ตลอดระยะเวลา30ปี ที่ผมง่วนอยู่กับยกเหล็กชะแลงไปงัดหาความรู้ โดยเฉพาะความรู้ในตัวคน รู้ทั้งรู้ว่าในตัวผู้รู้มีความรู้ที่เราต้องการมากมาย แต่ก็ติดขัดด้วยระบบและวิธีที่จะต่อท่อความรู้มาใช้ ปัญหาอยู่ที่ส่วนต่างของความรู้ ศักยภาพของการรับรู้ฯลฯ ซึ่งจะต้องมีการเตรียมความพร้อมทั้ง2ฝ่าย ความพร้อมนี้ยังทำไม่ได้จึงเป็นปัญหาเรื่อยมา ความรู้จึงขยักขย่อน ทำให้การรับความรู้เป็นไปด้วยความยากลำบาก 

ในช่วงที่ ศ.เสน่ห์ จามริก ลงพื้นที่บุรีรัมย์เมื่อ10ปีที่แล้ว ท่านพยายามนำนักวิชาการชั้นหัวกะทิของประเทศ ในหลายสาขาลงมาหลายครั้งหลายครา ได้จัดบรรยากาศพูดคุยกันทั้งที่เป็นแบบห้องประชุมและกลางท้องทุ่ง เพื่อให้เห็นมุมมองขอบข่ายความรู้ของแต่ละฝ่าย ยกตัวอย่างเช่น ความรู้เรื่องการเลี้ยงไก่ของชาวบ้าน กับความรู้เรื่องการเลี้ยงไก่ของนักวิชาการอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ลองมาคุยกันดูสิว่าจะจูนกันได้ไหม ถ้าชาวบ้านเห็นภาพความรู้ทั้ง2ส่วนนี้จะไปก่อให้เกิดอะไรบ้าง จะกระตุ้นให้ความสนใจใคร่เรียนรู้กลับคืนมาได้หรือไม่ 

ในระยะต่อมาสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม โดยศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ได้จัดในลักษณะคล้ายกัน พยายามชักชวนอาจารย์นักวิชาการในมหาวิทยาลัยลงพื้นที่ เพื่อให้ไปเห็นสภาพจริงว่าเพื่อนร่วมแผ่นดินมีความเป็นอยู่อย่างไร เมื่อเห็นแล้วในฐานะนักวิชาการนักวิจัย คิดโจทย์อะไรที่จะไปตั้งฐานการค้นคว้าของตนเองได้บ้าง  

แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยได้น้ำได้เนื้ออะไรนัก เพราะมาเห็นแล้วก็เอาตัวเองเป็นตัวตั้ง ยกเรื่องเวลา หน้าที่การงาน ความกระหายใคร่ทำ ไม่มีพลังใจพอที่จะเดินหน้าได้ สิ่งที่ท่านอาวุโสต้องการให้เห็นให้เกิดจึงยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร ทั้งๆที่อาจารย์ที่ลงมาต่างก็มีใจที่จะคิดจะทำ แต่มันมีเยื้อใยอะไรบางอย่างรัดรุมเอาไว้ ทำให้กระบวนการเชื่อมโยงวิชาการลงสู่ภาคชุมชนยังไม่เกิดขึ้น  

สุดท้ายก็ไปหมกมุ่นอยู่กับการศึกษาค้นคว้าในแบบเดิม ซึ่งสะดวกกว่า เหมาะกว่า ถนัดและเคยชินกว่า สร้างโลกวิชาการเฉพาะส่วนของตนเอง สังคมแห่งการเรียนรู้ที่ใครๆพูดถึง จึงมีสภาพสมัยพ่อขุนรามคำแหง ใครใคร่วิจัย ก็ทำวิจัย แต่ไม่ได้เชื่อมโยงกับใคร ต่างคนต่างเรียน พลังความรู้ที่จะนำมากู้ชาติมันจึงไม่เกิดขึ้น ต่างคนต่างห่างเหินกันออกไปเรื่อยๆ นักวิชาการไปทาง ชาวบ้านไปทาง ถ้าถูกบีบบังคับ ก็ทำไปแบบแกนๆ จนกระทั้งอาจารย์ประพนธ์ ผาสุกยืด ตบะแตก ประกาศกลางวงในการอบรมโครงการ กพร.ครั้งที่ 3 

ถามว่าแล้วจะทำดีละ

คนที่ตอบปัญหานี้ มี 2 ท่าน

คืออาจารย์ กฤษณา สำเร็จ กับ อาจารย์ประพนธ์ ผาสุกยืด 

อาจารย์ติ๋ว ได้ชี้ทางสว่างไสวให้ผมมั่นใจยิ่งขึ้นด้วยคำว่า.. 

นาง กฤษณา สำเร็จ 
 โอ...แม่เจ้า

  • เดือนพฤศจิกายนมีแผนเยอะมากๆเลยค่ะ...หากมางานนี้สงสัยสามีบีบคอตายแน่ๆ...ทำไงจะได้มาน้อ....คิดก่อน...คิดๆๆๆๆๆๆ

นึกภาพออกเลยใช่ไหมครับ ว่าเรื่องที่ตั้งใจจะไปจะทำมันอภิปัญหาแค่ไหนสำหรับเธอ แต่ก็ยังไม่ถอดใจ ยังคิดๆๆจนวินาทีสุดท้าย

อีกท่านหนึ่ง ขออนุญาตเอามาขยายความ ท่านเป็นนักวิชาการที่จุดยืน จุดนั่ง จุดนอน ของตนเอง ไม่ยอมลอยไปตามกระแสน้ำเน่า ท่านเล่าไว้ได้ดีเหลือเกิน ดังนี้ครับ..

เวทีในวันนี้ถึงหลายคนจะบอกว่าดี แต่จากคำถามที่ได้รับจากผู้เข้าร่วม ผมมองว่าค่อนข้างจะออกมาในแนวการสอบถามข้อมูลข่าวสาร (Information) มากกว่าที่จะเป็นการจัดการความรู้ นอกจากนั้นก็ยังมีการบ่นบ้าง แชร์ความอึดอัดบ้างกันตามธรรมเนียม ฟังไปๆ ผมเองก็อดถามตัวเองไม่ได้ว่า “. . .แล้วมันเป็นการจัดการความรู้ตรงไหนกันเนี้ย?”        

ตอนก่อนจบผมเลยตัดสินใจประกาศไปกลางเวทีว่าผมคงจะทำหน้าที่ดำเนินรายการครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย เพราะผมไม่เชื่อในวิธีการเชิญผู้เข้าร่วมอย่างสามครั้งที่ผ่านมา ตลอดจนเห็นว่าสิ่งที่ สคส. เสนอแนะไป เช่น ให้ผู้ที่เข้าร่วมเขียนตอบแบบสอบถามระบุสิ่งที่หน่วยงานของเขาทำได้ดีมาก่อน เพื่อที่ทางเราจะได้รู้ว่า  ทุนเดิม ของแต่ละที่นั้นอยู่ตรงไหน จะได้ดึงให้เข้ามามีส่วนร่วมได้ดียิ่งขึ้น แต่ข้อแนะนำเหล่านี้ก็ไม่มีการตอบรับแต่ประการใด ก็เลยต้องถอดใจ say บ๊ายบาย แค่ครั้งที่ 3 นี้นะครับ

จุดประกายตรงนี้ละครับ ที่เป็นจุดคลื๊กให้เห็นว่าจะเดินหน้าในการเอาตัวตนคนที่เป็นนักวิชาการทำงานกันอย่างจริงจังอย่างไร ซึ่งก็คงไม่ใช่จะทำแบบทื่อๆตรงๆได้เลย คงจะไม่หนีการทำแบบอิงระบบที่ชาวBloggerกำลังทำกันอยู่ กลุ่มอื่นถ้าจะพัฒนาเรื่องนี้คงจะต้องร่วมกันคิดร่วมกันทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ที่เป็นธรรมชาติและเปี่ยมสุข ทั้งคนให้และคนรับ ลองดูนะครับ

ท่านละครับมีความคิดเห็นเช่นไร ช่วยแย้มบอกสักหน่อยได้ไหมคนดี