เรียนรู้จากปัจเจก ดึงเอามาคิดร่วมกัน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ตลอดเวลาที่วิจัยและพัฒนาผมเห็นความหลากหลายของความรู้ เห็นศักยภาพของบุคคล ชุมชนที่ซ่อนไว้อย่างน่าทึ่ง ผมเริ่มเห็นแนวทางในการขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชนที่ใช้พลังของการเข้ามาเกี่ยวก้อยร้อยรัด

"คนทำงานวิจัย" ที่ทำงานอย่างหนักหน่วงในช่วงที่ผ่านมา ผมหมายถึง เหล่าบรรดานักวิจัยเช่นผมที่ เป็นหนึ่งในโครงการวิจัยการพัฒนาเครือข่ายการท่องเที่ยวเที่ยวโดยชุมชน เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรอย่างยั่งยืน แต่ละภาคมีนักวิจัยสองท่านที่คอยเกื้อหนุนกระบวนการ ทั้งภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคกลาง และอีสาน พร้อมกับมีทีมงานส่วนกลางดูแลงานวิชาการหลัก ประสาน+หนุนเสริม ทีมงาน ก็ถือว่าเป็นทีมงานวิจัยที่ทำงานแล้วอบอุ่นมากที่ผมเคยสัมผัสมา

 

ที่ว่าทำงานหนักหน่วงเพราะงานพัฒนาประเด็นเครือข่ายเป็นงานหนัก เป็นงานที่ใช้ใจของคนเข้ามาเกี่ยวรัด เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ที่ตั้งไว้ร่วมกัน   แน่นอนว่ากว่าจะมาถึงวันที่ได้นั่งพูดคุย เรื่องเดียวกัน เห็นภาพที่ปลายฟ้าเดียวกันเป็นเรื่องที่ท้าทายไม่น้อย

ปัจเจกเข้มแข็งขนาดไหนก็ตาม ก็ขาดอำนาจต่อรอง ดังนั้นการมาคนเดียวกับมาเป็นทีมศักยภาพแตกต่างกันมาก โดยเฉพาะการขับเคลื่อนงานพัฒนาเชิงประเด็นที่เสนอแนวทางใหม่ๆให้กับประเทศเช่นเดียวกับ การพัฒนาเครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชน (Community Based Tourism) เป็นประเด็นที่ใหม่สำหรับประเทศเรา ทุกอย่างดูไม่ชัดเจนมากนัก ในการพัฒนาการท่องเที่ยวทางเลือกนี้ในพื้นที่ชนบท การสนับสนุนการพัฒนาจึงไม่สอดคล้องกับแนวคิดหลักของการท่องเที่ยวโดยชุมชนเท่าไหร่นัก และแน่นอนว่าเกิดปัญหาขึ้นต่อจากนั้นมากมายในการคิดนโยบาย แนวทางการพัฒนาที่ไม่สอดคล้อง

การท่องเที่ยว เมื่อเข้ามาในชุมชนสุ่มเสี่ยงมากในการเปลี่ยนแปลงชุมชนไปในทางลบหากชุมชนนั้นยังไม่เข้มแข็งและมีระบบการบริหารจัดการที่ดีพอ ขาดการพูดคุยแนวคิดการพัฒนาชุมชนโดยใช้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือ หวังผลที่จะให้ชุมชนเข้มแข็ง เรียนรู้ได้ไปด้วยกัน แต่มักจะมีผลประโยชน์เรื่อง เงิน เข้ามาเกี่ยวข้อง ก็จบกันเป็นรายๆไป เมื่อเริ่มต้นคิดว่า การท่องเที่ยวมุ่งเน้นที่ตัวรายได้

เรื่องที่น่ากังวลไม่ได้อยู่ที่ประเด็นที่นำมากล่าวข้างบนแต่เพียงอย่างเดียว การท่องเที่ยวเป็นกระแสโลก และกระแสการท่องเที่ยวแบบเรียนรู้พัฒนามากขึ้น นักท่องเที่ยวยุโรปเดินทางเข้ามาเพื่อวัตถุประสงค์นี้มากขึ้น ประเทศลาวเพื่อนบ้านของเราก็ใช้ประเด็นนี้เองในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศเพื่อหวังผลทางเศรษฐกิจ จะถูก ผิด จะไม่ขอวิพากษ์ตรงนี้   ...อีกกรณีศึกษาหนึ่งที่น่าสนใจ ในเมื่อใครๆก็พูดถึงการท่องเที่ยว พูดถึงโฮมสเตย์ การพูดคุยออกไปในวงกว้างมากขึ้น นิยามของโฮมสเตย์ก็หลากหลาย และในที่สุดที่เห็นที่ประชาสัมพันธ์กลายเป็นโฮมสเตย์กลายพันธุ์ เพื่อหวังมูลค่าโดยไม่สนใจมูลค่า เป็นที่พักราคาถูกเลียนแบบในเมืองแต่เข้ามาอยู่ในชนบท ...แนวทางการพัฒนาต่อของภาครัฐที่เกี่ยวข้องเองก็ยังไม่ชัดเจน และไม่เข้าใจ แต่ก็สนใจที่จะพัฒนาโดยใช้งบประมาณทุ่มลงไปยังชุมชนอย่างนี้ น่าเป็นห่วงเหลือเกิน

งานวิจัยประเด็นการสร้างเครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชนฯ จึงเกิดขึ้น เพื่อศึกษาองค์ความรู้ในการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชน ที่มีพัฒนาการมาส่วนหนึ่งแล้วที่ภาคเหนือและภาคใต้ของไทย ผ่านงานวิจัยและพัฒนาที่เรียกได้ว่าเป็นต้นแบบของการใช้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือในการพัฒนาชุมชน และเห็นผลได้ เข้าไปเรียนรู้ได้ และยังมีชุมชนเล็กๆที่กระจายอยู่ทั่วประเทศลองผิดลองถูกอยู่

กระบวนการจัดการความรู้ จึงเป็นเส้นทางสำคัญที่จะนำไปสู่การรวบรวมองค์ความรู้เหล่านั้น พร้อมกับสร้างเวทีให้ชุมชนทั้งหมดเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ผลักดันให้เกิดเครือข่ายการเรียนรู้ เครือข่ายการพัฒนา ซึ่งมีความพยายามในการทำเครือข่ายแล้วที่ นครศรีธรรมราช และที่เหนือ โดยเฉพาะชุมชนสามจังหวัด (เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน) ที่มีการท่องเที่ยวทางเลือกแบบเข้มข้น

งานนี้สนุกครับ เรียนรู้จากปัจเจก ดึงเอามาคิดร่วมกัน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ตลอดเวลาที่วิจัยและพัฒนาผมเห็นความหลากหลายของความรู้ เห็นศักยภาพของบุคคล ชุมชนที่ซ่อนไว้อย่างน่าทึ่ง ผมเริ่มเห็นแนวทางในการขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชนที่ใช้พลังของการเข้ามาเกี่ยวก้อยร้อยรัด

งานวิจัยระดับภาคเสร็จสิ้นลง เราได้เห็นการก่อตัวของเครือข่ายระดับภาคตามแต่ละความพร้อมและบุคลิกของแต่ละภาค เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้การพัฒนาเครือข่ายฯ ที่ บ้านผู้หว่าน จ.นครปฐม (วันที่ ๕-๗ ก.ย.๕๐)

จะดุเดือด เข้มข้นขนาดไหน เป็นการก้าวย่างของการพัฒนาเชิงประเด็นและการพัฒนาเครือข่ายที่น่าจับตามมองเป็นอย่างยิ่ง...ผมพาเหล่าจอมพลจากภาคเหนือไปร่วมงานนี้กว่า ๔๐ ท่าน แต่ละท่านล้วนเป็นนักพัฒนาที่เป็นชาวบ้านคุณภาพคับแก้ว ส่วนการเรียงร้อยถ้อยคำจากเวทีในงานนี้ผมจะนำมาเขียนบันทึกเพื่อแลกเปลี่ยนในลำดับต่อๆไปครับ   

จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร

ค่ำคืน ที่บ้านผู้หว่าน จ.นครปฐม

๕ ก.ย.๕๐