"ชีวิตปัญหาและเส้นเชือก" ได้ไปอ่านนิทานธรรมะมาน่าสนใจค่ะ เลยต้องนำมาฝากชาว g2 เรื่องมีอยู่ว่า มีเด็กน้อยคนหนึ่งมักหัวเสียกับการแกะเส้นเชือกที่พันกันยุ่งเหยิง ยิ่งแก้ก็ยิ่งอารมณ์เสีย นั่งร้องห่มร้องไห้ โทษดินฟ้าอากาศ แล้วคิดว่าทำไมฉันต้องทนกับเจ้าเชือกไร้สาระพวกนี้ด้วยนะ คิดดังนั้นจึงหยิบมีดตัดเชือกออกเป็นท่อนๆ (สะใจจริงๆ) แต่พอหายโมโห ก็นั่งมองกองเชือกที่ไร้ประโยชน์นั้นและก็ให้สงสารจริงๆ ทั้งตัวเองและเชือก แล้วครั้งต่อมาเมื่อเชือกพันกันอีก เธอก็ใชมีดตัดเชือกนั้นขาดอีก อยู่มาวันหนึ่ง เด็กน้อยนั่งมองแม่ของเธอนั่งแก้เชือกที่พันกันยุ่งเหยิงกองโต ชนิดว่าชาตินี้คงไม่ได้กลับมาเป็นเส้นตรงอีก เห็นแม่แก้อยู่ทุกวันวันละนิดละหน่อย พอเบื่อก็ลุกไปทำอย่างอื่น แล้วก็กลับมานั่งแก้ต่อ เด็กน้อยจึงพูดกับแม่ว่า ..."ทำไมแม่ไม่ตัดเชือกนั้นเล่า ใยต้องนั่งแก้อยู่ทุกวันตัดมันออกเถอะ" แม่ตอบว่า ... "เวลาเชือกพันกัน เขาห้ามตัดต้องแก้ออกให้ได้ เพราะต่อให้พันกันยุ่งเหยิงเพียงใด ก็จะแก้ออกได้ ถ้าแค่เชือกพันกันแล้วลูกแก้ไม่ได้ ต่อไปปัญหาในชีวิตลูกจะแก้ได้อย่างไร ลูกก็จะแก้ปัญหาไปสุ่ม ๆ เหมือนที่ใช้มีดตัดเชือกนั้น ไม่มีอะไรยากเกินไปกว่าความอดทนในการแก้ปัญหาหรอก ถ้าลูกไม่อดทนแก้เชือกด้วยมือของลูกเอง แล้วจะไปทำอะไรได้ " หลัวจากนั้นฉันก็ได้เห็นเส้นเชือกแขวนอยู่บนราวเป็นขดสวยงาม จึงอดทึ่งและภาคภูมิใจแม่ไม่ได้ นั่นแหละทำให้ฉันคิดได้ว่าไม่มีปัญหาใดที่เราจะแก้ไม่ได้ เพราะถ้าเราตั้งใจแก้มันมีหรือจะไม่มีทางออก แพ้บ้าง ชนะบ้างเป็นเรื่องปกติจะได้
ล้มเป็นลุกเป็น
โลกสร้างปัญหา สร้างความทุกข์ เพื่อให้เราผ่านไปให้ได้ คนที่ฆ่าตัวตายอย่าไปซ้ำเติมเขาว่าโง่ เพียงแต่เขาไม่สามารถก้าวผ่านปัญหาในโลกไปได้ เขาเลยเลือกที่จะหนีไปจากโลกนี้แทน ด้วยความขาดสติ ด้วยอารมณ์ชั่ววูบ ชีวิตเราผิดพลาด พ่ายแพ้ได้ เป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าจะเหนื่อย จะท้อ เพียงใด อย่าหนีไปไหน บอกตัวเองไว้ว่า พักสักเดี๋ยว จะกลับมาเจอกันใหม่.....
ค่ะ คุณ naree suwan ไม่เก่งหรอกค่ะ เพราะทำได้เป็นพักๆ ในตอนแรก แต่เมื่อคิดได้ว่าต้นเหตุที่ทำให้เราเป็นอย่างนี้.. ทำไมต้องนึกถึงอีกเล่า เรายังมีคุณค่าในตัวเอง อย่าให้ใครต้องมาทำให้เราทำลายคุณค่าในตัวเองอีกเลย แล้วกฎแห่งกรรมก็จะลงโทษต้นเหตุที่ทำเราเองแหละค่ะ....
เป็นนิทานที่สอนเตือนใจ ได้ดีมากครับ ทำให้นึกถึงครั้งเก่า ที่วันนั้นขณะวิ่งออกกำลังกาย ได้พบเอ็นตกปลาพันกัน ตกอยู่ข้างทาง ขากลับระยะทางไกลมากก็ลองนำมาแก้ยากมากครับต้องใช้สมาธิ และความพยายาม แต่ใจไม่ได้คิดถึงระยะทาง คิดแต่จะแก้ให้ได้ จนถึงที่พักเหลือดีกนิดเดียวก็จะสำเร็จ วางไว้คิดไว้ว่าจะมาแก้ต่อหลังจากอาบน้ำ ทานข้าวแล้ว แต่ไม่รู้ใครนำไปทิ้งที่ไหน จึงไม่สำเร็จ แต่ก็ทำให้เราได้ใช้สมาธิ เป็นนิทานที่ดีมากครับ อยากให้ทุกคนได้อ่าน จะได้มีกำลังใจที่จะแก้ปัญหากัน เพราะปัญหามีไว้ให้แก้ ไม่ใช่มีไว้ให้หนี ครับ
สวัสดีค่ะ คุณชาตรี ดีใจจังที่เรื่องเล่านี้ยังมีคุณอีกคนหนึ่ง ซึ่งได้กระทำวิธีเดียวกันอีกทั้งยังช่วยให้นึกถึงเรื่องครั้งเก่า "ใช่ค่ะปัญหามีไว้ให้แก้ มิได้ให้วิ่งหนี" เพราะหากเราไม่กล้าที่จะเผชิญกับมันและแก้ไขให้ผ่านพ้นไปได้ ชีวิตเราก็จะต้องวิ่งหนีอยู่ร่ำไป ทำให้เราขลาดไม่กล้ายอมรับ และคงจะต้องพ่ายแพ้ตลอดไป ลุกขึ้นไม่สำเร็จสักที
ปัญหามีไว้ให้แก้ พี่มีไว้ให้ยืมกะตังค์ ใช่ไหมค๊า? ^_^