หากประเด็นเหล่าถูกนำมาพูดคุยในวงนักปราชญ์บรรยากาศของการเรียนรู้ ผมเชื่อแน่ว่าประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน-สมดุล ในวิธีคิดเกิดขึ้นได้ไม่ยาก

 

บทเพลงที่บรรเลงกันคนละคีย์

เสียงจากชุมชน เป็นเสียงเล็กๆที่ไร้พลังหากมองในแง่มุมของผู้ที่ไม่ใส่ใจ รวมถึงไม่เข้าใจ สังคมที่อยู่รวมกันมากเกี่ยวพันกันเป็นชุมชน สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นย่อมกระทบสิ่งหนึ่งเสมอ วิถีของชุมชนนั้นมีพัฒนาการต่อเนื่องยาวนาน การสั่งสมภูมิปัญญาเพื่อการอยู่ของสมาชิกในสังคม เพื่อการอยู่รอดของกลุ่มคน เป็นองค์ความรู้ท้องถิ่นที่มีคุณค่า สิ่งที่มีคุณค่าเหล่านี้จะถูกนำมาเป็นทุนในการพัฒนาชุมชนที่ขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างมีพลัง

  

 

 

     

    

การศึกษาในระบบ ที่ต่อสู้แข่งขันตั้งแต่ระดับอนุบาลยันถึงดุษฎีบัณฑิต การเลื่อนระดับชั้นของคนที่มีความรู้ในระบบ ทำให้บรรยากาศในการเรียนรู้ ตึงเครียด ต้องแก่งแย่ง แข่งขัน บรรยากาศแบบนี้จะวิกฤติมากขึ้นเมื่อระบบมีการคัดกรองความสามารถของคนเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ และเห็นได้ชัดว่าระบบการศึกษาที่ปิดกั้นแบบนี้ทำให้เกิดคนชายขอบทางการศึกษามากมายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ปฏิรูปอย่างไรก็เหมือนไม่ดีขึ้น

ทำไมเรียนรู้ถึงทุกข์นัก

เป็นคำถามที่ต้องถามย้ำกันบ่อยครั้งในโลกของการเรียนรู้อันไพศาลเช่นปัจจุบัน เรารู้ดีว่าการเรียนรู้ที่สมบูรณ์นั้นเกิดจากบรรยากาศเรียนรู้ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ เมื่อบรรยากาศการศึกษาในระบบไม่เอื้อต่อการเรียนรู้ ผลผลิตของการศึกษาแบบนี้ เกิดคนเก่งมากมายแต่ติดกรอบการแข่งขันและความเป็นหนึ่ง คนจึงเห็นแก่ตัวมากขึ้น คุณธรรมเลยลดถอย

เรียนรู้แบบสุขไม่มีหรือ

ในโลกของความรู้ การแสวงหาความรู้ที่เกิดผล คือผู้เรียนต้องมีความสุขในการเรียนรู้สิ่งที่ตนสนใจอยากรู้ ความสนุกสนานเพลิดเพลิน เป็นตัวเร้าให้ผู้เรียนลื่นไหล สะสมความรู้จนเกิดเป็นปัญญา จริงๆเราออกแบบการเรียนรู้ที่มีความสุขได้หากเข้าใจ  สร้างบรรยากาศ-มิตรภาพ-เป็นธรรมชาติ-สอดคล้องกับวิถีชีวิต-ยอมรับในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ 

วิชาการกับงานชุมชนปรับยังไงให้มีสุข

ปรับคีย์ให้ตรงกัน ยอมรับในศักยภาพของกันและกัน เปิดใจให้กว้าง พูดภาษาเดียวกัน ร่วมคิด ร่วมทำ และมองในมุมที่เกิดขึ้นจริง

สถาบันที่ขึ้นชื่อว่าเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อท้องถิ่น จำเป็นต้องเรียนรู้และเข้าใจชุมชนอย่างถ่องแท้ศาสตร์ในระบบที่เป็นอาวุธคมกริบ บวกกับชั้นเชิงกลยุทธ์ที่ฝึกฝนสั่งสมของชุมชน หากสองสิ่งนี้นำมารวมกัน จะเป็นพลังในการขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนได้อย่างสมดุลและลงตัว

ผมคิดว่าสารัตถะเหล่านี้จะถูกนำมาพูดคุยใน UKM 11 ที่เมืองมหาสารคาม ตักศิลาแห่งอีสาน หากประเด็นเหล่าถูกนำมาพูดคุยในวงนักปราชญ์บรรยากาศของการเรียนรู้ หากคลิ๊กตรงกัน จูนคลื่นความถี่ให้ชัดเจนแล้วผมเชื่อแน่ว่าประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน-สมดุล ในวิธีคิดเกิดขึ้นได้ไม่ยาก


* * *ภาพด้านบนของบันทึกอ้างอิงภาพจาก ลานนาโฟโต้คลับ