รัช
อาจารย์ รัชดา เชาวน์เสฏฐกุล

รัช


อาจารย์
โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
Username
rach-da
สมาชิกเลขที่
27802
เป็นสมาชิกเมื่อ
เข้าระบบเมื่อ
-
(ไม่มีตั้งแต่ พ.ศ. 2564)
ประวัติย่อ

     บ้านเกิดของฉันอยู่ที่ด้ามขวานของประเทศไทย ในท้องถิ่นที่กล่าวว่า ชาวเมืองนี้ใจกว้าง สร้างแต่ความดี หรือบางคนบอกว่าจังหวัดนายก แต่ฉันชอบที่จะบอกว่าเป็นเมืองเค้กอร่อย และหมูย่างขึ้นชื่อมากกว่าค่ะ

     ฉันอาศัยอยู่ในครอบครัวที่อบอุ่น มีคุณพ่อเป็นคนมองโลกในแง่ดี ยิ้มอารมณ์ดีอยู่เสมอ มีคุณแม่เป็นคนเก่ง(ในสายตาของฉัน) ทำกับข้าวอร่อย ฝีมือทำขนมนี้เป็นที่หนึ่ง เป็นนักจัดการที่ยอดเยี่ยม ไม่กลัวความเหน็ดเหนื่อย ไม่กลัวความเจ็บ มีความอดทนเป็นยอด เวลาเจ็บนิดเจ็บหน่อยจะไม่พูดไม่แสดงอาการ จะบอกลูกๆเมื่อทนไม่ไหวหรือเจ็บมากแล้วจริงๆ ทั้งพ่อทั้งแม่ไม่เป็นคนพูดมาก และไม่ขี้บ่น มีแนวคิดในการทำงานเป็นของตัวเองแต่ไม่ค่อยแสดงออก เรียกว่าทำมากกว่าพูด พอมาดูๆแล้วฉันก็ได้นิสัยหลายอย่างมาจากท่านทั้งสองเต็มๆโดยไม่รู้ตัว

    ชีวิตวัยเด็กมีความสุขสะดวกสบายอยู่ในจังหวัดบ้านเกิด ด้วยเป็นน้องคนเล็กของบ้านจากทั้งหมดหกคน เลยค่อนข้างสบาย แต่...แต่... ไม่ใช่คุณหนูอย่างที่คิด คุณแม่ให้ช่วยทำงานบ้านทุกอย่าง มีแบ่งเวรกับพี่สาวด้วยว่าใครต้องทำอะไร  ต้องแบ่งกันว่าวันนี้พี่ล้างจานแล้ววันรุ่งขึ้นน้องต้องช่วย หรือวันนี้พี่หุงข้าวแล้วน้องต้องล้างจาน พี่คนอื่นกวาดบ้านเป็นต้น แล้วบ้านนี้ทานข้าวด้วยกันทุกวันนะคะ คุณพ่อชอบที่จะให้ทุกคนทานข้าวพร้อมกัน ที่บ้านมีธรรมเนียมอยู่ว่าเวลาทานข้าวต้องมีคนคอยดูแลเอาใจใส่เรื่องอาหารการกินของคุณพ่อตลอด ต้องตักข้าวใส่จานให้พ่อพร้อมช้อนส้อมประจำตัวท่านและที่นั่งตรงเก้าอี้ตัวยาวที่สุด (ที่บ้านมีโต๊ะทานข้าวแบบจีน คือโต๊ะสี่เหลี่ยมจัตุรัส เก้าอี้เป็นเก้าอี้หัวล้านธรรมดารอบๆโต๊ะ แต่จะมีด้านหนึ่งที่มีเก้าอี้ตัวยาววางอยู่ ซึ่งคือที่นั่งประจำของคุณพ่อ) ทุกคนรู้หน้าที่กันดีว่าต้องเสริฟคุณพ่อด้วยข้าวร้อนๆเสมอ และต้องไม่ใช่ข้าวค้างคืนที่เหลือจากมื้อเมื่อเย็นวานด้วยนะ ต้องเป็นข้าวที่หุงใหม่มื้อนั้น โดยเฉพาะมื้อเช้า ส่วนมื้ออื่นไม่เป็นไร ทานไม่หมดก็จำเป็นต้องทาน แต่ส่วนใหญ่ที่บ้านหุงข้าวอย่างมากไม่เกินสองมื้อค่ะ ถ้ามื้อเย็นก็ต้องดูละว่ามีคนมาทานข้าวกี่คน ทานมาจากที่อื่นบ้างหรือไม่ ก็ประมาณการเพื่อไม่ให้ข้าวเหลือมากเกินไป (ถ้าเหลือมากคนบ่นคือ พ่อ) แล้วยังมีกาน้ำชาที่คุณพ่อดื่มเป็นประจำเป็นประจำ ทุกมื้อทุกวัน ทุกครั้งที่ดื่มน้ำ ท่านจะดื่มน้ำชา ท่านไม่ทานน้ำเย็นค่ะ คือน้ำอุ่นเย็นน่ะทานได้ แต่น้ำในตู้เย็นท่านไม่เคยแตะ อย่าว่าแต่จะทานน้ำในตู้เย็นเลยท่านไม่เคยเปิดตู้เย็นเลยด้วยซ้ำ (ก็หน้าที่ทำกับข้าวคือแม่และลูกสาว ส่วนท่านจะมายุ่งกับการเก็บข้าวของในตู้เย็นไปทำไม จริงไหมคะ) แต่ท่านกินไอติมนะ ไม่ใช่ว่าไม่ทานของเย็นเอาซะเลย ท่านเลือกทานแต่ของที่มีประโยชน์มากกว่าค่ะ ไอติมนี่ซื้อกินกะลูกๆ บางทีกินกันทั้งบ้านเลย  

    ช่วงที่เรียนหนังสือชั้นประถมก็เรียนเหมือนเด็กๆทั่วไปที่มักไปโรงเรียนในเมืองที่ดูหรูกว่าโรงเรียนเทศบาลใกล้บ้านนิดหน่อย ทั้งๆที่บ้านไม่ได้อยู่ในเขตตัวเมืองนะ ออกมานอกตัวเมืองสักประมาณ 2-3 กิโลเมตร(สมัยก่อนแลดูไกล แต่เดี๋ยวนี้เมืองขยายเลยดูแล้วไม่ไกลเมือง) อันนี้นับว่าเป็นวิสัยทัศน์ของคุณพ่อที่ให้ฉันเรียนโรงเรียนนี้ เพราะมีเพื่อนดีและที่สำคัญเป็นโรงเรียนที่มีอยู่ในทุกๆจังหวัดด้วย แสนจะภูมิใจค่ะ ก็โรงเรียนอนุบาลดอกบัวยังไงล่ะคะ จำได้ว่าตอนเด็กๆมากๆช่วงอนุบาลหนึ่งถึงอนุบาลสอง คุณพ่อยังไม่ซื้อรถ ท่านก็ปั่นจักรยานไปส่งฉันที่โรงเรียนทุกเช้า รอจนฉันสวัสดีคุณครูที่หน้าประตูโรงเรียนแล้วท่านจึงไปทำงาน ไม่น่าเชื่อว่าเวลานั้นมันผ่านมาสามสิบกว่าปีแล้วแต่ภาพความทรงจำยังประทับอยู่ในใจไม่รู้ลืม

    พอมาในช่วงมัธยมคุณพ่อก็บอกว่าให้ไปสอบที่โรงเรียนนี้นะ เป็นโรงเรียนเอกชนที่ดีที่สุดในจังหวัด เด็กๆที่เรียนที่นี่เรียบร้อยมากๆ ขอย้ำว่ามากจริงๆ ไปดูตอนนี้ก็ยังนับว่ามากที่สุดในจังหวัดอยู่เช่นเดิม แม้ว่าบางอย่างอาจเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยบ้าง แต่เจ้าของยังเป็นคนเดิม และมีลูกหลานมารับช่วงต่อดูแลกิจการต่อไป กลับมาที่การเข้าเรียนที่โรงเรียนนี้ก็นับว่าเป็นวิสัยทัศน์ของคุณพ่ออีกหรือเปล่าก็ไม่รู้ ทั้งๆที่เป็นโรงเรียนประจำจังหวัดก็ไม่ใช่ เป็นโรงเรียนรัฐบาลก็ไม่ใช่อีก ค่าเทอมก็ไม่ถูกเหมือนโรงเรียนประจำจังหวัด(แต่ไม่แพง) แต่ที่ได้เรียนก็เพราะเพื่อนที่ทำงานคุณพ่อชวนมาให้สมัคร พอดีกับที่ลูกของเค้าเรียนอยู่ชั้นเดียวกันเลยอยากให้มาอยู่ที่เดียวกัน ก็เท่านั้น(ฮา) แถมเพื่อนๆจากโรงเรียนประถมมาสอบพร้อมกันแค่คนเดียว คือมากันแค่สองคนเท่านั้น แต่สอบติดทั้งสองคนนะ คนอื่นๆไปเรียนที่โรงเรียนหญิงและโรงเรียนชายประจำจังหวัดกันหมด

    แม้ว่าจะเป็นโรงเรียนเล็ก สมัยนั้นมีชั้นมัธยมต้น ชั้นละสามห้อง ชั้นมัธยมปลายชั้นละสองห้อง(ถ้าจำไม่ผิด (เอ้อ..รู้สึกว่าแก่ก็ตอนนี้แหละ)) ดูเหมือนจะมีนักเรียนน้อยนะคะ แต่ไม่น้อยเลยค่ะ เพราะมีนักเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาลหนึ่งถึงมัธยมหกเลยทีเดียว (น่าทึ่งมาก) ดังนั้นในวันเปิดภาคเรียนใหม่ยังจำได้ว่ามีน้องตัวเล็กร้องไห้กันระงมทีเดียว พวกเรารุ่นพี่(แก่ๆ)มัธยมปลายจึงมีหน้าที่(ที่ครูไม่ต้องใช้)มาปลอบน้องและเล่นกับน้องๆตัวเล็กเป็นประจำ พี่ๆแต่ละคนจึงมีน้องตัวเล็กๆประจำตัวกันทุกคน(ตามประสาคนแก่เอ็นดูเด็ก) ยิ่งช่วงพักเบรคสิบนาทีทานน้ำเข้าห้องน้ำก้แว้บไปแระไปดูน้องค่ะหาเพื่อนที่ไหนไม่เจอ ก็มาพบได้ที่ห้องเรียนอนุบาลค่ะ แต่พอโตหน่อยก็ไม่ได้ดูแลแล้ว(หลอกน้องไม่สำเร็จแล้ว) อ้อยังมีอีกที่ที่ไม่พูดไม่ได้ค่ะ คือห้องนอนกลางวันของเด็กๆ ที่นั่นเขาไม่ได้ให้เด็กอนุบาลนอนในห้องเรียนเหมือนที่อื่นนะคะ จะมีส่วนหนึ่งของชั้นสองของอาคารรูปตัวยู เป็นอาคารกึ่งไม้ รู้สึกว่าด้านล่างก่ออิฐถือปูนแต่ที่ชั้นสองเป็นอาคารไม้ค่ะ อาคารไม้นี่ดีนะคะ เพราะคราใดที่ท่านอาจารย์ใหญ่เดินมาล่ะก็ทั่วทั้งตึกจะได้รับรู้ร่วมกันว่าท่านมาแล้ว(ท่านใหญ่จริงๆค่ะ) เอ้า กลับมาพูดถึงห้องนอนเด็กๆที่พวกเด็กประถมชอบนัก(อย่าลืมว่าที่นี่มีอนุบาล ประถม และมัธยม) ห้องนอนที่นี่เป็นห้องนอนรวม เด็กอนุบาลสองต้องมานอนรวมกันที่นี่(อนุบาลหนึ่งต้องดูแลใกล้ชิดกว่า ให้นอนที่ห้องเรียน พร้อมคุณครูห้องละสองคน) แล้วที่เด็กๆประถมชอบคือเป็นเตียงสองชั้นค่ะ (มีเด็กประถมที่ไหนไม่ชอบเตียงสองชั้นบ้างยกมือขึ้น) ติดกันเป็นแถวยาวนอนได้หลายคน ประมาณร้อยนิดๆเห็นจะได้ และอีกค่ะ พื้นไม้ เตียงก็ต้องเป็นไม้สิคะ แข็งแรงดีค่ะ เค้าคงรู้ว่าต้องทำให้แข็งแรงเผื่อเด็กโตๆไปนอนพักที่โรงเรียนละกระมัง  (เค้าบอกว่าประวัติย่อ นี่ย่อแล้วยังเนี่ย)

     ยังอยากพูดถึงโรงเรียนนี้อีกสักหน่อย คือประทับใจค่ะ ชอบกฏระเบียบของโรงเรียนนี้มาก (ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใครมีค่ะขอบอก) อะไรหรือคะ ก็...เด็กผู้หญิงต้องนุ่งกระโปรง ห้ามนุ่งกางเกงเด็ดขาด! ส่วนเด็กผู้ชายรึ ก็ไม่น้อยหน้าไม่ใช่ห้ามนุ่งกางเกงนะคะ แต่.. แต่.. ห้ามนุ่งกางเกงขายาวค่ะ เอากะเขาสิ ยังมีอีก นักเรียนทุกคนห้ามขับขี่มอเตอร์ไซต์เป็นอันขาด มิฉะนั้นแล้วถ้ามีอาจารย์ท่านใดเห็น หรือมีคนมาบอกจะโดนตีหน้าเสาธงไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง แล้วตีจริงนะคะ ไม่ใช่พูดเล่น ไม่เชื่อไปดูตอนนี้ยังมีค่ะ สงสัยใช่มั้ยคะว่าจะมาโรงเรียนยังไง ก็พ่อมาส่งยังไงล่ะคะ แล้วก็นั่งรถโดยสารมาเองค่ะ(มัธยมปลาย) ที่นี่มีเรื่องราวประทับใจเยอะ แยะต้องสงวนเนื้อที่ไว้แค่นี้ก่อน

     มาพูดเรื่องเรียนมหาลัยกันบ้าง อยู่ ม.6 สอบเอ็นท์ตรง มอ.ติดคณะศึกษาศาสตร์ วิชาเอกคณิตศาสตร์ค่ะ ชอบแล้วค่ะ ไม่ไปสอบที่อื่นเลย ด้วยความขี้เกียจอ่านหนังสือเพิ่มและที่สำคัญคือว่าสอนพิเศษตังค์เยอะดี แต่มีลึกกว่านั้นคือชอบครูสอนคณิตที่โรงเรียนค่ะสอนเก่ง สอนแล้วเข้าใจ เลยเลือกสาขานี้ พอตอนจบก็ได้สอนพิเศษอยู่บ้างแต่ชีวิตก็พลิกผันได้สอนพิเศษไม่นานก็พบว่ามันไม่ใช่ตัวเรา

    เรียนจบศึกษาศาสตร์ก็ต้องสอบบรรจุสิคะ สอบได้ที่หนึ่งของเขตค่ะ ปลื้มมาก ได้เลือกโรงเรียนก่อนเพื่อนเลย เป็นโรงเรียนมัธยมในต่างอำเภอไม่ไกลจากที่บ้านมากนักค่ะ สอนได้สองปี ก็เปลี่ยนมาสอนที่โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ที่ทำงานปัจจุบันนี่ล่ะค่ะ สอนได้สองปีลาไปศึกษาต่อสาขาสถิติประยุกต์ที่นิด้าค่ะ อีกนั่นแหละเรียนสาขานี้เพราะอาจารย์พี่เลี้ยงตอนฝึกสอนจบที่นี่ค่ะ (อ้อ ฝึกสอนที่สาธิตนี้ล่ะค่ะ) เรียกว่าไปเรียนด้วยแรงบันดาลใจจากคนอื่นทุกที เรียนสองปีพอดีเป๊ะกลับมารายงานตัวกลับเข้าทำงานวันเดิมค่ะ ทำงานไป หาประสบการณ์ไป ด้วยการสอนพิเศษบ้าง เป็นอาจารย์หอพักนักศึกษาบ้าง ช่วยงานรับปริญญาบ้าง(เมื่อก่อนที่มอ.ปัตตานีจัดงานรับปริญญาสลับกับวิทยาเขตหาดใหญ่ค่ะ) ช่วยทุกงานที่ทำได้ ทั้งที่โรงเรียนสาธิตฯ และที่คณะศึกษาศาสตร์ ด้วยความที่ว่าตอนเป็นนักศึกษาที่นี่นั้นทำงานองค์การบริหารองค์การนักศึกษาค่ะ อยู่ชมรม อยู่ค่ายเป็นนักกิจกรรมของวิทยาเขต ฝ่ายกิจการมีโครงการอะไร ฉันเข้าร่วมหมดเลย สนุกดี ชอบค่ะเลยได้ประสบการณ์การทำกิจกรรมตั้งแต่นั้นมา ส่งผลให้คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ท่านหนึ่งเลือกมาเป็นรองคณบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษาและปีต่อมาแถมพ่วงด้วยฝึกประสบการณ์วิชาชีพอีกหนึ่งงาน รวมเป็นสองงานอยู่ที่ฉันคนเดียว กับเจ้าหน้าที่อีกสามคนค่ะ ประสบการณ์ตอนนั้นก็มันส์มาก สนุกและได้เรียนรู้มากมาย ทำกิจกรรมเยอะจนรู้จักคนเกือบทั้งวิทยาเขตเพราะต้องประสานงานกันบ่อย และมีที่สิ่งภาคภูมิใจมากคือ เมื่อมีการประเมิน Best Practice ของแต่ละหน่วยงานนั้น ในมหาวิทยาลัย ปรากฏว่างานที่ฉันปฏิบัติได้รับ Best Practice ในระดับมหาวิทยาลัย ตั้งสองปีค่ะ (อยู่ในวาระ 4 ปี) ช่วงนั้นทำงานสนุกมาก เสาร์ อาทิตย์ก็ไม่เว้น ภูมิใจที่มีเด็กนักศึกษาพูดว่า สมัยที่อาจารย์เป็นรองคณบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษาและประสบการณ์วิชาชีพ เป็นช่วงที่มีนักศึกษาเข้าร่วมกิจกรรมของคณะมากที่สุด และกิจกรรมของคณะเราก็สนุกและดีที่สุดในช่วงสมัยนั้น (อันนี้ต้องถามศิษย์เก่าที่เพิ่งจบสับ 1 ถึง 2 ปีค่ะ) ยึดถือคติว่าทำแล้วต้องทำให้ดีที่สุดละเอียดและชัดเจนที่สุดเท่าที่จะทำได้และสถานการณ์อำนวยค่ะ จนหมดวาระ ท่านรองคณบดีท่านต่อมา(คนปัจจุบัน)สามารถรวบรวมเนื้องานที่ฉันทำมานำเสนอ มหาวิทยาลัย ได้รับ Best Practice อีกครั้ง ยังไงซะก็มีบางส่วนเป็นงานที่ฉันได้ทำมาตลอด ใครจะเอาไปใช้ประโยชน์อย่างไรก็ขอให้ได้คุณค่าแก่หน่วยงานก็เพียงพอแล้วค่ะ

       และแล้วเมื่อหมดวาระจึงสามารถขยับขยายตัวเองได้ พยายามเรียนภาษาอังกฤษอยู่พักใหญ่ไปสอบ TOEFL แล้วไม่สำเร็จดังหวังที่จะไปเมืองนอก จึงมุ่งหน้ามาเป็นศิษย์ ณ สำนักตักศิลาแห่งอีสานบ้านเฮา ในสาขาคณิตศาสตรศึกษา  คราวนี้เลือกด้วยตัวเองแล้ว ทั้งสาขาที่เลือกและมหาวิทยาลัยที่เรียน  เพราะรู้แน่แก่ใจแล้วว่าตนเองนั้นชอบคณิตศาสตร์มากกว่าสถิติ และคณิตศาสตร์นั้นสวยงามยิ่งนัก มีคนกล่าวว่าคณิตศาสตร์เป็น Queen of science ถูกต้องแล้วค่ะ แถมมีความหมายตรงตามที่ระบุเพศด้วยนะคะ คือ Queen เป็นเพศหญิง ผู้หญิงเป็นคนตั้งท้องและออกลูกออกหลานใช่มั้ยคะ ถูกเป๊ะค่ะ คณิตศาสตร์ก็เป็นเช่นนี้แล ฮาฮา คณิตศาสตร์เป็นพื้นฐานของสาขาวิชาอื่น ทั้งวิทย์และศิลป์ จะมากหน่อยตรงวิชาทางด้านวิทย์ที่ต้องอาศัยหลักการทางคณิตศาสตร์มาเพื่อต่อยอดในสาขาของตน หรือเป็นพื้นฐานในการคำนวณค่ะ

     แต่ที่สนใจมากกว่านั้นคือการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ค่ะ อยากให้เด็กไทยเก่งคณิตศาสตร์ อยากให้เด็กไทยเอาความรู้นี้มาประยุกต์ในชีวิตประจำวันของตัวเอง คิดคำนวณพื้นฐานเป็น ไม่ต้องโดนหลอกด้วยเรื่องการคิดเลขไม่ทันแม่ค้า(บางคน) และคิดว่าถ้าเด็กบ้านเราเก่งคณิตศาสตร์แล้ว วิชาอื่นก็น่าจะมีแน้วโน้มเรียนเก่งขึ้นด้วย และที่สำคัญ จะเป็นเด็กมีเหตุผลและโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพกว่าปัจจุบันนี้ค่ะ 

   เพิ่งเป็น Freshy ปีหนึ่งค่ะ แต่แก่เป็นอันดับที่สี่ของบรรดานักศึกษาทั้งหมดของสาขานี้ รวมตรี โท เอกนะคะ มีอีกหลายอย่างที่ต้องเรียนรู้ค่ะ แต่ที่แน่ๆ ที่รู้แล้วคือ ต้องนำความรู้กลับไปพัฒนาเด็กตาดำๆทางภาคใต้ (ที่ประเมินทีไร ก้อต่ำที่สุดทุกที) โดยเฉพาะสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็จังหวัดที่ดิฉันทำงานเลยล่ะค่ะ

   อยากให้การศึกษาไทยพัฒนาก้าวไกลมากกว่านี้ อยากให้สาขาการศึกษาเป็นสาขา Top Hit ที่มีเด็กเลือก Entrance มากที่สุด อยากให้คนเก่งมาเรียนครู เพราะเขาจะได้ทำให้นักเรียนเก่งเหมือนเค้า ไม่ใช่แค่รักษาคน แต่อยากให้รักษาประเทศ เพราะการให้การศึกษาแก่ประชาชนคือพื้นฐานของการพัฒนาประเทศ เพราะการศึกษาจะหล่อหลอมสังคมและวัฒนธรรมใหม่ที่ดีกว่าเดิม ดิฉันเชื่อเช่นนี้  ประเทศไทยเมื่อไหรจะหลุดจากคำว่า"กำลังพัฒนา" เสียที เฮ้อ!!!!

    คงพอแค่นี้ก่อน เขียนมานานเรยย ถ้าใครอ่านจบก้อต้องขอบคุณมากๆและขอยกนิ้วให้ค่ะ ถ้าอ่านจบแสดงว่ารักกันจริง แล้วเรามาคุยกันนะคะ สวัสดีค่ะ  

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี