บันทึกนี้ เขียนให้คุณพรายตนที่หนึ่ง ซึ่งแอบมาอ่านบล๊อกคนเป็นนายนี้อยู่เรื่อยๆ และกำลังจะไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ ขออวยพรให้ประสบความสำเร็จดังใจปรารถนาครับ

ในชีวิตการทำงานของคน ต่างก็มีความก้าวหน้าที่ไม่เหมือนกัน และเป็นไปด้วยอัตราที่ไม่เท่ากัน และจะมีอยู่อย่างน้อยหนึ่งครั้ง ที่จะต้องตัดสินใจว่าจะเป็น ผู้รู้รอบ (generalist) หรือผู้ชำนาญการ (specialist)

ในมุมขององค์กรนั้น จะต้องมีบุคลากรทั้งสองแบบ เนื่องจากคนทั้งสองแบบมีคุณค่าต่อองค์กรที่ต่างกัน และมักทดแทนกันไม่ได้อย่างสมบูรณ์ คนทั้งสองแบบ เหมาะสำหรับงานต่างมิติกัน องค์กรจะไม่มีความหลากหลายเพียงพอที่จะยืนอยู่ได้หากมีคนเพียงด้านเดียว ต่อให้มีความเป็นเลิศ เป็นผู้ชำนาญการในด้านใดด้านหนึ่ง ก็ยังต้องมีความสามารถในการเปลี่ยนเอาสิ่งที่เป็นเลิศให้เป็นประโยชน์สำหรับตนเองและผู้อื่น (เป็นผู้ชำนาญการในทางการ "ขาย") และต้องมีคนอีกกลุ่มหนึ่ง คอยจัดการให้องค์กรยังสมารถแสดงความเป็นเลิศอยู่ได้ (เช่นเป็นผู้รู้รอบทางด้านการจัดการ และลักษณะงานอื่นๆ)

รูปด้านข้างนี้ นิยามผู้รู้รอบ (generalist) ไว้ว่า Generalists have a basic understanding across many disciplines. While they may not have the specific expertise to solve a problem, they are less subject to the bias that comes with specialization. Generalists are best when DEFINING the problem or goal.

ส่วนผู้ชำนาญการ (specialist) มีนิยามว่า Specialists have a deep understanding of a specific discipline or field of knowledge. This makes them very adept at solving problems or delivering results when their field is well-adepted to the cause. However, a specialist may tend toward tho bias that the solution to a problem is best solved with their field os speciality. For example, a surgeon may be more likely to recommend surgery because that's what he knows. (ถ้าแพทย์ฝรั่งคิดอย่างนี้จริง ก็เป็นเหตุผลที่ดีมากที่ให้แพทย์ไทยรักษาเวลาเจ็บป่วย) Specialists are best wed when SOLVING the problem or EXECUTING THE PLAN.

ในชีวิตการทำงานของคน ถ้าหมั่นพัฒนาฝึกฝนตน ทำการงานด้วยอิทธิบาท ๔ ดำรงวิถีชีวิตอยู่ในจักร ๔ ก็จะแสวงหาความก้าวหน้าได้ง่ายขึ้น

แต่ถนนที่เป็นเส้นตรงเป็นระยะยาวๆ แทนที่จะขับขี่ได้อย่างปลอดภัย กลับไม่ใช่ ถนนยิ่งตรง ยิ่งยาว ก็ยิ่งเบื่อง่าย ยิ่งมีโอกาสหลับในง่าย เช่นเดียวกับการทำงาน คงเป็นไปไม่ได้ที่เราจะทำอยู่อย่างเดียว เหมือนขับรถอยู่บนถนนไปเจ็ดวันโดยไม่เลี้ยวไปไหนนะครับ

คนทำงานก็เช่นกัน หากไม่มีความรู้ ความชำนาญอะไรเลย คงไม่เข้าตาใคร (ที่จริงอาจจะไม่ได้โอกาสทำงานด้วยซ้ำ ถึงมั่วหลุดเข้ามาได้ ก็คงอยู่ได้ไม่นาน) แต่เมื่อหน้าที่การงานเจริญก้าวหน้าขึ้น หากยังไม่เข้าใจว่าบทบาท/หน้าที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว แต่ยังทำเหมือนเดิม เหมือนคิดว่าสิ่งที่เคยทำมานั้นเป็นสูตรของความสำเร็จ เมื่อหน้าที่การงานเติบโตขึ้น กลับมีโอกาสสำเร็จน้อยลง เป็นอาการเสียสองเด้ง คือองค์กรเสียพนักงานที่ดีไปแต่ได้หัวหน้าที่ห่วยมาแทน (บันทึกเก่า: เลื่อนตำแหน่ง: สามไม่)

บุคลากรที่มีค่าต่อองค์กร จึงต้องมีทั้งคุณลักษณะของผู้รู้รอบและผู้ชำนาญการไปพร้อมๆ กัน; เป็นไปได้ยากที่จะเลือกเป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวแล้วประสบความสำเร็จ

อย่างไรก็ตาม  มักจะมีข้อสรุปอยู่เนืองๆ ว่าผู้บริหารเป็นผู้รู้รอบ (ผมจงใจไม่ใช้คำว่า "ผู้รอบรู้" หรือ "รู้ไปหมด" เพราะคิดว่าไม่ตรงกับลักษณะของผู้บริหารที่ดี) ส่วนพนักงานเป็นผู้ชำนาญการ ข้อสรุปง่ายๆ แบบนี้กลับเป็นอันตราย  และมีโอกาสผิดสูง

จิตใจ และสมองคน มีความซับซ้อน ดังนั้นการมองคนทำงานจึงไม่สามารถมองในมิติเดียวได้ บางองค์กรมี "ตำแหน่ง" ผู้ชำนาญการ มีพนักงานบางคนเลือกเดินในสายผู้ชำนาญการ เป็นหน้าที่ของผู้บริหารที่จะมองให้เห็นเนื้อแท้ของทักษะความสามารถของพนักงานแต่ละคน และเปิดโอกาสให้พนักงานทุกคนสามารถเปล่งประกายได้ โดยไม่ขึ้นกับตำแหน่งงาน แม้พนักงานไม่เลือกเดินในสายผู้ชำนาญการ ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่มีทักษะความชำนาญที่เด่นเป็นพิเศษ

หากเข้าใจประเด็นนี้ได้ ก็จะช่วยให้เข้าใจความสามารถที่แท้จริงของพนักงานแต่ละคน ช่วยให้เขาเกิดความภูมิใจในงานด้วยการมอบหมายความรับผิดชอบในส่วนที่เขามีทักษะดี ในขณะเดียวกัน องค์กรก็จะได้ผลลัพธ์ตามต้องการครับ

การเรียนรู้คือการลงทุน สิ่งที่มีค่ามากกว่าสิ่งที่ผู้สอนหรือหนังสือบอกเรา คือกระบวนการเรียนรู้ ความรู้ไม่มีความหมายหากไม่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตของเรา ต่อยอดความรู้ เข้าถึงความหมายของความรู้ ทำให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและต่อผู้อื่นได้

ถ้ามีโอกาสได้เรียน+มีความพร้อมที่จะเรียน ก็ควรเรียนครับ คุณค่าของคนไม่ได้อยู่ที่ความรู้เพียงอย่างเดียว แต่ควรเป็นความรู้ที่เป็นรากฐานที่จะสร้างประโยชน์ได้ครับ