เหมือนมีเส้นกางกั้นระหว่างใจสองดวง

  เมื่อวานลูกศิษย์แวะเวียนมาเยี่ยมและถามไถ่ตามประสาครูกับศิษย์...ประโยคหนึ่ง เธอถามว่า "อาจารย์คะ หนูรู้สึกว่าระหว่างหนูกับแฟน เหมือนมีบางอย่างแยกเราให้เว้นระยะกันยังไงก็ไม่รู้ หนูเองก็ตอบไม่ได้ว่ามันคืออะไร"  เราจึงถามเธอว่า "แล้วในใจเธอมีเขาเต็มห้องใจไหม" เธอตอบโดยไม่ลังเลว่า "ทั้งหมดของหัวใจไม่มีใครนะ นอกจากเขา"

   เราจึงบอกเธอว่า "งั้นก็ไม่สำคัญอะไรแล้วล่ะ ว่าจะมีบางสิ่งบางอย่างกีดกันกั้นใจสองดวงอยู่ เพราะหากเรามีรักเต็มรักแล้ว ขอให้เรากล้าเปิดใจต่อกัน อย่าแอบแบ่งไว้เผื่อใคร เราก็จะได้รับความรักจนเต็มรัก เต็มใจ และไม่ต้องรอเวลาผิดหวัง เมื่อภายภาคหน้าใจต้องถูกแบ่งแยกไปให้ใครอีกคน ขอให้หนู่เปิดใจคุยกับเขาทุกเรื่องนะครับ"

  เราก็คงช่วยเธอได้เท่านี้ เราบอกเธอว่า "ความรักจะมีค่าก็ต่อเมื่อได้รัก เพราะฉะนั้น ถึงแม้จะสมหวังหรือผิดหวัง ก็ไม่ต้องเสียใจให้มากมายเกินความพอดี เพราะที่จริงเธอได้เก็บเกี่ยวค่าแห่งรักแล้ว เมื่อวันที่เธอมีความรักนั่นแหละ"

  ชีวิตมักมีเรื่องราวหลากหลายให้เราคอยรับฟังแก้ไขอยู่เสมอๆ เราชอบที่จะพูด บอกกล่าว และตักเตือน เพราะถือว่านี่คือหน้าที่หนึ่งของคนเป็นครู (ไม่ใช่ความเป็นครู) ที่นอกเหนือจากการสอนแล้ว ก็ควรที่จะเป็นที่ปรึกษาเด็กได้ทุกเรื่องตามแต่เขาจะต้องการให้เราช่วยเหลือเรื่องอะไร และตามขีดความสามารถของเราด้วย อะไรรู้ก็บอกว่ารู้ ไม่รู้ก็ให้เขารอเพื่อจะได้ไปเสาะแสวงหาสิ่งนั้นมาสนองตอบต่อความต้องการของเด็ก ไม่ใช่เรื่องยาก-แต่เป็นเรื่องที่คนเป็นครูหลายๆ คนไม่อยากทำ

   มี นักศึกษามักถามคำถามเดิมซ้ำๆ ว่า "มีรักในวัยเรียนผิดไหม"

   เรามักตอบว่า "มีรักในวัยไหนก็ไม่ผิดหรอก หากรู้จักเลือกรัก และรู้จักคบหา ไม่เอาความรักไปปะปนกับความอยากความใคร่อื่นๆ ก่อนวัยอันควร รักจะมีค่าและแนบแน่นในใจเราไปตลอด และจืดจางช้า"

   ขอให้รักจงเจริญ  ตามชื่อหนังเลยนะครับ