คำถามเหล่านี้น่าจะเป็นตัวช่วยให้นวัตกรสามารถสร้างนวัตกรรมบริการสุขภาพปฐมภูมิได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่มากก็น้อย

เป็นไข้ ก็ไปหาหมอสิ ฉีดยาสักเข็ม เดี๋ยวก็หาย

 การจัดการสุขภาพของชุมชน เป็นเรื่องของหน่วยงานสาธารณสุขเท่านั้นหรือ?” 

<p>  </p><p>9 – 10 สิงหาคม หลังจากที่ผมได้เข้าประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนๆพี่ๆน้องๆที่ปฏิบัติงานด้านสุขภาพปฐมภูมิ (primary care unit : PCU) ณ โรงแรมปางสวนแก้ว จ. เชียงใหม่ รู้สึกอบอุ่นใจขึ้นเยอะ ว่าถนนสายพัฒนาชุมชนที่กำลังเดินอยู่นี้ มีภาคีสายงานสาธารณสุขเข้ามาเป็นเครือข่ายเคียงข้าง เป็นสาธารณสุขแนวใหม่ ที่ปรับเปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำงานที่ไปในทิศทางที่ ไม่เน้นรักษาโรค แต่เน้นรักษาคน โดยมุ่งสร้างกระบวนการเรียนรู้เพื่อนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยง หรือพฤติกรรมที่เป็นเหตุปัจจัยของโรค ทั้งนี้ โดยต้องคำนึงถึงมิติทางสังคมวัฒนธรรม การเมือง ระบบนิเวศ ที่มีลักษณะเฉพาะแต่ละพื้นที่ เข้ามาประกอบ </p><p>โครงการนวัตกรรมบริการสุขภาพปฐมภูมิเป็นหนึ่งในโครงการที่ทางผม และสโมสรผู้นำเยาวชนเพื่อการศึกษาและพัฒนาชุมชน (สยชช.) เข้าร่วม โดยเราได้เสนอโครงการ นวดสานสายใย  เยาวชนใฝ่กตัญญูที่รู้ข่าวโครงการนี้ ก็เพราะพี่ยุย (พี่ทวีวรรณ สัมพันธสิทธิ์)  จากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดแม่ฮ่องสอน บอกข่าวมาให้ </p><p>จากวันนั้น ถึงวันนี้ ก็ร่วม เจ็ดเดือนแล้วที่โครงการดำเนินมาด้วยดี ทำให้มองเห็นว่า ที่ผ่านมาชุมชนและเด็กๆถูกมองว่าเป็นผู้ที่มีปัญหา แต่ปัจจุบัน ชุมชนและเด็กได้ถูกมองว่าเป็นผู้มีศักยภาพ และเป็นศูนย์กลางการพัฒนาสุขภาพด้วยตัวเอง แทนที่จะมุ่งแต่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขอย่างในอดีต </p><p> ส่วนตัวผมเองได้รู้จักความหมายและการทำงานสุขภาพในเครือข่ายที่กว้างขวาง และริเริ่มงานสร้างเสริมสุขภาพโดยให้เด็กและเยาวชนเป็นตัวขับเคลื่อนที่ค่อยๆเตาะแตะเป็นรูปธรรมขึ้น นอกจากนี้การที่ได้มารู้จักคณาจารย์ผู้คร่ำหวอดกับงานพัฒนาโดยเอาชุมชนเป็นตัวตั้งหลายคน ไม่ว่าจะเป็น รศ. วิลาวัณย์ เสนารัตน์ และคณะ จากคณะพยาบาลศาสตร์ มช. , ผศ. ทพ. ดร. ทรงวุฒิ  ตวงรัตนพันธ์ จากคณะทันตแพทย์ศาสตร์ มช., ดร. ศักดา จากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มช. , ได้ฟังแนวคิดดีๆจาก พ.ญ. สุพัตรา  ศรีวณิชชากร ผอ. และ น.พ. เกษม เวชสุทธานนท์ รอง ผอ.สถาบันวิจัยระบบสุขภาพชุมชน (สพช.) เหมือนทำให้มั่นใจมากขึ้นว่างานพัฒนาเด็กและเยาวชนในอำเภอเล็กๆติดชายแดนพม่าอย่างอำเภอปางมะผ้า แม่ฮ่องสอน สามารถเชื่อมโยงกับบุคคลและภาคความรู้ที่เท่าทันกับโลกาภิวัตน์ได้ </p><p>งานพัฒนาสุขภาวะของชุมชน ไม่สามารถจะพึ่งตัวเองได้อย่างเบ็ดเสร็จ แต่ต้องสามารถเชื่อมต่อกับภาคีเหล่านี้ ในรูปแบบความสัมพันธ์ที่มีอำนาจพอฟัดพอเหวี่ยงกัน อันนี้เป็นอีกประเด็นที่ผมคิดว่าสะท้อนมาจากการประชุม </p><p>นอกจากการรับฟังการอภิปรายถึงแนวทางการสร้างเสริมสุขภาพชุมชน ในช่วงการแลกเปลี่ยนกลุ่มย่อยก็เข้มข้น ผมถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มนวัตกรรมส่งเสริมสุขภาพครอบครัว ผมได้รับมอบหมายจากกลุ่มย่อยให้ขึ้นนำเสนอความเห็นสรุปของกลุ่ม ซึ่งมีข้อคิดเห็นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในกลุ่มย่อยที่ผมร่วมอยู่น่าสนใจหลายประเด็น (ต้องขอขอบคุณ ผศ. ทพ. ดร. ทรงวุฒิ  ตวงรัตนพันธ์ จากคณะทันตแพทย์ศาสตร์ มช. ที่ช่วยเป็นวิทยากรกลุ่มได้เป็นอย่างดี) พอขึ้นเวที ผมก็เลยสรุปออกมาเป็นคำถาม 9 ข้อ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">(ต้องบอกก่อนว่า เหล่านี้ไม่ได้มาจากความคิดผมคนเดียว แต่มาจากการสกัดความเห็นออกมาจาการประชุมกลุ่มย่อย)</p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">คำถามเหล่านี้น่าจะเป็นตัวช่วยให้นวัตกรสามารถสร้างนวัตกรรมบริการสุขภาพปฐมภูมิได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่มากก็น้อย</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p> คำถามที่ 1. สิ่งที่เราสร้างขึ้นมานี้ แม้จะมีชาวบ้านเป็นส่วนร่วม แต่มันเป็นนวัตกรรมในสายตาชาวบ้านหรือไม่ หรือมันเป็นนวัตกรรมเฉพาะในสายตาของเรา</p><p> คำถามที่ 2.   อะไรคือนวัตกรรมของโครงการ นวัตกรรมอาจจอยู่ในรูปกลุ่มใหม่ๆ เครือข่ายใหม่ๆ เช่น เครือข่ายผู้หญิงเลิกเหล้า , สิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ เช่น มุมสุขภาพครอบครัวที่ประกอบด้วยตู้ยา และสมุดบันทึกสุขภาพครอบครัว , กระบวนการใหม่ๆ เช่น การใช้สุนทรียสนทนา (dialogue) ในการสร้างให้ผู้ป่วยทางจิตรู้เท่าทันอารมณ์และเห็นคุณค่าของตนเอง หรืออาจอยู่ในรูปแบบผสมผสานหลายอย่าง เป็นนวัตกรรมเชิงซ้อน อันนี้เราชัดเจนแค่ไหน  </p><p>คำถามที่ 3  นวัตกรรมของเรา มันไปสร้างภาระที่ไม่คาดคิดแก่คนบางคนในครอบครัวหรือเปล่า โดยเฉพาะกับผู้หญิง เช่น การไปมอบหมายให้ชาวบ้านดูแลตู้ยาหรือเครื่องมือทางการแพทย์ อาจจะไปสร้างภาระแก่ผู้หญิงที่ต้องทำงานทั้งในบ้าน นอกบ้านหนักขึ้นไหม.   </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">คำถามที่ 4 เราแน่ใจหรือว่า ผลดีที่เกิดขึ้นกับชาวบ้าน ล้วนแต่มาจากนวัตกรรมของเรา หรือชาวบ้านบูรณาการกิจกรรม จากโครงการต่างๆ จากสถาบันอื่นๆ เช่น โครงการด้านการศึกษา , โครงการพัฒนาชุมชน ที่มีอยู่ในชุมชนเข้ามาร่วมกับโครงการของเราด้วย </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p> คำถามที่ 5 เรามีอคติต่อคนบางกลุ่มในโครงการมากน้อยเพียงไร เช่น เรามักจะมองว่าคนขี้เหล้า คนขี้เกียจ คนทุจริต คนขี้คุก เป็นคนน่ารังเกียจใช่ไหม เพราะขัดกับ แว่นทางศีลธรรม ที่ครอบงำตัวเราอยู่เสมอ  อคติเหล่านี้ มักทำให้เราปะป้าย (stereotype) คนเหล่านี้ว่าเป็นพวกที่ไม่มีศักยภาพ โดยลืมดูเงื่อนไข บริบทที่แวดล้อมเขาอยู่ ซึ่งเท่ากับเราพิพากษาเขาไปแล้ว เรามองเห็นตัวเองอยู่ใต้เงาแห่งอคติเหล่านี้แค่ไหน? </p><p>คำถามที่ 6 เราจะแน่ใจได้อย่างไร หากใช้ข้อมูลที่ได้มาจากการเขียนของชาวบ้านเป็นหลักในการประเมิน เพราะสิ่งที่เขียนอาจจะเป็นคนละเรื่องกับสิ่งที่เห็น และสิ่งที่เห็นก็อาจจะเป็นคนละเรื่องกับสิ่งที่จริง การยึดติดกับข้อมูลที่ได้จากการเขียน การสัมภาษณ์ และการประชุมต่างๆ อาจทำให้เราติด กับดักได้โดยง่าย แต่ควรจะใช้วิธีที่หลากหลาย ผสมผสานกันอย่างเหมาะสม และเราได้ทำสิ่งเหล่านี้มากน้อยแค่ไหน ? </p><p>คำถามที่ 7 หลายเรื่องราวที่ชาวบ้านบอกเล่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ไม่ว่าจะเป็น การติดเอดส์ การทำแท้ง ชู้สาว ถูกข่มขืน ถูกอนาจาร ลูกติดยา สามีทำร้าย หนี้สินล้นพ้น ฯลฯ อะไรจะเป็นหลักประกันที่ชัดเจนแก่ชาวบ้านว่า สิ่งที่พวกเขาเล่าออกมา จะถูกรับฟังด้วยการยอมรับในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และถูกรักษาไว้เป็นความลับ </p><p>คำถามที่ 8  เราเข้าใจนวัตกรรมว่าอย่างไร เรามองว่านวัตกรรมเป็นสิ่งที่จะอยู่ยั้งยั่งยืนยง เราเชื่อในความยั่งยืนของนวัตกรรม หรือเรามองว่า นวัตกรรมไม่ใช่สูตรสำเร็จหรือคำตอบสุดท้ายของการพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน และไม่มีความยั่งยืน เพราะมันขึ้นอยู่กับบริบททางพื้นที่และเวลา </p><p>คำถามที่ 9 (อันนี้ ผมเพิ่งจะมาคิดได้ ตอนกลับมาบ้านแล้ว) คือ เราจะแน่ใจได้อย่างไร ว่า เราเองจะไม่กลายเป็นผู้ที่ฉวยโอกาส กอบโกยผลงานอยู่เหนือชาวบ้าน หรือใช้ชาวบ้าน เป็นเครื่องมือในการแสวงหาลาภ ยศ สรรเสริญ จากการนำงานเชิงนวัตกรรมแบบนี้ </p><p>สำหรับผมแล้ว อีกไฮท์ไลท์หนึ่งของงานนี้ คือการที่ผมพาเด็กหญิงชาวไทใหญ่วัยสิบสี่จาก สยชช. เข้าร่วม 2 คน เพื่อให้ช่วยจดบันทึก และคุ้นเคยกับการร่วมประชุมกับผู้ใหญ่ในเวทีระดับภาค </p><p> ขึ้นชื่อว่าเด็ก ใครๆก็มองว่า ความคิดยังเล็ก จะไปทำงานชุมชนอะไรได้มากมาย</p><p>เด็กๆ จึงถูกรัฐและนักพัฒนามองอย่างแยกส่วน ออกจากการพัฒนาระบบสุขภาพชุมชนเรื่อยมา แต่มุมมองของหน่วยงานสาธารณสุขวันนี้ อย่างน้อยก็องคาพยพหลายส่วน เริ่มปรับฐานคิดนี้อย่างเป็นรูปธรรมแล้ว สำหรับยุวชนที่มาร่วมประชุมวันนี้ แม้ว่าจะเป็นเรื่องใหม่สำหรับพวกเธอ แต่เธอก็ตั้งใจฝึกฝนเรียนรู้ด้วยดี นอกจากนี้ พวกเธอเอง ก็เป็นส่วนหนึ่งที่สร้างเสริมกระบวนการเรียนรู้แก่ผม    </p><p>  ผมหวังว่า เราจะได้เห็นเด็กกลุ่มชาติพันธุ์อีกหลายต่อหลายคนค่อยๆย่างเท้าเข้าสู่ประตูแห่งการมีส่วนร่วมของในงานสุขภาพชุมชนเช่นนี้อีกต่อไป อย่างไม่ย่อท้อ  </p>