จิตใจคนเราก็เช่นเดียวกัน ถ้ายังพร่องอยู่ มักจะดัง มักจะวอกแวกวุ่นวายไปโน่นไปนี่เสมอ แต่ถ้าจิตใจเต็ม จิตนั้นจะปราศจากจากกิเลส ตัณหาและทิฏฐิมานะทั้งหลาย สงบเงียบดังพุทธพจน์นี้แหละค่ะ

ปราสาทเขาพนมรุ้ง

ยทูนกํ ตํ สนติ      ยํ ปูรํ สนฺตเมว ตํ

สิ่งใดพร่อง สิ่งนั้นดัง สิ่งใดเต็ม สิ่งนั้นเงียบ

พุทธพจน์
คัดจากหนังสือ "ไตรรัตน์ ๓" หนังสือรวบรวมประวัติและคำสอนของหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ

ดิฉันได้รับหนังสือเล่มนี้จากน้องข้ามสีทันดร  ขออนุโมทนาในธรรมทานด้วยค่ะ ที่ดิฉันติดใจในพุทธพจน์นี้แม้นจะอ่านบาลีไม่ออกเลย แต่คำแปลนั้นตรงใจและเห็นจริงมากๆ ดังตัวอย่างในชีวิตประจำวันของเราง่ายๆ ดังนี้

ดิฉันสอนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องของคุณภาพ เคยยกตัวอย่างในการสอนเกี่ยวกับเรื่องคุณภาพให้กับนักศึกษาฟังว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเดินเข้าไปในห้องน้ำของอาคารไหน แล้วรู้สึกว่าไม่อยากมาที่นั่นอีกแล้ว หรือออกจากห้องน้ำมาแล้วมาบ่นให้เพื่อนฟังว่า ห้องน้ำเหม็น มีน้ำนองเป็นหย่อมๆ เนื่องจากน้ำก๊อกรั่ว หรือเนื่องจากปัญหาอื่นๆ  นั่นคือสิ่งบ่งชี้ถึงการไม่มีคุณภาพของห้องน้ำนั้นๆ หรือไปเข้าห้องน้ำที่สุวรรณภูมิมาแล้วออกมาบ่นให้เพื่อนฝูงพี่น้องฟัง ก็คืออาการไม่มีคุณภาพของห้องน้ำที่สุวรรณภูมิเช่นกัน หรือไปต่อเครื่องบินที่สุวรรณภูมิแล้วเกือบตกเครื่องบินเพราะหาทางไป gate ไม่ถูก ก็คืออาการไม่มีคุณภาพของสนามบินเหมือนกัน

หลายคนอาจคิดว่า...ใช่สิ... ถ้าอะไรมันไม่ดีเราก็คงออกมาบ่นแน่ๆ แต่นัยสำคัญของเรื่องนี้คือ ถ้าเราเข้าไปในห้องน้ำ ทำธุระเสร็จเรียบร้อย ออกมาแล้วลืมทุกอย่างเกี่ยวกับห้องน้ำนั้น แสดงว่าอะไรคะ.... ห้องน้ำนั้นคุณภาพดีมาก จริงๆ นั่นเอง หรือถ้าเราไปสนามบินใด แล้วต่อเครื่องได้อย่างสบายใจ ถามว่าท่านจำอะไรเกี่ยวกับห้องน้ำดีๆ ที่ท่านใช้ กับอะไรที่เป็นสิ่งดีๆ ของสนามบินนั้นๆ ได้อย่างทันทีบ้าง....

ดังนั้นการมีคุณภาพดี มักเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น หรือผู้คนมักมองข้าม(อย่างไม่ได้ตั้งใจ) ในทางตรงกันข้าม ถ้าสิ่งใดไม่ดี มักเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัด แบบที่ไม่ต้องสังเกตก็ยังเห็นได้ชัด  ดังพุทธพจน์ที่ว่า "สิ่งใดพร่อง สิ่งนั้นดัง สิ่งใดเต็ม สิ่งนั้นเงียบ" นั่นแหละค่ะ

จะเห็นได้ว่าธรรมะที่มีอายุกว่า ๒๕๐๐ ปี นี้ทันสมัย และเป็นจริงเสมอ

จิตใจคนเราก็เช่นเดียวกัน ถ้ายังพร่องอยู่ มักจะดัง มักจะวอกแวกวุ่นวายไปโน่นไปนี่เสมอ ทั้งกังวล ทั้งเครียด ทั้งวิตก ทั้งอยาก ด้วยกิเลส ตัณหาและทิฏฐิมานะทั้งหลาย แต่ถ้าจิตใจเต็ม จิตนั้นจะปราศจากกิเลส ตัณหาและทิฏฐิมานะทั้งหลาย สงบเงียบดังพุทธพจน์นี้แหละค่ะ

เราควรหันมามองจิตใจเราให้มากขึ้น ถ้ายังว้าวุ่นใจอยู่เสมอ ก็แสดงว่าบางอย่างยังพร่องไปอยู่ ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดที่จิตใจยังพร่องอยู่ ตราบใดที่เรายังเป็นปุถุชน แต่เมื่อเราสังเกตเห็น"ความพร่อง"ของจิตใจของเราแล้ว เราควรจะทำอะไรบางอย่างกับความพร่องนั้นๆ เหมือนกับถ้าเราเห็นแล้วว่าห้องน้ำที่บ้านมีก๊อกรั่ว เราก็ต้องซ่อมก๊อกน้ำนั้นๆ นั่นเองค่ะ ค่อยๆ ซ่อมทีละอย่าง ทีละเรื่อง ที่สำคัญคือต้องซ่อม..อย่าปล่อยทิ้งไว้ให้จิตใจเสียหาย หรือจิตตกไปเรื่อยๆ นั่นเองค่ะ...