์ว่าคือส่วนใด และประโยคที่สองจะกำกับให้เรารู้สึกคำว่า ปริญญาสามัญ</p><p>ขอบพระคุณท่านอาจารย์แสวงมากๆ นะครับ </p>
</ul>